บาป ~ บุญ


เป็นวันสอบสนามหลวงหรือสอบไล่ ไม่เหมือนกับวันก่อนๆที่ผ่านมา อันนั้นเป็นการสอบซ้อม วันนี้สอบจริง การสอบจริงนี้ก็เพื่อจะวัดผลของการปฏิบัติ ว่าเราเดินทางมาค่อนๆ พรรษานี่ หรือว่าครึ่งพรรษากว่าๆ นี้ ได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงไร คุ้มการสอนหรือไม่

การเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เสียสละลงไป จตุปัจจัยไทยธรรม ตลอดถึงสติปัญญาอะไรนานาประการ ที่เสียสละลงไป มันคุ้มค่าเสียสละไหม การประพฤติปฏิบัติของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายนั้น คุ้มค่าที่ญาติโยมได้เสียสละลงไปหรือไม่ คุ้มค่ากับคณะครูบาอาจารย์เสียสละไปหรือไม่ ก็อยากดูในวันนี้

เพราะฉะนั้น ในวันนี้ถือว่าเป็นวันวัดผล ทั้งเป็นการวัดผลครั้งแรกในหน้าพรรษา เหตุนั้น ก็ขอให้บรรดาลูกเณรทั้งหลาย ตลอดถึงบรรดา ลูกพระ ลูกชี ทั้งหลาย ได้นั่งสมาธิ เข้าสมาธิให้หลวงพ่อได้ดูได้ชมสักครั้งหนึ่ง พอเป็นเครื่องชื่นใจ จะได้หายเหน็ดหายเหนื่อย จะได้หายเจ็บไข้ได้ป่วย โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นมากระปอดกระแปดตลอด ตั้งแต่เข้าพรรษามาถึงวันนี้ จะได้ชื่นอกชื่นใจหายเจ็บ หายไข้ หายป่วย หายสภาวะความอ่อนแอลงไปบ้าง

ขอให้ตั้งใจอธิษฐานสมาธินะ หลวงพ่อจะเป็นผู้จับเวลาเตรียมแล้วนะ ๑ ๒ ๓ พยายามทำใจดีๆ ทำใจให้สบายๆ อย่าคิดว่าเราจะทำไม่ได้และอย่าคิดว่า เราก็หนึ่งละสามารถทำสมาธิได้ ที่ปฏิบัติมาด้วยกันจนครึ่งพรรษานี้ เราสามารถทำสมาธิได้ทุกวัน หาใครสู้มิได้

ถ้าเราคิดอย่างนี้ ก็ไม่สามารถที่จะทำสมาธิได้ เพราะจิตใจของเรากระเพื่อมแล้ว หรือว่าผู้ใดเกิดความหวังว่า เรานี้ทำไม่ได้แล้ว คงจะเป็นผู้ไม่มีบุญวาสนาบารมี หรือว่าบุญวาสนาของเราคงมีเพียงเท่านี้ คงไม่สามารถทำสมาธิได้ คงจะเป็นที่อับอายขายหน้าครูบาอาจารย์ ตลอดถึงเพื่อนฝูงและญาติโยม ตลอดถึงปะขาว แม่ชีที่มารักษาอุโบสถศีลด้วยกัน หากเผื่อว่าเราทำไม่ได้ จะเอาหน้าไปไว้ไหนหนอ ถ้ามัวแต่คิดอย่างนี้ ก็ไม่สามารถทำสมาธิได้

เหตุนั้น ขอให้ทำจิตใจเป็นกลางๆ กำหนดบทพระกัมมัฏฐานที่เราได้ศึกษามาจากครูบาอาจารย์ ตลอดครึ่งพรรษาเศษๆ นี้ กำหนดไป ทำจิตใจให้สบายๆ ขณะที่กำลังทำสมาธิอยู่นี้ หลวงพ่อก็จะบรรยายธรรมควบคู่กันไปพอคร่าวๆ เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่การทำสมาธิของบรรดาท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย นับตั้งแต่เราได้เริ่มปฏิบัติมานี้ ทุกเช้า ทุกเพล ทุกเย็น จะได้ยินแต่เรื่อง บาปๆ บุญๆ อยู่ตลอดเวลา เช้าก็พูด เรื่องบาป เรื่องบุญ เพลก็พูดเรื่องบาป เรื่องบุญ ค่ำก็พูด เรื่องบาป เรื่องบุญ สนทนาปราศรัยกัน ก็สนทนาปราศรัยกันแต่ เรื่องบาป เรื่องบุญ

เราได้เคยสำเหนียกกันหรือไม่ว่า คำว่า บาป คืออะไร คำว่า บุญ คืออะไร

คำว่า บาป นี่พูดเอาภาษาบ้านเรา หมายถึง ความชั่ว การคิดชั่ว การทำชั่ว การพูดชั่ว นั้น ถือว่าเป็นบาป ส่วนคำว่า บุญ ก็หมายความว่า สภาวธรรมที่ทรงไว้ซึ่งคุณความดี คือการคิดดี การทำดี การพูดดี ถือว่าเป็นบุญ สภาวธรรมเหล่าใดที่ คิดแล้ว ทำแล้ว พูดแล้ว ทำให้เราต้องเดือดร้อน และคนอื่นเดือดร้อนด้วย ก็ถือว่าเป็นบาป แต่สภาวธรรมเหล่าใดที่ คิดแล้ว ทำแล้ว พูดแล้ว เราเองก็มีความสุขใจ คนอื่นก็พลอยมีความสุขไปด้วย ถือว่าสภาวธรรมนั้นๆ เป็นบุญ เป็นกุศล

แต่คนส่วนมาก ถ้าพูดเรื่องบุญเรื่องบาปนี้ ถือว่าบุญบาปนี้ไม่มี เพราะว่าเราไม่เข้าใจว่า บาปคืออะไร บุญคืออะไร ถ้าเราเข้าใจแต่เพียงย่อๆ ว่า บาปคือความชั่ว บุญคือความดี ทีนี้เราก็มาย้อนลงไปว่า คนในโลกนี้ ความดียังมีอยู่หรือ ความชั่วยังมีอยู่หรือ ผลของความดียังมีอยู่หรือ ผลของความชั่วยังมีอยู่หรือ ถ้ายังมีอยู่ ก็ถือว่าบุญก็มี บาปก็มี

บาปนี้ ถ้ากล่าวโดยสภาวธรรมล้วนๆ ได้แก่ โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง นี้ล่ะเป็นตัวบาป ขอย้ำอีกครั้ง ตัวบาปนั้น เมื่อกล่าวโดยสภาวธรรมล้วนๆ ก็ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ ตัวนี้ เป็นตัวบาป ทีนี้ เราลองคิดดูว่า ขณะนี้ โลภะ โทสะ โมหะ ของเรายังมีอยู่หรือ ถ้ายังมีอยู่ ก็แสดงว่า บาปยังมีอยู่

สำหรับตัวบุญ กล่าวโดยสภาวธรรมล้วนๆ ก็ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ คือความ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง หรือพูดให้เข้าใจชัดลงไป ก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็นตัวบุญ

สำหรับคนที่ว่าบาปไม่มี ถ้าพูดถึงเรื่องบาปก็จะคัดค้านขึ้นมาทันทีว่า บาปไม่มี ถ้าบาปไม่มี ตำรวจเขาจะมีไว้ทำไม ตำรวจนี้เขามีไว้เพื่อปราบคนทำบาป ถ้าคนทำบาปไม่มี ตำรวจก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี เพราะเหตุไร จึงมีตำรวจ เพราะว่ายังมีคนทำบาปอยู่ ยังมีคนบาปอยู่ เมื่อยังมีคนทำบาปและก็ยังมีบาปอยู่ ก็จำเป็นที่จะต้องมีตำรวจสำหรับปราบปรามคนที่ทำบาป

อีกอย่างหนึ่ง พวกศาลยุติธรรมก็ดี ศาลฎีกาก็ดี อนุฎีกาก็ดี เขามีไว้ทำไม เขามีไว้เพื่อไต่สวนหรือพิจารณาโทษของคนผู้ทำบาปว่า ผู้นี้เขาได้ทำบาปมากน้อยแค่ไหนเพียงไร หรือว่าเขาไม่ได้ทำบาป แต่ถูกใส่ความ ถูกกล่าวหา ผู้พิพากษาก็จะได้พิจารณาโทษ พิจารณาค้นหาความจริงว่า มันเป็นความจริงหรือที่เขากล่าวมานี้ ผู้พิพากษาหรือศาลต่างๆ ที่เขาตั้งไว้ก็เพื่อพิจารณาโทษของผู้ทำบาป ถ้าคนทำบาปไม่มี ก็ไม่จำเป็นต้องมีศาลยุติธรรม มีศาลฎีกา ศาล อนุฎีกา อะไรทำนองนี้ ก็ไม่ต้องมี

อีกอย่างหนึ่ง เรือนจำนี้ เขามีไว้ทำไม เรือนจำเขามีไว้สำหรับทรมานหรือกักขังบุคคลผู้ทำบาป ถ้าหากว่าคนทำบาปไม่มีหรือว่าบาปไม่มี ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีคุกมีตะราง ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรือนจำ แต่เพราะว่ายังมีคนทำบาปอยู่ จึงจำเป็นต้องมีเรือนจำ หรือว่ามีคุกมีตะรางสำหรับลงโทษผู้ที่ทำบาป นี่สำหรับเรื่องบุญเรื่องบาป มันเป็นอย่างนี้

ทีนี้ หากว่าพูดไปหนักกว่านี้ คนทั้งหลายก็ยิ่งคัดค้านใหญ่ ถ้าพูดถึงเรื่องนรกก็ดี สวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี มรรค ผล พระนิพพานก็ดี คนส่วนมากก็ยิ่งมีความคิดไขว้เขวใหญ่ ก็คิดว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลกก็ไม่มี เทพบุตร เทพธิดา เปรต อสุรกาย อะไรทำนองนี้ก็ไม่มี ส่วนมากคนทั้งหลายคิดอย่างนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ลึกลับมองไม่เห็น

ข้อนี้ ขอย้อนถามท่านอีกครั้งหนึ่งว่า เรารู้ไหมว่า เราเกิดวันนั้น เดือนนั้น ปีนั้น เช่นว่า เราเกิดวันอาทิตย์ เดือน ๕ ปีมะโรง อะไรทำนองนี้ หรือรู้ตั้งแต่เราออกจากครรภ์ คลอดจากครรภ์ของมารดา หรือว่าเมื่อโตแล้วจึงรู้ รู้เมื่อโตแล้ว เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วจึงรู้ ใครบอกหรือว่ารู้เอง

พ่อแม่ของเราเป็นผู้บอกเราก็รู้ และเชื่อไหมล่ะว่า เราเกิดวันนั้น เดือนนั้น ปีนั้น ตามที่พ่อแม่บอก เราเชื่อ เพราะเหตุไรเราจึงเชื่อ เพราะว่าท่านเป็นพ่อเป็นแม่ของเรา ถ้าเราไม่เชื่อพ่อเชื่อแม่ของเราแล้ว เราจะไปเชื่อใคร และเราก็เชื่อว่า พ่อแม่นี้คงจะไม่โกหกเรา ข้อนี้ฉันใด

เราก็เหมือนกัน เราเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าเรายังไม่ได้เห็นนรก ยังไม่ได้เห็นเปรต ยังไม่ได้เห็นอสุรกาย ยังไม่ได้เห็นเทพบุตร เทพธิดา อินทร์พรหม แต่ท่านกล่าวไว้ในตำรับตำรา เราก็เชื่อ

เพราะเหตุไร เราจึงเชื่อ เพราะว่าสมเด็จพ่อ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสมเด็จพ่อของเราเป็นผู้บอก เราก็เชื่อ ถ้าเราไม่เชื่อสมเด็จพ่อของเรา เราจะไปเชื่อใคร ข้อนี้ ฉันใด เรื่องนรก สวรรค์ มรรค ผล พระนิพพาน ก็เหมือนกัน

ทีนี้ ถ้าหากว่า นรกมีจริง เปรต อสุรกายมีจริงสวรรค์ และพรหมโลกมีจริง ทำไมไม่เห็น ทำไมเราไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า และจะทำอย่างไร เราจึงจะเห็น ทำอย่างไร เราจึงจะทราบว่า มันมีของเหล่านี้ ข้อนี้ มันเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา

ส่วนมาก สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก็จะมองไม่เห็น ตัวอย่าง ขนตาของเรานี้ล่ะ ทุกคนเกิดขึ้นมาแล้วมีขนตาด้วยกันทั้งนั้น แต่ท่านทั้งหลายเห็นไหม สามารถมองผ่านออกมาแล้วเห็นขนตาของตัวเองไหม ไม่เห็น ใครก็ตามไม่สามารถที่จะมองเห็นขนตาตัวเองได้ เพราะอะไร เพราะไม่มีกระจกเงามาส่องดูก็มองไม่เห็น ข้อนี้ ฉันใด พวกนรก พวกเปรต พวกอสุรกาย พวกเทวดา พวกพรหมเหล่านี้ก็เหมือนกัน เพราะว่าเราไม่มีเครื่องรับ ก็มองไม่เห็น เมื่อใดเรามีเครื่องรับ เราก็สามารถจะมองเห็นสิ่งเหล่านี้

อุปมาเหมือนกันกับสถานที่ที่เรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ล่ะ มีใครบ้างสามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่มีคลื่นวิทยุ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า สถานที่นี้ ไม่มีคลื่นวิทยุ แต่ทำไมเราถึงไม่เห็น ไม่สามารถที่จะฟังเสียงวิทยุได้ ก็เพราะว่าเราไม่มีเครื่องรับ

ทีนี้ เราจะทำอย่างไร จึงจะรู้ว่ามันมีคลื่นวิทยุ เราก็เอาวิทยุมาเปิดฟัง เราเปิดวิทยุให้ตรงกับไซเกิล (Cycle) ของสถานีที่ส่งมา เช่นว่า สถานี ป.ส.ส. อุบลราชธานีก็ดี กรมประชาสัมพันธ์ก็ดี ที่ส่งมานั้น ว่าระยะที่ส่งมานั้นเท่าไรไซเกิล (cycle) เท่าไร เมกะเฮิร์ตซ์ (megahertz) เท่าไรเมตร เราก็เปิดวิทยุของเราให้มันตรงกับไซเกิลที่สถานีส่งมา ก็ฟังเสียงได้ทันที

หรือว่าในสถานที่เรานั่งฟังอยู่นี้ ท่านทั้งหลายสามารถปฏิเสธได้ไหมว่า ไม่มีคลื่นทีวี ปฏิเสธไม่ได้ มีครบไปหมด สถานีที่เขาส่งอยู่ในประเทศไทยของเราทุกวันนี้ เช่นว่า ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ ก็ดี มีครบหมด เต็มไปหมด ไม่มีที่ว่าง

แต่เพราะเหตุไร เราจึงมองไม่เห็น เพราะไม่มีเครื่องรับ ถ้าเรามีเครื่องรับ เราก็มองเห็นทันที ทีนี้เราจะทำอย่างไรจึงจะดูได้ จึงจะรู้ได้ว่ามันมีคลื่นทีวี เราก็เอาทีวีมาเปิดดู เปิดให้ตรงกับช่องที่เขาส่งมา เราต้องการช่อง ๓ มันมีไหม ช่อง ๕ มันมีไหม ช่อง ๗ มีไหม ช่อง ๙ มีไหม ช่อง ๑๑ มีไหม เมื่อเราเปิดให้ตรงกับช่องที่เขาส่งมา ก็จะเห็นภาพ เห็นทั้งภาพ ทั้งได้ยินเสียง ทันที ข้อนี้ ฉันใด

หากว่าพวกเราทั้งหลายต้องการที่จะทราบว่า สวรรค์ก็ดี นรกก็ดี เปรตก็ดี อสุรกายก็ดี เทวดาก็ดี พระพรหมก็ดี มีจริงไหม เราก็ต้องสร้างเครื่องรับขึ้นมา อะไรเป็นเครื่องรับ อภิญญาจิต เรียกว่า อภิญญาจิตเป็นเครื่องรับขึ้นมา

สมมติว่า เราอยากจะเห็น เราก็ต้องสร้างทิพยจักษุอภิญญาขึ้นมา เมื่อใดเราสร้างทิพยจักษุอภิญญาขึ้นมาได้ มีตาล่วงสามัญชนธรรมดา มีตาทิพย์แล้ว ก็สามารถที่จะมองเห็นสิ่งลึกลับ ซึ่งชาวโลกทั้งหลายมองไม่เห็น หรือว่า คนธรรมดาๆ มองไม่เห็น เราก็สามารถมองเห็นได้ เช่นว่าภายในวัดของเรา วันนี้มันเป็นบุญสลากภัต มีพวกสัตว์นรกประเภทไหนบ้าง มารับไทยธรรมจากญาติโยม

วันนี้ญาติของเรามาไหม ญาติของผู้นั้นมาไหม และผู้ที่รับไทยธรรมในวันนี้ มีมากน้อยแค่ไหนเพียงไร เราสามารถมองเห็นได้เลย สัตว์นรกเราก็สามารถเห็นได้ พวกเปรต พวกอสุรกาย ก็สามารถมองเห็นได้ เทพบุตร เทพธิดา อินทร์ พรหม ก็สามารถที่จะมองเห็นได้

ทีนี้เรามองเห็นเฉยๆ แต่ว่าไม่รู้ความหมาย คือฟังเสียงของเขาไม่รู้ เห็นแต่ภาพ แต่ไม่ได้ยินเสียง เราก็ต้องสร้างเครื่องรับขึ้นมาอีกนั่นแหละ เราต้องสร้างเครื่องรับคือ โสตอภิญญา คือหูทิพย์ เมื่อใดเราได้ทิพยโสตอภิญญา คือหูทิพย์แล้ว เราก็ได้ยินเสียงเขาด้วย เขาพูดเราก็ได้ยินคือตาก็เห็น หูก็ได้ยินเสียงด้วย

เมื่อใดเราได้เพียงแค่ทิพยโสตอภิญญาและทิพยจักษุอภิญญานี้ ก็เป็นอันว่าหมดความสงสัยแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไต่ถามครูบาอาจารย์รูปโน้นรูปนี้ แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแสวงหา หรือไปปฏิบัติสำนักโน้นสำนักนี้ เพราะอะไร เพราะมารู้เฉพาะตนเสียแล้ว หมดความสงสัยเสียแล้ว

นี้ล่ะท่านทั้งหลาย การประพฤติปฏิบัติธรรม จะหมดความสงสัยได้ เรื่องบาป เรื่องบุญนี่ เรื่องนรก เรื่องเปรต เรื่องอสุรกาย เรื่องเทวโลก เรื่องพรหมโลกนี้ ก็ต่อเมื่อเราได้อภิญญาจิต ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อใดเราได้อภิญญาจิตแล้ว ก็หมดความเคลือบแคลงสงสัย เราสามารถที่จะรู้ได้ เช่นว่า ทุกวันๆ เวลาเราตีระฆังทำวัตรก็ดี หรือว่า เวลาเรา ยะถา สัพพี ให้พรญาติโยมก็ดี หมามันเห่า มันหอนขึ้นมา หอนขึ้นมาจนผิดปกติ

เราจะรู้ทันทีว่า เสียงหอนของมันนั้น ถ้าแปลออกมาเป็นภาษามนุษย์เราแล้วมันว่าอย่างไร ความหมายของมัน มันว่าอย่างไร เรารู้ได้ทันที หรือบางทีเรานั่งไหว้พระ ทำวัตรสวดมนต์ เจริญเมตตา แผ่เมตตาอยู่ มีตุ๊กแกมันทักขึ้นมา ร้องขึ้นมา หรือว่ามีจิ้งจกมันร้องขึ้นมา แจ๊บๆ ขึ้นมา จนขนหนังหัวพองสยองเกล้าก็มี

เพราะเหตุไร ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ เราก็รู้ทันทีว่า จิ้งจกนี้มันร้องว่าอย่างไร ความหมายของมันถ้าแปลเป็นภาษาคนแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร ตุ๊กแกที่มาร้องนี้ ในขณะอย่างนี้ มันทักอย่างนี้ มันหมายความว่าอย่างไร รู้ได้ทันที

บางทีเราไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์เสร็จแล้ว ก็แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ในขณะที่เรากำลังส่งจิต ส่งใจแผ่บุญแผ่กุศลให้บรรดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นล่ะ บรรดาสุนัขที่อยู่ภายในวัดก็ดี ในบ้านก็ดีก็เห่าหอน เสียงโหยหวนเย็นเข้าไปในจิตใจของเรา คนที่ไม่รู้ก็นึกว่าภูตผีปีศาจมันมาเที่ยวตามบ้านตามช่องของเรา

แต่ถ้าผู้มีอภิญญาจิต จะรู้ทันทีว่า สุนัขมันเห่ามันหอน มีเสียงอันโหยหวนเยือกเย็น ทำให้หนังหัวพองสยองเกล้า เกิดความกลัวในขณะนี้ มันหมายความว่า อย่างนี้ๆ ถ้าแปลเป็นภาษาคน เราจะรู้ทันที

บางที เรานั่งอยู่ เสียงไก่มันร้อง เสียงไก่ตัวผู้มันขันอย่างนี้ เวลาเสียงไก่ตัวผู้มันขัน เสียงไก่ตัวผู้นี่มันขัน มันหมายความว่าอย่างไร ถ้าเราได้อภิญญาจิต พวกนี้จะรู้ทันทีว่า ไก่ที่มันขันนี้ มันขันว่าอย่างนี้ๆ มันไม่เป็นเสียงไก่เลยมันเป็นเสียงคน ถ้าเราได้อภิญญาจิต เรารู้ว่ามันขันแล้วมันเป็นเสียงคนขึ้นมา

นี้ล่ะท่านทั้งหลาย เมื่อใดเราได้อภิญญาจิตดังที่หลวงพ่อกล่าวมาแล้วข้างต้น ก็หมดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องนรก เปรต อสุรกาย เทวโลก พรหมโลก หมดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องวิญญาณ ในเรื่องโลกนี้ โลกหน้า เช่น บางทีในที่ที่เรานั่งอยู่นี้ อาจจะมีวิญญาณเป็นพันๆ ดวงมาเพื่อแสวงหาที่เกิด มาเพื่อคอยรับอนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลที่เราทั้งหลายทำอยู่ก็เป็นได้

ทีนี้ ถ้าหากว่า เราไม่เห็น เราจะทำอย่างไร เราก็ต้องหาเอาหลักฐานเข้าวัดเอา เช่นว่า การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี้ เรื่องสมาธิ เรื่องฌาน เรื่องสมาบัติ เราเห็นกันอยู่นี้ว่า ผู้นั่งได้ ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง ก็มีอยู่

เมื่อของลึกลับซึ่งเป็นของที่ไม่สามารถทำได้ คนทั้งหลายก็ยังทำได้อยู่ พระสงฆ์สามเณรก็ยังทำได้อยู่ ไฉนเลยเรื่องอื่นนั้นจะไม่มี เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะไม่มี เมื่อของจริงของที่ลึกลับ หรือเมื่อของสูงๆ ที่ลึกซึ้งไม่น่าจะมี มันก็มีได้ ของเล็กๆ น้อยๆ ไฉนเลยจะไม่มี เราก็จะเกิดความเชื่อ เกิดศรัทธาขึ้นมา

บัดนี้ ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอนิมนต์ครูบาอาจารย์ ที่อยู่ทางห้องกัมมัฏฐาน ได้เข้ามาดูมาชมบรรดาลูกน้อยทั้งหลายที่นั่งสมาธิ และสาธิตสมาธิในวันนี้ให้ดูว่า เราฟังเทศน์กันมาตลอดทั้งเกือบพรรษานี้ มีผู้ทำได้ไหม เพียงแต่นั่งสมาธิฟังเทศน์วันละ ๓๐ นาที ๓๐ กว่านาทีเศษๆ สามารถเข้าสมาธิได้

การเข้าสมาธินี้ หากว่าปัสสัทธิสูง ตัวจะแข็งมาก แข็งจนสามารถหามไปยกไปไหนต่อไหนก็ได้ สมมุติว่าเข้าในอิริยาบถนอนอย่างนี้ เราเอาศีรษะนี้พาดโต๊ะอีกอันหนึ่ง แล้วก็เอาเท้าพาดโต๊ะอีกอันหนึ่งเหมือนกับท่อนไม้ นี่ถ้าปัสสัทธิสูง แต่ถ้าสมาธิสูง ปัสสัทธิหย่อน ก็ธรรมดาๆ แต่ถ้าสมาธิกับปัสสัทธิเท่าๆ กัน ก็ระหว่างกึ่งกลางไม่แข็งจนเกินไป และไม่อ่อนจนเกินไป ก็ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย

ครูบาอาจารย์ก็ฟังไป หลวงพ่อก็จะพูดเรื่อยๆ ไป ดังที่หลวงพ่อได้เคยบรรยายธรรมะให้ฟังแล้วว่า เรื่องสมาธิ เรื่องการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ถ้าว่าเราฟังเป็น ฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นนะ ได้สมาธิในขณะที่เราฟังอยู่นี้ล่ะ

ในขณะที่ฟังการบรรยายธรรมวันละ ๓๐ นาที ๔๐ นาที ๔๕ นาที ๑ ชั่วโมงนี้ สามารถได้สมาธิในขณะที่ฟัง บางทีเราฟังเพียง ๑๕ นาทีได้สมาธิแล้ว ดังหนูน้อยๆ คนหนึ่ง ไม่เคยมาประพฤติปฏิบัติสักทีเลย เวลามาฟังเทศน์ฟังการบรรยายธรรม วันนั้น ๑๕ นาที ก็ได้สมาธิสามารถเข้า สมาธิได้เป็นชั่วโมง เทศน์สั้นๆ เท่านั้น ก็สามารถที่จะทำได้

จิตที่จะได้สมาธินี้ เวลาเป็นมหัคคตจิต จิตที่มีอำนาจมาก มีพลังมาก มีอานุภาพมาก สามารถที่จะทำสิ่งอะไรๆ ที่คนธรรมดาทำไม่ได้ สามารถทำได้ แต่หลวงพ่อไม่สอน ยกเว้นผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ผ่านการปฏิบัติไปพอสมควรแล้ว หลวงพ่อจึงจะสอน เพราะว่าพวกนั้นมีจิตใจที่มีกิเลสตัณหาเบาบางลงไปแล้ว จะไม่ไปทำบาปอีก

ถ้าผู้ที่ยังไม่ผ่านวิปัสสนาญาณเลยนี่ จิตใจมันก็ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ เมื่อกิเลสตัณหาเกิดขึ้นมา อาจจะทำบาปทำกรรม ใช้สมาธิจิตนี้ไปทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามได้ สมาธิที่เข้าอย่างนี้ ที่ทำได้อย่างนี้ สามารถที่จะนั่งหลับตาแล้วพับผ้าขาว ๖–๗ ชั้นนี่มัดตาไว้ เอาหนังสือมาอ่าน ก็สามารถอ่านได้ แต่ปีนี้ หลวงพ่อไม่ได้สาธิต เพราะคิดว่าสาธิตมาหลายปีแล้ว ก็สาธิตแต่สมาธิ และสมาธิที่สาธิตในปีนี้ เป็นสมาธิที่ไม่ได้ฝึกเลย เอากันเลย สอบกันเลย

ตามปกติทุกปีนั้น ก็ต้องเอาไปฝึกเสียก่อน ๕ วันเป็นอย่างน้อย แล้วจึงจะเอามาสาธิตให้ท่านครูบาอาจารย์ได้ดูได้ชม แต่ปีนี้ว่าเอากันสดๆ ไปเลย ไม่ต้องฝึกล่ะ เทศน์ให้ฟังทุกวันๆ ว่า การเทศน์ให้ฟังทุกวันๆ นี้ ผลของการเทศน์มีไหม ที่หลวงพ่อว่าให้นั่งสมาธิฟัง ขอให้ได้สมาธิในขณะที่ฟังเทศน์ฟังธรรมนี้เถอะจะดีที่สุด เพราะเราจะได้ไม่ทรมานในการประพฤติปฏิบัติ

ทีนี้ ก็เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า มันได้ตามที่หลวงพ่อพูดหรือไม่ หรือหลวงพ่อนี้พูดโกหกเรา หรือว่าพูดเพื่ออวดดีอวดเด่น อะไรทำนองนี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้พิสูจน์เอาเอง สมาธินี้มันเป็นขั้นๆ อยู่ มันมีขั้นที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓

แต่หลวงพ่อจะยังไม่เทศน์ โน้นใกล้ๆ จะจบแล้วจึงจะเทศน์ว่า ขั้นที่ ๑ เป็นอย่างไร ขั้นที่ ๒ เป็นอย่างไร ขั้นที่ ๓ เป็นอย่างไร ขั้นที่ ๔ เป็นอย่างไร ขั้นที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ นั้นเป็นอย่างไร นั้นยังไม่ได้เทศน์ตอนนี้ ให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติไปก่อน สมาธินั้นเราจะเทศน์เพื่อสรุปทีหลัง เมื่อสรุปเรื่องการทำสมาธิเสร็จแล้ว หมายความว่า สรุปสายสมถะเสร็จแล้ว ก็สรุปสายวิปัสสนา เมื่อสรุปทั้งสายสมถะและสายวิปัสสนาเสร็จแล้ว ก็ถือว่าปิดรายการการปฏิบัติภาคหน้าพรรษา แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่สรุป อยากให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติไปพลางๆ ก่อน

เวลาของเรายังมีอีกมาก อันนี้ก็เป็นเพียงเครื่องยืนยันเท่านั้น ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ว่าผลของการปฏิบัตินั้นมีไหม การฟังเทศน์ฟังธรรมนี้สามารถได้สมาธิไหม หลวงพ่อก็เป็นเพียงทำให้ดูให้ชม แต่ไม่ใช่อวดอุตริมนุสสธรรม ก็ขอให้ลูกศิษย์ลูกหาเข้าใจตามนี้ด้วย และการปฏิบัติในหน้าพรรษานี้ จะหนักไปทางวิปัสสนา

หากว่าท่านทั้งหลายอยากปลูกลูกศิษย์ลูกหา เพื่อจะเป็นคู่มือในการสอนในสำนักของท่าน เมื่อท่านออกไปแล้ว ในหน้าฤดูหนาว ขอให้ส่งบรรดาลูกเณร และก็พวกโยมผู้หญิงมาฝึก

เพราะในหน้าหนาวนี้ เช่นว่า เดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ นี้ การปฏิบัติภาคหน้าหนาวนี้ ไม่ได้ปฏิบัติเหมือนที่พวกเราปฏิบัติอยู่นี้ ไม่เหมือนหน้าพรรษา ต้องพาเดินจงกรม พานั่งสมาธิ ทีนี้เวลามาประพฤติปฏิบัติ สมมติว่ามีสามเณร ๖๐ รูปอย่างนี้ ก็สามารถเข้าสมาธิได้ทั้ง ๖๐ รูป มีชีเป็น ๓๐๐ - ๔๐๐ อย่างนี้ ไปยางกระเดา ชีตั้ง ๓๐๐ เศษๆ ก็สามารถเข้าสมาธิได้ทั้ง ๓๐๐ เศษๆ

ทีนี้ ที่ว่าเข้าสมาธิได้นี้ ไม่ใช่ว่าเข้าได้ตามปรัมปรา ต้องเข้าได้ออกได้ตามความประสงค์ อยากเข้าสมาธิเวลาใด ก็เข้าได้ อยากออกเวลาไหนก็ออกได้ เข้าได้ตามกำหนด อยากเข้าอยู่ ๕ นาที ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง ก็สามารถที่จะทำได้ตามความต้องการ เรียกว่าทำได้

เมื่อได้สมาธิแล้ว ก็เอาไปฝึกให้ชำนิชำนาญในวสี เมื่อชำนาญในวสีทั้ง ๕ แล้ว ก็สามารถเข้าได้ออกได้ตามความประสงค์ ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย สมาธิที่ได้นี้เป็นของที่มีประโยชน์มาก ดังที่เคยกล่าวเคยเล่าให้ฟังแล้ว เหตุนั้น จึงไม่พูดถึง พูดเอาเฉพาะที่

สมมติว่าเราเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่นี้ หากว่ามีสมาธิอย่างนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีกำลังใจดี โรคภัยไข้เจ็บก็หายเร็ว หรือบางทีเราเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเป็นโรคอะไรอย่างนี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาหมอ เราใช้สมาธิเราดูก็รู้ว่า เราเป็นโรคอะไร หรือบางทีจะมีการผ่าตัดอย่างนี้ ถามหมอว่าจะใช้เวลาผ่าตัดนี้เท่าไร หมอบอกว่า ๒ ชั่วโมง

เราก็อธิษฐานจิตเข้าสมาธิ ๓ ชั่วโมง เราขอร้องหมอว่า ไม่ต้องฉีดยาชา ไม่ต้องวางยาสลบ ให้ผ่าเลย อาตมารับรองว่าไม่เป็นไร ให้เขาผ่าเลยได้อย่างสบาย เราไม่รู้สึกตัวเลย ถ้าสมาธิมันถึงที่แล้ว พอดีหมอทำบาดแผลผ่าตัดเสร็จแล้ว ๓ ชั่วโมง เราฟื้นมาเลย ไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิต นี่มันได้ประโยชน์หลายสิ่งหลายประการ ทำให้มีอายุมั่นขวัญยืน แล้วก็ไม่หวั่นไม่พรั่นพรึงต่อความตาย ตายเวลาไหนเราก็ยอมตาย เพราะเรามีสมาธิจิตอยู่แล้ว

สมาธิจิตที่เราได้นี้ ก็เป็นเครื่องประกันแล้วว่า เมื่อเราตายในสมาธิ สมาธิไม่เสื่อม ตายในสมาธิ เราก็ไปบังเกิดในพรหมโลกแล้ว คนเราเมื่อมีเครื่องยืนยัน มีใบประกันชีวิตเช่นนี้แล้ว ก็ไม่หวั่นต่อความตาย จะตายวินาทีนี้ หรือนาทีนี้ ชั่วโมงนี้ก็ยอม ไม่เป็นไร สบายใจไม่ต้องสะทกสะท้าน ไม่ต้องเศร้าโศกวิโยคศัลย์ บ่นพิไรรำพึงรำพันต่างๆ นานาประการ

ท่านครูบาอาจารย์ ตลอดถึงปะขาวแม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ที่พร้อมเพรียงกันมาประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อได้ทำพิธีสอบภาคปฏิบัติก่อนที่จะออกพรรษา ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ผลอันใดที่เกิดขึ้นจากการประพฤติปฏิบัติ ท่านทั้งหลายก็เห็นเป็นสักขีพยานแล้ว และก็เวลาของเรายังมีอยู่อีกกว่าจะออกพรรษาก็ยังอีกหลายวัน

หากว่ามรรคใด ผลใดหรือสามัญผลใดๆ ที่เรายังไม่ได้ไม่ถึง ก็ยังไม่สายเกินแก้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้อุตสาหะพยายามประพฤติปฏิบัติร่ำไป จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย หากว่าท่านทั้งหลายตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ไม่ชะล่าใจ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา หลวงพ่อขอรับรองว่า ท่านทั้งหลายจะไม่พลาดจากผลอันจะพึงได้พึงถึง

เอาล่ะ ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อได้บรรยายธรรมมา ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลาจึงขอยุติ ในท้ายที่สุดนี้ ขออานุภาพคุณพระพุทธเจ้า ขออานุภาพคุณพระธรรมเจ้า ขออานุภาพคุณพระสงฆเจ้า ขออานุภาพบารมีธรรมที่ท่านทั้งหลายได้สั่งสมอบรมมา พร้อมทั้งอำนาจบารมีธรรมที่หลวงพ่อได้สั่งสมอบรมมา ตั้งแต่ปุเรกชาติจนถึงปัจจุบันชาตินี้ ขอจงได้เป็นตบะเดชะเป็นพลวะปัจจัยให้ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้เป็นผู้เพียบพูนสมบูรณ์ ไปด้วยสติสัมปชัญญะ ความเพียร สมาธิ ศรัทธา และปัญญา ได้บรรลุ สมาธิ สมาบัติ วิชชา ปฏิสัมภิทา อภิญญา อริยมรรค อริยผล ตามบุญญาธิการที่ท่านทั้งหลายได้สร้างสมอบรมมา ก่อนท่านทั้งหลายจะออกจากห้องกรรมฐานแห่งนี้ไป จงทุกท่านๆ เทอญ.