คติของพระอริยบุคคล


วันนี้ จะได้น้อมนำเอาธรรมะเรื่อง คติของพระอริยบุคคล มาบรรยายถวายความรู้ แด่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา ลูกพระ ลูกเณร ลูกชีทั้งหลาย ตามสมควรแก่เวลา

คติของพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ย่อมต่างกันตามประเภทดังต่อไปนี้

๑. พระโสดาบัน คำว่า พระโสดาบัน หมายความว่า ผู้ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน เพราะได้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผ่านญาณ ๑๖ ไปได้ครั้งที่ ๑ ละกิเลสได้ ๓ ตัว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี้เรียกว่าเป็นพระโสดาบัน

ทีนี้คติของพระโสดาบัน คือถ้าได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน หากว่าอินทรีย์แก่กล้า ในเวลาประพฤติปฏิบัติ คือมีอินทรีย์ ๕ สมบูรณ์แก่กล้า ก็จะเกิดอีกเพียงชาติเดียวเท่านั้น ก็จะได้ประพฤติปฏิบัติสำเร็จเป็นพระอรหันต์

แต่ถ้าอินทรีย์หย่อน เวลาประพฤติปฏิบัติ อินทรีย์มันหย่อนไป ถ้าอินทรีย์หย่อนก็จะเกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติ แล้วก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วก็ปรินิพพาน แต่ถ้าต่ำลงมาก็จะเกิดอีก ๒ ชาติ ๓ ชาติ ๔ ชาติ ๕ ชาติ ๖ ชาติ ก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วปรินิพพาน

เมื่อได้เป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ถือว่าสามารถทำลายกิเลสที่เป็นอปายคามินีที่จะนำไปสู่อบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานได้เด็ดขาด เป็นผู้มีคติเที่ยงในการที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในมหรรณพภพสงสารอีกนานเกินไป

ทีนี้ ผู้ที่ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว หากว่าตอนที่จะมรณภาพ ได้สำเร็จรูปฌาน คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ก็จะได้ไปบังเกิดในพรหมโลกตามกำลังของฌาน แต่ถ้าว่าได้สำเร็จอรูปฌาน ๔ คือ อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็จะไปบังเกิดในอรูปพรหม ตามกำลังของอรูปฌาน

ถ้าได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๑ ก็ไปเกิดในอรูปพรหมชั้นที่ ๑ คือ อากาสานัญจายตนพรหม ถ้าได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๒ ก็ไปเกิดในอรูปพรหมชั้นที่ ๒ คือ วิญญาณัญจายตนพรหม ถ้าได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๓ ก็จะได้ไปเกิดในอรูปพรหมชั้นที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนพรหม ถ้าได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๔ ก็จะได้ไปเกิดในอรูปพรหมชั้นที่ ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม

ทีนี้ ผู้ที่ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันที่ไม่ได้ฌานจะไปเกิดที่ไหน ฌานก็ไม่ได้เหมือนรูปอื่นเหมือนคนอื่น เป็นประเภทสุกขวิปัสสกะ ได้บรรลุด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณล้วนๆ ไม่ได้ฌาน

ถ้าว่าเป็นพระโสดาบันที่ไม่ได้ฌาน บางทีก็มาเกิดในโลกมนุษย์ บางทีก็ไปเกิดในเทวโลก คือในฉกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ตามกำลังของบุญญาธิการที่ตนได้สร้างสมอบรมไว้

พระโสดาบัน เมื่อมรณภาพแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เพราะว่าผู้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ถือว่ามีพระนิพพานเป็นเครื่องรองรับ จุติแล้วก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ อันนี้เป็นคติของพระโสดาบันโดยย่อ

๒. พระสกทาคามี หมายถึง ผู้กลับมาเกิดอีกเพียงครั้งเดียว สำหรับพระสกทาคามีที่ไม่ได้ฌาน บางทีก็มาเกิดในโลกมนุษย์ บางทีก็ไปเกิดในเทวโลก ในสวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ตามบุญญาธิการที่ตนได้สร้างสมอบรมไว้

แต่ถ้าเป็นพระสกทาคามีที่ได้รูปฌาน ๔ ฌานใดฌานหนึ่ง ก็จะไปบังเกิดในรูปพรหมตามกำลังของฌานใดฌานหนึ่ง ถ้าพระสกทาคามีที่ได้อรูปฌาน จุติแล้วก็จะไปบังเกิดในอรูปพรหม ๔ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ตามกำลังของฌาน พระสกทาคามีนี้ทำลายกิเลสตัณหา(เพิ่มขึ้นจากที่โสดาปัตติมรรคทำลายแล้ว)ไม่ได้ เป็นแต่เพียงทำกิเลสที่เหลืออยู่นั้นให้เบาบางลง คือไม่มีกำลังพอที่จะทำลายกิเลสตัณหาที่เหลืออยู่ให้หมดไป

แต่ถึงกระนั้นก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ เหมือนกันกับคติของพระโสดาบัน พระสกทาคามี เมื่อจุติแล้วก็จะไปบังเกิดในสุคติภพ ภพใดภพหนึ่ง บางทีก็มาเกิดในโลกมนุษย์ บางทีก็ไปเกิดในเทวโลก บางทีก็ไปเกิดในพรหมโลก เมื่อไปเกิดในสุคติภพ ภพใดภพหนึ่ง บางทีก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในภพนั้นแล้วก็ปรินิพพาน

แต่เมื่อไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในภพนั้นๆ ถ้าไปเกิดในเทวโลกหรือพรหมโลก จุติแล้วก็จะมาบังเกิดในโลกมนุษย์ แล้วก็จะปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะปรินิพพาน

แต่ถ้ามาเกิดในโลกมนุษย์เรานี้แล้วยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็จะกลับไปบังเกิดในเทวโลกอีกครั้งหนึ่ง ก็จะได้บรรลุพระนิพพาน

แต่ถ้าพระอริยบุคคลที่ได้บรรลุเป็นพระสกทาคามีอยู่ในเทวโลกก็ดี หรือว่าในพรหมโลกก็ดี ทั้งที่เป็นรูปพรหมก็ดี อรูปพรหมก็ดี เมื่อไปเกิดในสุคติภพนั้น ก็ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีในเทวโลก

แต่ว่าไม่สำเร็จมรรคผลนิพพานขั้นต่อไป จุติจากเทวโลกแล้วก็มาเกิดในมนุษย์โลกของเราอีก เมื่อเกิดในมนุษย์ก็ยังไม่ได้บรรลุ จุติแล้วก็จะไปเกิดในเทวโลกหรือพรหมโลกอีก เมื่อเกิดแล้วก็จะได้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วก็ปรินิพพานในเทวโลกหรือในพรหมโลกนั้นๆ

๓. พระอนาคามี แปลว่า ผู้ไม่เวียนกลับมาเกิดอีก คือผู้ไม่ไปสู่กามภพอีก คือหมายความว่า เมื่อได้เป็นพระอนาคามีแล้วก็ถือว่าเป็นภพสุดท้าย จุติแล้วจะไม่ไปเกิดในมนุษย์โลกหรือเทวโลก แต่จะไปบังเกิดในรูปพรหมหรืออรูปพรหมตามกำลังของฌาน

พระอนาคามีนี้ สามารถทำลายกิเลสตัณหาเพิ่มต่อจากพระโสดาบันอีก ๒ ประการ คือ ๑) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ๒) กามราคะ ความพอใจความกำหนัดในกามจะหมดไป คือกามราคะความคิดอยากมีลูก มีเมีย มีผัว มีครอบครัว มันหมดไปแล้ว ไม่คิดจะสร้างครอบครัวอีกต่อไปแล้ว

แม้ว่าผู้ที่สำเร็จพระอนาคามีในขณะเป็นฆราวาสก็จะอยู่เหมือนกันกับพระกับเณร จะไม่มีการร่วมสังวาสกัน สามีภรรยาจะเป็นเหมือนกันกับพ่อกับลูกอยู่ด้วยกัน เหมือนแม่กับลูกอยู่ด้วยกัน จะไม่มีการร่วมสังวาส เพราะกามราคะมันหมดไปแล้ว และปฏิฆะก็หมดไปแล้ว คือหมดไปทั้งความโกรธ หมดไปทั้งราคะ นี้เป็นกิเลสที่พระอนาคามีละได้

ทีนี้ ถ้าเป็นพระอนาคามีที่ได้ฌาน ก็จะไปเกิดในพรหมโลกตามกำลังของฌาน พระอนาคามีนั้นจะไม่ไปเกิดในรูปพรหมชั้นต่ำๆ แต่จะไปเกิดในสุทธาวาสพรหมชั้นเบื้องบนชั้นใดชั้นหนึ่ง คือไปเกิดในชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา ชั้นสุทัสสา ชั้นสุทัสสี หรือชั้นอกนิฏฐา ทั้ง ๕ ชั้นเหล่านี้ ชั้นใดชั้นหนึ่ง เมื่อไปเกิดในแต่ละชั้นๆแล้ว ก็จะได้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ปรินิพพานในชั้นนั้นๆ

บางองค์ที่ไปเกิดในชั้นที่ ๑ คือชั้นอวิหาแล้ว ถ้ายังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็จะเลื่อนชั้นขึ้นไปๆ แต่จะเลื่อนไปถึงชั้นใดๆก็ตาม เมื่อไปถึงชั้นอกนิฏฐาแล้ว ก็จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ปรินิพพาน (จะไม่มีการเลื่อนชั้นต่อไปอีก) ส่วนพระอนาคามีที่ได้อรูปฌาน ๔ จุติแล้วก็จะไปเกิดในอรูปฌานตามกำลังของฌาน

ทีนี้สำหรับพระอนาคามีที่ไม่ได้ฌานจะทำอย่างไร พระอนาคามี เมื่อไม่ได้ฌานจะไปบังเกิดในสุทธาวาสพรหมได้อย่างไร เพราะว่าผู้ที่จะไปเกิดในสุทธาวาสพรหมนั้นต้องได้ฌานจึงจะไปเกิดได้ ถ้าไม่ได้ฌานก็ไม่สามารถที่จะไปเกิดในชั้นสุทธาวาสพรหมได้มิใช่หรือ

อันนี้ ถึงแม้ว่าพระอนาคามีจะเป็นประเภทสุกขวิปัสสกะก็ดี ประเภทที่ไม่ได้ฌานก็ดี หากว่าท่านจะจุติจากอัตภาพนี้ มรรคสิทธิญาณก็จะเกิดขึ้นก่อน เมื่อมรรคสิทธิญาณเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดฌาน เมื่อฌานเกิดแล้วก็ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมตามกำลังของฌาน อันนี้ไปด้วยอำนาจของมรรคสิทธิญาณ พระอนาคามีนั้น ในคราวที่จะมรณภาพนั้น จะมรณภาพอย่างไรก็ตาม หากว่ามรรคสิทธิญาณไม่เกิดแล้ว ท่านจะไม่มรณภาพ

สมมติว่าในขณะนั้น พระอนาคามี เครื่องบินตก ตกต้นไม้ รถคว่ำ ถูกคนยิง หรือถูกยาพิษ หรือประสบอุบัติเหตุโดยประการใดประการหนึ่งก็ตาม หากว่ามรรคสิทธิญาณไม่เกิด ท่านจะไม่มรณภาพ เมื่อใดมรรคสิทธิญาณเกิดแล้วท่านจึงจะมรณภาพ คือเมื่อมรรคสิทธิญาณเกิดขึ้นมา มรรคสิทธิญาณก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นพลังส่งต่อให้เกิดฌาน และฌานนั้นก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมตามกำลังของฌานที่ตนได้ เมื่อไปเกิดในสุทธาวาสพรหมแล้ว ก็จะได้บำเพ็ญพระวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ปรินิพพาน นี้เป็นคติของพระอนาคามี

๔. พระอรหันต์ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึง คือพระอรหันต์นั้นท่านละกิเลสได้ทุกอย่าง คือกิเลสที่เหลืออยู่ ๕ ประการ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ท่านละได้หมดแล้ว

สรุปสั้นๆว่า พระอรหันต์นั้น ไม่ว่าจะเป็นกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด ท่านก็ละได้หมดแล้ว จะเป็นสังโยชน์ ๑๐ ท่านก็ละได้หมดแล้ว หรืออนุสัย ๗ ประการ ท่านก็ละได้หมดแล้ว หรือพูดเอาสั้นๆว่า พระอรหันต์นั้น ท่านละกิเลสได้ทุกอย่าง

เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว อรหัตตมรรคนั้นก็สามารถที่จะประหารกิเลสทุกสิ่งทุกประการที่เหลืออยู่ให้หมดไปสิ้นไป ไม่มีกิเลสตัวใดที่จะเหลืออยู่ หรือยังค้างในจิตในใจอยู่ หรือยังมีให้เห็นในจิตในใจอยู่เลย และกิเลสเหล่าใดที่ละได้แล้ว ก็จะละได้เด็ดขาด ไม่กลับคืนมาอีก

เพราะว่าพระอรหัตตมัคคญาณนั้น เป็นประเภท วชิรูปมาธรรมะ คือเป็นธรรมะอุปมาด้วยขวานฟ้า ธรรมดาว่าขวานฟ้าหรือว่าสายฟ้า ถ้าว่าฟาดลงต้นไม้ต้นใด ต้นไม้ต้นนั้นก็ดับไป ต้นไม้ต้นนั้นก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นอีก อันนี้ฉันใด คติของพระอรหันต์ก็ฉันนั้น

เมื่ออรหัตตมรรคเกิดขึ้นแล้ว กิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงก็จะดับไป สิ้นไป สูญไป จากสันดาน ด้วยอรหัตตมรรคอรหัตตผล เมื่อท่านดำรงชนมายุอยู่จนถึงอายุขัยแล้วก็จะเข้าสู่ปรินิพพานไปเลย นี้เป็นคติของพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้น เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จะให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญเมตตาภาวนา เจริญทั้งสมถะทั้งวิปัสสนา อันมีอานิสงส์เป็นอเนกประการก็ตาม

กำลังบุญทั้งหลายทั้งปวง และอานิสงส์ของบุญทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะนำท่านไปเกิดในภพในภูมิต่างๆได้ เพราะเวลาท่านให้ทาน ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญเมตตาภาวนา เจริญสมถะเจริญวิปัสสนาก็ตาม ก็เป็นแต่สักว่าเพียงกิริยา คือเป็นเพียงสักแต่ว่าทำ เพราะว่า พระอรหันต์นั้น ท่านพ้นแล้วจากบุญจากบาป พ้นแล้วจากภพทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่มีโอกาสที่จะไปสู่ภพทั้งหลายทั้งปวงได้

สมมติว่าท่านเข้าฌาน จะเป็นฌานใดฌานหนึ่งก็ตาม หรือจะเข้าทั้งสมาบัติ ๘ ประการได้ก็ตาม การเข้าฌานการเข้าสมาบัติของท่านก็เป็นแต่สักว่ากิริยา อานิสงส์ของการเข้าฌานก็ไม่สามารถที่จะนำท่านไปเกิดในรูปพรหมและอรูปพรหมได้อีก การเข้าฌานของท่านก็เป็นแต่เพียงสักว่ากิริยา

สมมติว่าท่านได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน (ตามธรรมดาบุคคลอื่นๆ เมื่อ) จุติแล้วก็ต้องไปเกิดในรูปพรหมตามกำลังของฌาน แต่(พระอรหันต์นี้)หาเป็นเช่นนั้นไม่ อานิสงส์ของการเข้าฌานก็ไม่สามารถที่จะนำท่านไปเกิดในรูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่งได้เลย

หรือว่าท่านได้สำเร็จอรูปฌาน ๔ แล้ว คือตามคติของอรูปฌาน ๔ ผู้ที่ได้จุติแล้วต้องไปเกิดในอรูปพรหมชั้นใดชั้นหนึ่งตามกำลังของฌาน แต่สำหรับพระอรหันต์นั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการเข้าอรูปฌานของท่านก็สักแต่เพียงกิริยา ให้ได้รับความสุขในภพนี้ชาตินี้เท่านั้น จุติแล้วฌานนั้นก็ไม่สามารถที่จะนำท่านไปเกิดในอรูปพรหมภูมิได้ เพราะพระอรหันต์นั้นท่านดับได้ทุกสิ่งทุกอย่าง คือดับทั้งรูป ดับทั้งนาม ดับทั้งกิเลสตัณหา

กิเลสตัณหาเหล่าใดที่จะนำไปสู่ภพสู่ชาติ กิเลสตัณหาเหล่านั้นไม่สามารถที่จะนำท่านไปสู่ภพสู่ชาติได้ พูดง่ายๆว่า พระอรหันต์ท่านดับหมดแล้ว ดับทั้งบุญดับทั้งบาป พ้นทั้งบุญพ้นทั้งบาปทั้งหลายทั้งปวงแล้ว พ้นจากภพทั้งหลายทั้งปวงได้หมดแล้ว เหตุนั้น พระอรหันต์นั้น เมื่อท่านดำรงอยู่จนถึงอายุขัยแล้วท่านก็ปรินิพพาน เหมือนกันกับประทีปที่หมดเชื้อแล้วดับไป คือเหมือนเทียนที่เราจุดแล้ว หมดเชื้อแล้วก็ดับไป คติของพระอรหันต์ก็เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ในสมัยทุกวันนี้ เราได้ยินว่าที่สำนักทรงเจ้าเข้าเทพที่ว่า เอาวิญญาณของพระมหาโมคคัลลานะ ของพระสารีบุตร ของพระมหากัสสปะ มาทรงอย่างนี้ อันนั้นสร้างนรกใส่ตัวเอง เพราะว่าการพูดเช่นนั้น ถือว่าเป็นการหมดทุกสิ่งหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลือหลออีกแล้ว

เพราะว่าผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีโอกาสที่จะมาเกิดในภพนี้ชาตินี้อีก และก็ไม่มีโอกาสที่จะไปเกิดในภพใดๆอีก ฉะนั้น ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ อย่างเขาแต่งหนังสือ หลวงพ่อขอออกนอกเรื่องสักหน่อย เช่น หนังสือหลวงปู่บางรูป ที่จริงไม่ใช่ท่านแต่งหรอก ลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ภายหลังนั้นแต่งขึ้นมา ท่านเขียนหนังสือหน้าปกว่า หลวงปู่.... ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม

ความจริงแล้วพระโพธิสัตว์นี้เป็นผู้สร้างบารมีเพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป แต่หนังสือเล่มนั้น ในบรรทัดในสารบัญว่า หลวงปู่เป็นพระอริยบุคคลผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ขัดกันแล้ว ๒ ประโยคนี้ขัดกันแล้ว

เพราะว่า พระโพธิสัตว์นี้ยังไม่ตรัสรู้เลย พระโพธิสัตว์นี้ แม้พระโสดาบันก็ยังไม่ได้บรรลุเลย สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ก็ยังไม่ได้ คือท่านยังต้องสร้างบารมีเพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในวันข้างหน้า เมื่อใดบารมียังไม่สมบูรณ์ก็ยังไม่ตรัสรู้(และจะยังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดๆทั้งสิ้น) เมื่อใดบารมีสมบูรณ์แล้ว จึงตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณได้

ฉะนั้น บรรทัดที่ ๑ กับบรรทัดที่ ๒ ก็ขัดกันแล้ว บรรทัดที่ ๓ ว่าหลวงปู่นั้นเมื่อชาติก่อนเป็นพระมหากัสสปะ เมื่อได้ทำการฌาปนกิจพระศพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จุติจากชาติที่เป็นพระมหากัสสปะจึงได้มาเกิดเป็นหลวงปู่ท่านนี้

ผิดหมด ไม่มีอะไรเหลือหลอเลย เพราะว่าพระมหากัสสปะท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะมาเกิดอีกได้อย่างไร พระอรหันต์ท่านตัดภพตัดชาติได้หมดแล้ว ทำลายกงกำสงสารจักรสังสารวัฏได้หมดแล้ว ไม่ไปเกิดในภพน้อยภพใหญ่อีกต่อไป

เหตุนั้นแหละท่านทั้งหลาย การที่สำนักทรงเจ้าเข้าเทพอย่างทุกเมื่อเชื่อวันนี้ เอาวิญญาณของพระอรหันต์องค์นั้นมาทรง เอาวิญญาณของพระอรหันต์องค์นี้มาทรง หรือว่าเอาวิญญาณของพระพุทธเจ้ามาทรง อะไรทำนองนี้

ผิดทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เหตุนั้น ท่านทั้งหลายได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ประพฤติวัตรปฏิบัติมาแล้ว ก็ขอให้ใคร่ครวญตริตรองพิจารณา อย่าเชื่ออะไรลมๆแล้งๆ อย่าเป็นคนศรัทธาอธิโมกข์ เชื่ออย่างงมงาย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล พิจารณาเหตุผลมันสมดุลกันหรือไม่ ถ้ามันสมดุลกันจึงค่อยเชื่อ ให้เป็นคนศรัทธาญาณสัมปะยุตต์ เป็นความเชื่อที่ประกอบไปด้วยปัญญาคือความรู้

อันนี้อีกอย่าง สำนักหนึ่งที่เราได้ยิน คือสำนักของอาจารย์ท่านหนึ่งอีกละ พูดอย่างนี้ ไม่ได้มุ่งติฉินนินทาเขานะ และก็ไม่ได้โจมตีเขา แต่ว่าพูดความจริง

เมื่อก่อนอาจารย์ท่านนั้น หลวงพ่อติดตามเขามาตั้งแต่โน้น ตั้งแต่เป็นสามเณรแน่ะ เมื่อก่อนโน้น เขาเล่นละครวิทยุ ละครวิทยุที่เขาเล่นมา ไม่มีเรื่องไหนที่ตำรวจไม่เซ็นเซอร์ เพราะมันรุนแรง เป็นคนหัวรุนแรง ชอบโจมตีคนโน้นคนนี้ สำนักโน้นสำนักนี้ อยู่ตลอดเวลา ได้ติดตามมาตั้งแต่เป็นสามเณร

ถ้าเขาแต่งหนังสือเล่มใด หลวงพ่อก็เขียนจดหมายไปขอ หลังจากนั้นหนังสือเล่มใดๆ ที่เขาเขียนละก็ เขาก็จะส่งมาให้หลวงพ่อ ส่งมาๆ หลวงพ่ออ่านหมดทุกเล่มแหละ อาจารย์ท่านนี้ อย่าว่าเป็นคนร้อยแปด เป็นคนล้านแปด เขาทำทุกอย่าง ทรงเจ้าเข้าผี เวทมนต์กลคาถา เป็นหมอธรรมหมออะไร ปราบผีปราบอะไร เอาหมดทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่มีเหลือหลอ ในทางประพฤติปฏิบัติ ไสยเวทย์ ไสยศาสตร์ อะไรครบหมด พอเบื่อทางนั้นแล้วก็มาบวช

ครั้งแรกก็บวชอยู่ในมหานิกาย เห็นว่ามหานิกายไม่ดีพอ ก็บวชเป็นธรรมยุต เห็นว่าธรรมยุตไม่ดีพอ ก็เลยไปตั้งสำนักเอาเอง บวชเอง บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อบวชแล้วไปอยู่กับอาจารย์ท่านนั้นก็มี ไปอยู่กับเขาหลายๆปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี ก็มี พอกลับมา (วัดพิชฯ) แล้วก็ว่า หลวงพ่อๆ จะให้ผมทำอย่างไร จะให้ปฏิบัติเหมือนกับหลวงพ่อ หรือจะให้ผมปฏิบัติเหมือนกันกับอาจารย์ท่านนั้น

หลวงพ่อก็ว่า แล้วแต่คุณจะตัดสินใจเอา คุณก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าคุณเห็นว่าธรรมะที่หลวงพ่อสอนอยู่นี้เป็นธรรมะที่จะทำผู้ปฏิบัติให้บรรลุอริยมรรคอริยผลได้ หรือไปสู่สุคติภพได้ ก็ปฏิบัติไปอย่างนี้ก็ได้ หรือถ้าคุณพอใจพร้อมใจที่จะแยกหมู่แยกคณะไปตั้งคณะใหม่ต่างหาก เป็นการทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ก็แล้วแต่คุณจะพิจารณาเอา หลวงพ่อไม่ว่าดอก เพราะว่า คนเราน่ะ ถึงจะทำดีทำชั่วอย่างไรก็ตาม จุดหมายปลายทางก็เหมือนกันน่ะแหละ ถ้าไม่ตกนรกก็ไปเกิดเป็นเปรต ไม่เกิดเป็นเปรตก็ไปเกิดเป็นอสุรกาย ไม่เกิดเป็นอสุรกายก็ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือไม่ก็ไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทพบุตร เป็นเทพธิดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ก็แล้วแต่คุณจะเลือกเอา เพราะว่าได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว ก็แล้วแต่จะเลือกเอา

เมื่อฟังหลวงพ่อพูดอย่างนี้แล้ว บางคนก็ไม่กลับไป บางคนก็กลับไปอีก หลวงพ่อก็ไม่ว่ากระไร คือหลวงพ่อมีปกติอยู่ว่า ไม่ว่าให้ใครๆ ไม่โจมตีสำนักโน้น ไม่ได้โจมตีสำนักนี้ ขอร้องไว้อย่างเดียวว่า อย่าโจมตีกันก็เป็นพอ ลูกศิษย์ลูกหาที่ปฏิบัติได้แล้ว แม้จะมีฤทธิ์ มีอำนาจ บำเพ็ญธุดงควัตร อย่างนั้นก็ไม่ฉัน อย่างนี้ก็ไม่ฉัน ปฏิบัติอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนี้ ในธุดงค์ทั้ง ๑๓ ประการ หลวงพ่อก็ไม่ว่ากระไร

ขอร้องอย่างเดียวว่า เมื่อเราประพฤติปฏิบัติในธุดงควัตร หรือประพฤติปฏิบัติจนมีฤทธิ์มีเดช ได้ฌาน ได้อภิญญา เหาะเหินเดินอากาศได้ก็ดี ก็ขออย่าเอาวัตรนั้นมาข่มผู้อื่น แล้วก็อย่าไปโจมตีผู้อื่น ขออย่าว่าผู้อื่น คือว่าเราประพฤติปฏิบัติได้แล้วก็เป็นเรื่องของเรา อย่าไปทำคนอื่นให้เขาเดือดร้อน ก็ขอแต่อย่างนี้อย่างเดียว แนะนำลูกศิษย์ลูกหาอย่างเดียว

บางครั้ง มีบางรูปบางองค์มาเทศน์ ก็เทศน์ว่าให้ทานก็ไม่ได้บุญ ให้พระกินหมด มันจะได้บุญที่ตรงไหน แต่ผลสุดท้าย (เจ้าตัว) ก็กินของเขาอยู่ ว่าไม่ได้บุญก็ไปกินของเขาทำไม ไปฉันของเขาทำไม (เมื่อมี) คนไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักอานิสงส์ของบุญ ได้ยินเขาพูด ก็พอใจในคำพูด พอใจในโวหารของเขา ก็ไปเชื่อเขา แล้วก็มาโจมตีผู้อื่น อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ หลวงพ่อว่า

หรือว่าดอกไม้ธูปเทียนที่เขาบูชาก็ว่า ดอกไม้ธูปเทียนเอาไปบูชาทำไม บูชาแล้วก็ไปจุดแล้วก็ไหม้เสียของไปเปล่าๆ เหมือนกับเราจุดตอไม้จุดขอนไม้ตามไร่ตามนาของเรา ไม่เห็นมันจะได้บุญที่ตรงไหน หลวงพ่อก็บอกว่า บ้าบ่พอปัว มันเป็นบ้าแท้ๆ ไปเชื่อไปชอบแต่โวหารที่เขาพูด จำคำเขาก็เอามาพูด โดยที่ไม่ได้ศึกษาให้รู้ว่า การที่เขาจุดตอจุดขอนไม้อยู่ที่ตามไร่ตามนาน่ะ มันไม่มีอานิสงส์ หรือจุดตอจากไร่จากนานั้น จุดแล้วมันเป็นอย่างไร และผลที่เกิดจากการจุดตอนั้นมันเป็นอย่างไร มันได้ผลอย่างไร

เขาลืมคิดไป ดอกไม้ธูปเทียนที่เราจุดบูชา ในชาดกก็ได้กล่าวไว้ว่า มีอานิสงส์อย่างโน้นมีอานิสงส์อย่างนี้ ได้พรรณนาอานิสงส์บุญของการที่บูชาดอกไม้ธูปเทียน เขาก็ยังกล้ามาว่าอย่างนั้น ฯลฯ เอาไปเอามาก็ไม่มีโยมมาถวายอาหารเลย ดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะอะไรๆ เขาก็ไม่นำมาถวาย ผลสุดท้าย ผ้านุ่งผ้าห่มเขาก็ไม่ถวาย เพราะว่าถวายแล้วก็ไม่ได้บุญ อันนี้แหละท่านทั้งหลาย จงคิดให้ซึ้งๆ ได้ยินเขาพูดแล้วก็อย่าไปพอใจติดใจในโวหารของเขา ขอให้คิดให้กว้างๆ ให้มีเหตุมีผล

อีกรูปหนึ่ง ก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อนี่แหละ ก่อนเขาจะบวชก็มาหาหลวงพ่อ เขามาด่าหลวงพ่อเสียก่อนนะว่า หลวงพ่อ พระที่ฉันเนื้อฉันปลาน่ะ มันเป็นการทำปาณาติบาตนะ มันไม่ผิดวินัยหรือ ก็เลยบอกไปว่า โยม เอาอย่างนี้ดีกว่า เอาหนังสือนี้ไปอ่านเสียก่อน หลวงพ่อก็เปิดหนังสือนวโกวาทให้ โยมอ่านจากนี้มาถึงนี้ๆเสียก่อนนะ อ่านจบแล้วค่อยมาพูดกันคุยกันใหม่ เขาก็ไปอ่าน อ่านแล้วก็กลับมา ดูซิว่าอ่านแล้วเป็นอย่างไร มีไหมที่ว่าห้ามไม่ให้พระฉันเนื้อฉันปลา มันมีไหม ไม่มี

หลวงพ่อก็ถือตามนี้ ศีล ๒๒๗ ถ้าหนังสือบ่งไว้(ว่าผิดวินัย)ก็ถือว่าหลวงพ่อผิด ถ้าไม่ได้บ่งไว้ ก็แสดงว่าหลวงพ่อไม่ผิด เขาก็ย้อนว่า มันไม่เป็นปาณาติบาตหรือ ถ้าว่าพระไม่ฉันเนื้อ โยมเขาก็ไม่ฆ่าสัตว์ (หลวงพ่อตอบว่า) คุณ โยมเขาไม่ได้ตั้งใจว่าจะฆ่ามาถวายพระนะ เขาไม่ได้ว่า วันนี้ไปหาปลามาให้พระฉัน ไปฆ่าวัวฆ่าควายมาปรุงอาหารมาให้พระฉัน เขาไม่ได้(ตั้งใจ)ว่าอย่างนั้นนะ

ที่จริงอาหารที่เขาทำมาถวายพระตอนเช้าก็ตาม ตอนเพลก็ตาม เป็นอาหารส่วนแบ่งที่เขาแบ่งไว้แล้ว เช่น เขาทำอาหารตามปกติ เขาก็เหลือไว้แบ่งไว้ว่า ถ้วยนี้ จานนี้ หม้อนี้ จะเอาไปถวายพระ จะเอาไปถวายภัตตาหารเช้า จะถวายภัตตาหารเพล เขาแบ่งไว้ต่างหาก เขาไม่ได้บอกเลย ไม่ได้คิดในใจเลยที่จะไปฆ่า(สัตว์)มาถวายพระ จะเอาปลามาถวายพระ เอาเนื้อวัวเนื้อควายมาถวายพระ เอากุ้งเอาหอยมาถวายพระอย่างนี้ เขาไม่ได้คิดเลย

เรา(พระนี้)กินส่วนแบ่งเท่านั้น มันจะเป็นบาปที่ตรงไหน ในหลักวินัยก็ว่าไว้ว่า เมื่อไม่ได้รู้ ไม่เห็น ไม่สงสัย ว่าเขาทำมา มันก็ไม่เป็นอาบัติ ก็บอกไปอย่างนี้ ฯลฯ คุณไปคิดใหม่ซะไป ถ้าว่าจะบวช การอยู่ร่วมอุปัชฌาย์เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าว่าเราได้อุปัชฌาย์ผิด เราจะไปบวชกับอุปัชฌาย์ใหม่ก็เกรงใจท่าน เป็นเรื่องยากลำบาก การเป็นอุปัชฌาย์กันก็ถือว่าเป็นพ่อเป็นลูกกัน การจะตัดพ่อตัดลูกกันภายหน้าท่าจะลำบากนะ หรือจะหาอุปัชฌาย์ที่มันถูกใจถูกจริตแล้วก็บวชกับท่าน หลวงพ่อก็บอกให้กลับไป

วันหลังมาใหม่ มาขอบวช หลวงพ่อว่า คุณคิดดีแล้วหรือยัง จะมาบวชที่นี้ คิดไว้ดีหรือยัง เขาว่า คิดดีแล้วๆ ว่าจะมาบวชที่นี้ แต่ผมขอพรจากหลวงพ่อว่า ผมบวชแล้วผมขอฉันอาหารเจ หลวงพ่อว่า อาหารเจมันลำบากนะ ไม่เหมือนกับอาหารมังสวิรัตินะ

คุณเข้าใจนะว่า คำว่า เจ กับ มังสวิรัติ มันไม่เหมือนกัน มังสวิรัติ นั้นเว้นจากการฉันเนื้อฉันปลา เว้นจากการฉันของที่มีชีวิต คำว่า อาหารเจ มันมีความหมายกว้าง พวกกระเทียม พวกต้นหอมนี่ ก็ฉันไม่ได้ ผักบางชนิดก็ฉันไม่ได้ มันหลายสิ่งหลายประการ

เพราะฉะนั้น อาหารเจน่ะมันลำบาก ถ้าคุณจะถือฉันอาหารมังสวิรัติน่ะได้อยู่ (เขาว่า) ถ้าจะฉันอาหารมังสวิรัติล่ะ หลวงพ่อจะอนุญาตไหม หลวงพ่อว่า คุณ คนขออย่างนี้ หลวงพ่อต้องการมานานแล้ว หลวงพ่อปรารถนา ถ้าใครบวชมามีความต้องการที่จะประพฤติปฏิบัติจริงๆ อย่างนั้นละก็ หลวงพ่อสาธุ อนุโมทนา

คุณมองเข้าไปทางในวัดซิ คุณจะฉันอะไรก่อน จะฉันใบมะม่วงก็เอาสิ หมดใบมะม่วง ก็เอาสิใบมะขาม หมดใบมะขามก็มีใบพิกุล หมดใบพิกุลละก็ใบอโศก หมดใบอโศกก็เอาใบมะพร้าว คุณจะฉันอย่างไร(ฉันใบอะไร)ก็แล้วแต่จะถนัด หรือว่าใบไม้ในวัดมันหมดแล้ว นั่นใบหญ้าที่เรานั่งอยู่นี้ มันมีแต่สูงๆ แค่ศอกๆ คุณจะฉันจะกัดกินเหมือนวัวเหมือนควายละก็ หลวงพ่อไม่ว่ากระไร แล้วแต่คุณจะถนัด คุณจะปรุงรสหรือไม่ปรุงรส หลวงพ่อไม่ว่า เขาก็นิ่งอึ้ง ไม่กล้าพูด

เมื่อบวชแล้วก็มาถามอยู่บ่อยๆ เวลาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เขียนหนังสือมาถามว่า พระนั้นฉันเนื้อฉันปลามันผิดไหม เวลาบรรยายธรรม หลวงพ่อก็เพียงแต่ว่า ขณะนี้ยังไม่เป็นช่วงตอบปัญหา หลังจากประพฤติปฏิบัติแล้วจึงเป็นช่วงตอบปัญหา ครั้นมีอะไรข้องใจเคลือบแคลงสงสัยในจิตในใจ ก็ขอให้กำหนดว่า สงสัยหนอๆ ไปเรื่อยๆ มันจะได้ทำให้เกิดความสว่างในดวงใจ แล้วก็จะหมดความเคลือบแคลงสงสัยไปเอง

จนกระทั่งแกบวชมาหลายๆปี วันหนึ่ง เวลาที่พระรูปนั้นมาเทศน์ พอดีขึ้นเทศน์ปั๊บเท่านั้นละ ก็เทศน์ไปๆ ก็มายกตัวเอง ก็เชิดตัวเองว่า อาตมามาพิจารณาวินัยพระเณรแล้ว ดูไม่ค่อยเคร่งครัด ประพฤติปฏิบัติไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าให้พระให้เณรในวัด อาตมานี้นับแต่บวชมาจนบัดนี้ยังไม่เคยใส่รองเท้าเลย ยังไม่ได้กั้นร่มเลย

เสร็จกัน ประโยคเดียวเท่านั้น เสร็จเลย ฆ่าตัวเองเลย ไม่ได้ฟื้นเลย เป็นการเชิดตัวเอง ติเตียนผู้อื่น นินทาผู้อื่น ใช้ไม่ได้

อันนี้แหละท่านทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ขอให้ใคร่ครวญ ตริตรอง พิจารณาถึงเหตุและผลของสิ่งนั้นๆด้วย เมื่อประพฤติปฏิบัติไปแล้ว เขาพูดอย่างนั้น เขาพูดอย่างนี้ จะไปเชื่อทันทีนั้นไม่ได้ เราต้องใคร่ครวญเสียก่อน

เอาละท่านทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อได้บรรยายธรรมะ เรื่อง คติของพระอริยบุคคล ๔ ประเภท โดยสังเขปกถา พอที่จะเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านทั้งหลายได้แล้วพอสมควร จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.