การอธิษฐานจิต


เมื่อโยคีผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดรู้รูปนาม รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทันปัจจุบันธรรมสมบูรณ์ดีแล้ว สภาวธรรมปรากฏชัดเจน แจ่มแจ้งและวิปัสสนาญาณถึงความบริบูรณ์เต็มที่ คือ ญาณที่ ๑๑ แก่รอบแล้ว พึงให้อธิษฐานดังต่อไปนี้

วันที่ ๑


ให้เดินจงกรมระยะที่ ๑ – ๖ ระยะละ ๑๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมงก่อนนั่ง ให้ตั้งนะโม ๓ จบ อธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ธรรมวิเศษที่เกิดขึ้นแล้ว ขออย่าได้เกิดอีก ธรรมวิเศษเบื้องสูงที่ยังไม่เกิด ขอจงให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้”

หมายเหตุ : เมื่ออธิษฐานแล้วให้นั่งภาวนาว่า “พองหนอ-ยุบหนอ” หรือจะนั่งกี่ระยะก็ได้ ตามสมควรแก่ความถนัด และพอเหมาะกับอุปนิสัยของตน และอย่าอุปาทานในคำอธิษฐาน อย่าคิด ถ้าคิดให้รีบกำหนดจิตทันทีอย่าให้จิตเหม่อไปตาม นิมิต เหม่อไปตามอาการต่างๆ เช่น เหม่อไปตามเวทนา เป็นต้น อย่าตั้งใจแรงเกินไป เพราะจะทำให้ประสาทแข็ง ให้ตั้งใจไว้เป็นกลางๆ พยายามหาที่นั่งในที่โล่งๆ อากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อนั่งครบ ๑ ชั่วโมงแล้ว ก็ให้ลุกเดินจงกรมอีก นั่งสลับกันไปอีกจนครบ ๒๔ ชั่วโมง และในอภิรักขิตสมัยเช่นนี้ พึงตั้งจิตระวังใจสำรวมอิริยาบถน้อยใหญ่ (มียืน เดิน คู้ เหยียด เป็นต้น) พยายามให้มีสติในทุกอิริยาบถ ขยันหมั่นอดทน เข้มแข็งในการกำหนด ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง เอาชีวิตเป็นเดิมพัน มอบชีวิตทั้งชีวิตฝากไว้กับการปฏิบัติ และถวายชีวิตเป็นปฏิบัติบูชาต่อพระบรมศาสดา เพื่อข่มอุปาทานทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาลัยในชีวิต แล้วทำจิตให้มั่นคง แน่วแน่เด็ดเดี่ยวในการเดินจงกรม ในการนั่ง และในมหาสมัยเช่นนี้ ควรพูดพอดี ฉันพอดีนอนพอดี ปฏิบัติพอดี วันหนึ่งควรนอนไม่เกิน ๔ ชั่วโมง (ถ้าโยคีผู้ปฏิบัติมีสภาวะธรรมปรากฏชัด มีร่างกายสมบูรณ์ดี ไม่ควรนอนตลอด ๒๔ ชั่วโมง) ปฏิบัติไปอย่างนี้จนครบ ๒๔ ชั่วโมง จึงต่อบทอธิษฐานที่ ๒ ได้

วันที่ ๒


ให้เดินจงกรมระยะที่ ๑-๖ เดินระยะละ ๑๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมง อธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ ขอให้ความเกิดดับ จงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” และทำจิตให้มั่นคง ตั้งมั่นเช่นวันที่หนึ่ง นั่งและเดินสลับกันไปจนครบ ๒๔ ชั่วโมง จึงต่อบทอธิษฐานที่ ๓ ได้ (ผู้มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีไม่ควรนอนตลอด ๒๔ ชั่วโมง)

วันที่ ๓


ให้เดินจงกรมระยะที่ ๑-๖ เดินระยะละ ๑๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมง อธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๑ ชั่วโมงนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” ทำจิตให้ตั้งมั่น เช่น วันที่หนึ่ง นั่งและเดินสลับกันไปจนครบ ๒๔ ชั่วโมง (คือ ถึงเวลาพักผ่อนให้พักผ่อนตามปกติ ตื่นขึ้นมาแล้วให้ปฏิบัติต่อจนกว่าจะครบ ๒๔ ชั่วโมง) จึงต่อบทอธิษฐานที่ ๔ ได้

วันที่ ๔


ให้เดินจงกรมระยะที่ ๑-๖ เดินระยะละ ๑๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมงอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๓๐ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับ จงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” นั่งและเดินสลับกันไปจนครบ ๒๔ ชั่วโมง (คือ ถึงเวลาพักผ่อนให้พักผ่อนตามปกติ ตื่นขึ้นมาแล้วให้ปฏิบัติต่อจนกว่าจะครบ ๒๔ ชั่วโมง) จึงต่อบทอธิษฐานที่ ๕ ได้

หมายเหตุ : เดิน ๑ ชั่วโมง แล้วนั่งอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๓๐ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” เมื่อนั่งไปครบ ๓๐ นาที แล้วให้อธิษฐานจิตต่ออีกว่า “ภายใน ๓๐ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” โดยไม่ลุกจากที่ รวมเป็นนั่ง ๑ ชั่วโมงพอดี

วันที่ ๕


ให้เดินจงกรมระยะที่ ๑ – ๖ เดินระยะละ ๕ นาที รวม ๓๐ นาที อธิษฐานจิตว่า

“สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๑๕ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ”

“สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๑๐ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ”

“สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๕ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ”

นั่งและเดินสลับกันไปจนครบ ๒๔ ชั่วโมง (คือ ถึงเวลาพักผ่อนให้พักผ่อนตามปรกติ ตื่นขึ้นมาแล้วให้ปฏิบัติต่อจนกว่าจะครบ ๒๔ ชั่วโมง) จึงต่อบทอธิษฐานที่ ๖ ได้

หมายเหตุ : เดินจงกรม ๓๐ นาที แล้วอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๑๕ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” เมื่อนั่งครบ ๑๕ นาที แล้วให้อธิษฐานจิตต่ออีกว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๑๐ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” เมื่อนั่งครบ ๑๐ นาที แล้วให้อธิษฐานจิตต่อไปอีกว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๕ นาทีนี้ ขอให้ความเกิดดับจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามากๆ” เมื่อนั่งครบ ๕ นาที เป็นอันว่า นั่งครบ ๓๐ นาทีพอดี

วันที่ ๖


ให้เดินจงกรมระยะที่ ๑-๖ เดินระยะละ ๑๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมง อธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ภายใน ๑ ชั่วโมงนี้ ขอให้สมาธิจิตข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไป ๕ นาที เป็นอย่างน้อย”

ข้อสำคัญ บทนี้ต้องเดินให้นาน นั่งให้นาน จึงจะได้ผลดี ถ้าเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ยังทำไม่ได้ ให้เดิน ๒ ชั่วโมง นั่ง ๒ ชั่วโมง ถ้ายังทำไม่ได้อีก ให้เดิน ๓ ชั่วโมง นั่ง ๓ ชั่วโมง เป็นต้น เพราะบทนี้ต้องการสมาธิมากกว่าบทอื่นเป็นพิเศษ

ถ้าสมาธิจิตดับแน่นิ่งไปได้ ๕ นาที แล้วคราวต่อไปให้อธิษฐาน เพิ่มเป็น ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๓๐ นาที ๑, ๒, ๓,....๒๔....๔๘....๗๒ ชั่วโมง เป็นต้น แล้วแต่ละประเภทของแต่ละบุคคลว่ามีความขยัน เข้มแข็ง อดทน และความเป็นผู้มีสมาธิดี มีบุญญาธิการที่ได้ทำไว้ยิ่งหย่อนต่างกันอย่างไร

หมายเหตุ : ในการอธิษฐานจิตแล้วไม่ควรกังวล ในจำนวนเวลามากน้อยที่ตนกำหนดไว้ ไม่ควรตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่า เมื่อไรจิตของเราจะดับสนิทแน่นิ่งไปสักที แต่พึงให้สำเหนียกตั้งใจจดจ่อในการกำหนดรูปนาม เพื่อจะให้เห็นความเกิดขึ้น และความดับของรูปนามปรากฏชัดเจน แจ่มแจ้ง เมื่อโยคีผู้ปฏิบัติกำหนดได้อย่างนี้ วิปัสสนาก็ถึงความแก่กล้ามีกำลังมาก แล้วก็จะพัฒนาตัวมันเองให้เจริญขึ้นโดยลำดับจนถึงสังขารุเปกขาญาณ และเมื่อสังขารุเปกขาญาณแก่รอบเต็มที่แล้ว จิตที่พิจารณาวิปัสสนาญาณมาโดยลำดับตลอดเวลาอย่างนี้ ก็จะละอารมณ์เดิม (เก่า) มุ่งตรงสู่อารมณ์ใหม่นั้นก็คือความที่จิตดับสนิทแน่นิ่งไป ใจก็ไม่รู้ หูก็ไม่ได้ยิน นิมิตทั้งปวง มีรูปนิมิต เวทนานิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต และวิญญาณนิมิต ก็ไม่ปรากฏในขณะนั้น คล้ายๆ กับว่าปราศจากสังขารโดยประการทั้งปวงแล

หลักวิธีปฏิบัติที่จะทำให้เข้าสมาธิ หรือเข้าฌานได้นานๆพึงปฏิบัติดังต่อไปนี้

๑) เมื่อโยคีผู้ปฏิบัติธรรมคนใดสามารถเข้าสมาธิ หรือเข้าฌานได้ครบ ๑ ชั่วโมงแล้ว ถ้ามีความประสงค์จะฝึกเข้าฌาน ให้จิตแช่อยู่ในอารมณ์ของเรือนแก้ว คือฌานนั้นให้นานยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อจะให้สำเร็จประโยชน์อันตนพึงประสงค์จากสมาธิหรือฌานเป็นต้นนั้น ให้ฝึกเข้าสมาธิให้ได้ ๑ ชั่วโมงเสียก่อนแล้วฝึกให้ชำนิชำนาญจนสามารถเข้าได้ตามต้องการ ออกได้ตามต้องการไม่ให้ออกก่อน และไม่ให้เลยเวลา และเมื่อสามารถทำได้ครบ ๑ ชั่วโมง สมบูรณ์ดีอย่างนี้แล้ว วันหลัง (วันถัดมา) ให้เดินจงกรมให้ครบ ๑ ชั่วโมง แล้วนั่งอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไป ๒ ชั่วโมง”

๒) เมื่อสามารถทำได้ครบตามกำหนด ๒ ชั่วโมง สมบูรณ์ดีอย่างที่กล่าวมาในข้อ ๑ แล้ว ให้หล่อเลี้ยงสมาธิ (รักษาสมาธิ) ไว้ ๒ วัน ด้วยการรักษาสติ อารมณ์ไว้ โดยการกำหนดสติให้ทันปัจจุบันธรรม ตัดอารมณ์ที่เป็นอดีตและอนาคตทิ้ง เรียกว่า สำรวมอินทรีย์ และทำความเพียรให้เป็นไปโดยติดต่อตามปกติธรรมดาอย่าให้ความเพียรย่อหย่อน หรือขาดระยะแต่ยังไม่ให้อธิษฐาน

๓) เมื่อเลี้ยงสมาธิไว้ครบตามกำหนด ๒ วันแล้ววันหลังให้เดินจงกรม ๑ ชั่วโมง แล้วนั่งอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไป ๓ ชั่วโมง” เมื่อสามารถทำได้ครบตามกำหนด ๓ ชั่วโมงสมบูรณ์ดีแล้ว ให้หล่อเลี้ยงสมาธิไว้ ๔ วัน โดยรักษาสติอารมณ์ ทำความเพียรให้เป็นไปโดยติดต่อปฏิบัติไปตามปกติธรรมดา เหมือนข้อ ๒

๔) เมื่อเลี้ยงสมาธิไว้ครบตามกำหนด ๔ วันสมบูรณ์ดีแล้ว ให้เริ่มปฏิบัติต่อได้ โดยเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง แล้วนั่งอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไป ๖ ชั่วโมง” เมื่อสามารถทำได้ครบตามกำหนด ๖ ชั่วโมงสมบูรณ์ดีแล้ว ให้หล่อเลี้ยงสมาธิไว้ ๕ วัน โดยรักษาสติอารมณ์ไว้ ปฏิบัติไปตามปกติธรรมดา เหมือนข้อ ๒

๕) เมื่อเลี้ยงสมาธิไว้ครบตามกำหนด ๕ วันสมบูรณ์ดีแล้ว ให้เริ่มปฏิบัติต่อได้ โดยเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง แล้วนั่งอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไป ๑๒ ชั่วโมง” เมื่อสามารถทำได้ครบตามกำหนด ๑๒ ชั่วโมงสมบูรณ์ดีแล้วให้หล่อเลี้ยงสมาธิไว้ ๗ วัน โดยรักษาสติอารมณ์ไว้ ปฏิบัติไปตามปกติธรรมดาเหมือนข้อ ๒

๖) เมื่อเลี้ยงสมาธิไว้ครบตามกำหนด ๗ วันสมบูรณ์ดีแล้วให้เริ่มปฏิบัติต่อได้ โดยเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง แล้วนั่งอธิษฐานจิตว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไป ๒๔ ชั่วโมง” แล้วนั่งสมาธิไปจนครบ ๒๔ ชั่วโมง

เมื่อสามารถทำได้ครบตามกำหนด ๒๔ ชั่วโมงสมบูรณ์ดีแล้วพยายามฝึกให้ชำนิชำนาญ ให้เข้าได้ตามต้องการ ออกได้ตามต้องการไม่ให้ออกก่อนและไม่ให้เลยเวลา เมื่อทำบ่อยๆ จนชำนิชำนาญได้ที่แล้ว นั่งเข้าสมาธิไป ๒๔ ชั่วโมง ก็เท่ากับเราเข้าสมาธิไปแค่ ๕ นาที เมื่อชำนาญในการเข้าการทรงอยู่ในสมาธิ และการออกจากสมาธิสมบูรณ์ดีแล้ว หากปรารถนาจะฝึกเข้าสมาธิ ๓ วัน, ๔ วัน, ๕ วัน หรือครบ ๗ วัน ก็ให้ปฏิบัติเหมือนดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ให้เลี้ยงสมาธิไว้ให้นานๆ หน่อย คือ ๑๕ วัน หรือ ๑ เดือน พยายามหาเวลาอธิษฐานเข้าสมาธินานๆ ตามเวลาที่ตนต้องการสักครั้งหนึ่ง

สมาธินี้ต้องฝึกเข้าบ่อยๆ ฝึกออกบ่อยๆ เพื่อให้ได้ความละเอียดอ่อนของสมาธิ และความคล่องแคล่วชำนาญในวสีทั้ง ๕ คือ ชำนาญในการนึก ชำนาญในการเข้า ชำนาญในการอธิษฐาน ชำนาญในการออก ชำนาญในการพิจารณา เมื่อสามารถทำได้อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็จะเป็นเหตุให้จิตของผู้นั้นมีพลัง มีอำนาจ มีอานุภาพ มีสมรรถนะสูง พร้อมที่จะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น และใช้ให้สำเร็จประโยชน์ตามความประสงค์ที่ตนอธิษฐานจิตไว้ ตามเหตุตามปัจจัยแห่งกำลังสมาธิของตนๆ