ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ


ปัญญากำหนดพิจารณาเห็นความเกิดและความดับของรูปนาม คือพิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปของรูปนามขันธ์ ๕ จนทราบชัดว่า สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นแล้วก็ล้วนแต่ต้องดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อญาณนี้เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นความเกิดดับของรูปนามตั้งแต่ญาณที่ ๔ เป็นต้นไป เป็นวิปัสสนาล้วนๆ วิธีถามอาการท้องพอง-ยุบ มี ๒ ระยะบ้าง บางคนก็มี ๓ ระยะบ้าง ถ้าบางคนอาการท้องยุบชัดเจนดี อาการท้องพองก็จะเป็นพักๆไป อาจถึง ๗-๘ พัก อย่างนี้ให้ได้ สภาวะเช่นนี้แสดงว่าอยู่ในญาณที่ ๔ สภาวะนี้จะเป็นอยู่ในญาณที่ ๔ นี้นาน เวลาปฏิบัติไป นานๆ อาการพอง อาการยุบไปปรากฏข้างนอกร่างกายของเราก็มี ปรากฏอยู่ตรงหน้าที่เรานั่งอยู่ก็มี ปรากฏอยู่ด้านนอกทั้งข้าง ซ้าย-ขวาก็มี และให้ถามถึงอาการของต้นพอง กลางพอง สุดพอง ว่าอะไรปรากฏชัดเจนกว่ากัน และเวลาเดินจงกรม เช่น เวลายกเท้า ย่างไป เหยียบลง ขณะไหนชัดกว่ากัน ถ้าขณะยกกับขณะเหยียบชัดเจนดี กลางไม่ชัด ก็ให้ได้ และพึงเตือนผู้ปฏิบัติในขณะเวลากำหนดเวทนา เช่น กำหนดทุกขเวทนามีความปวดเป็นต้นว่า “ปวดหนอๆๆ” นั้น ไม่ใช่กำหนดแต่ปาก ถ้าอย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องเอาจิตเพ่งตรงไปที่อาการปวดนั้นกำหนดว่า “ปวดหนอๆๆ” ถ้ากำหนด ๒-๓ ครั้งหาย ให้ได้บางครั้ง คิดจะกำหนด ยังไม่ทันจะกำหนด หายไปเลยก็มีอาการเช่นนี้แสดงว่าอยู่ในญาณที่ ๔ บางครั้งนั่งไปๆ นิมิตเห็นตัวเลขสีแดง ปรากฏว่าถูกจริงๆ ด้วยก็มี ถามอาการนั่งว่า “นั่งตัวตรงตลอดเวลาไหม” อาการของญาณนี้ เมื่อนั่งไปจะมีการวูบลงไปๆ อยู่เป็นประจำ เหมือนคนเคยนั่งเครื่องบินตกหลุมอากาศ ข้อสำคัญ ถ้าขาดหลักสำคัญ ๓ ประการคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่าพึ่งให้ ถ้าอาการพอง-ยุบเร็วขึ้นๆ แล้วก็ผ่อนหายไปเลย นี้แสดงว่าอยู่ในญาณที่ ๓ แต่ถ้าอาการ พอง-ยุบเร็วขึ้นๆ แล้วสัปหงกวูบลงไป หรือผงะไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวาบ้าง โดยเฉพาะผู้มีสมาธิดีๆ นี้ เวลาสัปหงกก็จะสัปหงกแรงหรือผงะแรง ส่วนผู้มีสมาธิเบาก็วูบลงไปช้าๆ ค่อยวูบลงไปๆ ก็มี อย่างนี้ให้ได้

อาการของทุกขังแน่นหน้าอก คือจะแน่นเข้าๆ แล้วผงะไปข้างหน้า ผงะไปข้างหลังอย่างแรง จนทำให้ตกใจ แสดงว่าอยู่ในญาณที่ ๔ อาการของอนัตตา คือการกำหนดอาการพองอาการยุบนี้จะค่อยแผ่วเบาลงไปๆ เมื่อแผ่วเบาเต็มที่แล้ว ก็จะผงะไปข้างหลังแรงๆ บ้าง สัปหงกวูบลงไปข้างหน้าบ้าง ลักษณะเหล่านี้ ทั้งลักษณะของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นลักษณะของสันตติขาด ไม่มีการสืบต่อ คือขาดไปชั่วขณะจิตหนึ่ง ลักษณะของพระไตรลักษณ์ปรากฏชัดนี้จะไม่เกิดมากครั้งและเป็นอยู่ไม่นาน ชั่วโมงหนึ่งหรือวันหนึ่งอาจจะเกิดครั้งเดียวถ้าอาการของพระไตรลักษณ์ปรากฏ ชัดนั้น ขอให้พยายามจำให้ได้ว่ามันสัปหงกไปขณะไหน

เหตุที่ทำให้ญาณนี้ไม่เกิด

๑. ทำหมัน พวกนี้บวชไม่ขึ้น ต้องให้เขาต่อให้ และมีใบประกาศรับรองว่าใช้การได้ตามปกติก่อน จึงจะบวชให้

๒. ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก

๓. ฆ่าบิดามารดา

๔. ฆ่าพระอรหันต์

๕. ทำบุญไม่ครบไตรเหตุ

แต่ถ้าญาณนี้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าไม่ประมาท สามารถบรรลุมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่งได้ในปัจจุบันชาติ

วิถีของญาณ

ญาณที่ ๔,๕ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณที่ ๖,๗,๘ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณที่ ๙,๑๐,๑๑ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณที่ ๑๒,๑๓,๑๔,๑๕,๑๖ เป็นวิถีเดียวกัน ญาณแต่ละวิถีนี้ ถ้าตัวแรกชัดจะเกิดหมดทั้งวิถีเลย

ผู้มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว แต่เห็นรูปนาม ประเสริฐกว่าผู้มีอายุเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี แต่ไม่เห็นรูปนาม หมายเอาญาณนี้ด้วย ญาณนี้เมื่อเกิดแล้วจะตัดภพตัดชาติได้ คือขณะเดินจงกรม ๑ ก้าว สามารถตัดภพตัดชาติได้ ๖ ชาติ เวลาตายจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๓-๔ ชาติ ถ้าไม่ประมาท ชาติแรกถ้าไปเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ก็จะเป็นพวกสัมมาทิฏฐิมีความเห็นชอบมีเดชานุภาพ ถ้าไปเกิดในกาลที่โลกว่างจากพระพุทธศาสนา ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต้องบำเพ็ญบารมีให้ครบ ๒๐ ทัศ

ถ้าอาจารย์ผู้สอนเอาสภาวะเหล่านี้ไปเล่าให้โยมฟัง อุปมาอุปไมยมากๆส่วนมากโยมจะตามมาบวชด้วย


อุทยัพพยญาณ จบ