ปรับความเข้าใจเรื่องปริวาส (๑)


วันนี้ หลวงพ่อจะได้น้อมเอาธรรมะอันเป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรยายถวายความรู้แด่ท่าน ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา และผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายสืบไป

ท่านทั้งหลาย การที่เราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจมาแต่วัด แต่บ้าน สู่สถานที่แห่งนี้ ก็เพื่อว่าจะได้บำเพ็ญสมณธรรม คือธรรมที่จะทำให้เกิดความสงบ ทั้งที่เป็นอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูง

ธรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ อย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูง โดยเฉพาะก็คือ สมาธิ สมาบัติ ถ้าสงบอย่างกลาง ก็คือสงบด้วยกำลังฌาน ถ้าสงบอย่างสูงก็คือสงบด้วยอำนาจของมัคคญาณ ผลญาณ

การเจริญกัมมัฏฐานที่ท่านทั้งหลายปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ โดยที่ผ่านมหาเถรสมาคม ท่านให้ดำเนินตามหลัก มหาสติปัฏฐานสูตร คือเมื่อก่อนโน้นยังไม่ได้เป็นล่ำเป็นสัน ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการ ต่างรูปต่างคนหรือต่างสำนัก ก็ต่างปฏิบัติไปตามอัธยาศัย แล้วก็ปฏิบัติไปตามกุศโลบายของอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทให้

เรื่องการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี้ สมัยก่อนที่หลวงพ่อยังเป็นสามเณรน้อยๆ อยู่ ในสมัยนั้น มีครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานก็ไม่มากเท่าไร สรุปว่า การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้นจะหยุดชะงักไปอยู่ช่วงหนึ่ง เหมือนกันกับเข้าปริวาส มันหยุดชะงักไปอยู่พักใหญ่ๆ ในสมัยที่หลวงพ่อยังเป็นสามเณรอยู่ การอยู่ปริวาสกรรม ก็สักแต่ว่าอยู่ อยู่กันตามประสาที่โบราณาจารย์ทั้งหลายที่ทำสืบๆ กันมา แต่ว่ายังไม่เป็นล่ำเป็นสัน ไม่แผ่ขยายออกไปในวงกว้างๆ เหมือนอย่างทุกวันนี้

หลังจาก หลวงพ่อเจ้าคุณกิตติวุฑโฒ ได้ขอร้องบรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ทั้งหลายให้ไปอบรมในจิตตภาวัน แล้วก็มีการอยู่ปริวาสควบคู่กันไป หลังจากนั้นมา พระที่เป็นหน่วยพัฒนาการทางจิต เมื่อออกมาสู่วัด สู่ตำบล สู่อำเภอของตน ก็พากันจัดงานปริวาสขึ้นมา นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ การเข้าปริวาส ก็แผ่ขยายเป็นวงกว้างออกไปจนทั่วประเทศ นี่เป็นเรื่องของปริวาสกรรม

สำหรับกัมมัฏฐานก็เหมือนกัน สมัยหลวงพ่อยังเป็นสามเณรอยู่ ท่านก็ปฏิบัติกันสักแต่ว่าปฏิบัติ แต่ปฏิบัติไปแล้ว ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ก็ไม่ปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้ง เป็นปัจจัตตัง ผู้ใดปฏิบัติแล้วก็รู้เฉพาะตน ไม่ได้บอกว่า ฉันทำได้อย่างนั้น ฉันทำได้อย่างนี้ ไม่ได้พูดกัน ไม่ได้ประกาศ ไม่ได้โฆษณา ตัวเองรู้เฉพาะตัวเอง

สำหรับญาติโยม ก็สังเกตอากัปกิริยา ตลอดถึงการเทศน์การสอน แล้วก็มาคำนวณเอาว่า องค์นี้คงได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว องค์นี้คงได้สกทาคามี อนาคามี องค์นี้คงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว องค์นี้คงไม่ได้ฌาน องค์นี้คงไม่ได้สำเร็จอริยมรรคอริยผล เป็นแต่เพียงว่าได้สมาบัติเท่านั้น คำนวณเอา

สำหรับภาควิปัสสนาก็เหมือนกัน เมื่อก่อนก็ปฏิบัติเหมือนกัน แต่มันส่วนน้อยมาก ถ้าคิดทั่วๆ ไปแล้ว สมมติว่า ร้อยคนนี่อยากปฏิบัติ หาเอา ๑ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ สมมติว่าพันคนซะ พันคนนี่จะมีปฏิบัติสัก ๑ คนก็ยังหายาก คือการปฏิบัติยังไม่แพร่หลาย แล้วก็ใช้บทภาวนา พุทโธๆ แล้วก็ สัมมาอะระหัง, ไหว นิ่ง อะไรทำนองนี้มากกว่า

แต่มาสมัยนี้ วิปัสสนากัมมัฏฐานนี่เป็นที่แพร่หลายไปในสถานที่ต่างๆ เมื่อก่อนที่หลวงพ่อเริ่มสอนในสถานที่แห่งนี้ รู้สึกว่ามันเป็นความลำบาก กระแสต่อต้านนี่มากที่สุด ในหมู่บ้านของเราก็ต่อต้าน

ส่วนพวกจารย์ครู สึกแล้วก็เป็นจารย์ครู เป็นทิด เป็นจารย์ซา ครั้งนั้นเรียกว่า จารย์ครู เวลาสอนกัมมัฏฐานนี่ต่อต้านอย่างหนัก บางทีก็เถียงกันหน้าดำหน้าแดง หลวงพ่อไม่ได้เถียงกับเขา ครูบาอาจารย์เป็นผู้เถียงให้ ส่วนมากหลวงพ่อมีแต่นั่งฟัง

(เขา)ว่าภาวนาอย่างนี้มันจะได้อะไร อย่างผมนี่ภาวนาตั้ง ๓ ชั่วโมงก็ยังไม่ได้อะไร เขาว่า เรื่องฌาน เรื่องสมาบัติ เรื่องมรรค เรื่องผล พระนิพพาน มันหมดสมัยแล้ว เขาก็ว่าเอา หนักๆ เข้าครูบาอาจารย์ผู้เป็นประมุขประธานก็แอนตี้ (Anti-คัดค้าน)

หลวงพ่อนี้ถูกฟ้องร้องอย่างเป็นทางการ คือสมัยก่อนโน้น ขออภัยที่พูดเรื่องนี้ มีหลวงพ่อรูปหนึ่ง ท่านไปฟ้องทางเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดรับเรื่อง สั่งระดมพระเถระทั้งหลาย นับตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ไปถึงเจ้าคณะตำบลทั้งอำเภอเลย ไปประชุมกันแล้วเจ้าคณะจังหวัดก็เทศน์เอาๆ พูดแล้วก็เทศน์ด่านั่นแหละ แต่หลวงพ่อก็ไม่ว่ากระไร ในสมัยนั้น

ผลสุดท้าย หลวงพ่อรูปนั้น ภายหลังก็ยอมแพ้ มาขออยู่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานด้วย นี่แหละท่านทั้งหลายเมื่อก่อนโน้นมันมีกระแสต่อต้านมาก บางทีสารวัตร มัคคนายกวัดนี่ ต่อต้านอย่างหนัก จนไม่ยอมเข้าวัดเข้าวาก็มี ไปโพนทะนาว่ากล่าวที่โน้นที่นี้ อะไรร้อยแปดพันประการ แต่หลวงพ่อก็ไม่ว่ากระไร

หนักๆ เข้าผู้ใหญ่บ้านก็ต่อต้านไม่ให้ทำ ถึงกับมากราบที่วัดว่า ทางชาวบ้านขอร้องว่า ไม่อยากให้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทำวัตรก็ไม่อยากให้ทำวัตรแปล อยากให้ทำวัตรธรรมดา เขาว่างั้น แต่หลวงพ่อก็ชี้แจงเหตุผลทุกสิ่งทุกอย่างให้ฟังแล้วก็จึงค่อยทำตาม ครั้งแรกก็ไม่ยอมทำ แต่พอนานมาก็ทำไป

สรุปแล้วว่า ท่านทั้งหลาย การที่วิปัสสนากัมมัฏฐานจะเจริญมาถึงขนาดนี้ เหมือนเดี๋ยวนี้ เป็นสิ่งที่กระเสือกกระสนดิ้นรนมาพอสมควร เนื่องจากแรงต่อต้านนั้นมีมาก สมัยนี้ยุคนี้แหละครูบาอาจารย์ โดยความเห็นของมหาเถรสมาคม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ให้สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ดำเนินตามแนวทางมหาสติปัฏฐาน ๔

เพราะเหตุใด จึงให้ดำเนินตามแนวทางของมหาสติปัฏฐาน ๔

คือ มหาสติปัฏฐาน ๔ นี่ เป็นหนทางที่จะนำพาผู้ปฏิบัติให้บรรลุอริยมรรคอริยผล นับตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไป หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น มีทางเดียว มีแนวเดียว มีวิธีเดียว มีหลักการเดียว ที่จะทำให้บรรลุมรรค ผล พระนิพพาน ผู้ประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี่จะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานนี่ ก็มีทางเดียวเท่านั้น คือวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ส่วนกสิณ ๑๐ ทั้งหลาย ดังที่เราทั้งหลายได้ศึกษาเล่าเรียนมานั้น เป็นสมถกัมมัฏฐาน คือไม่สามารถที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุอริยมรรคอริยผลได้ แต่ผู้ใดมีความฉลาดมีความสามารถที่จะแยกแยะ หรือยกอารมณ์เหล่านั้นขึ้นสู่วิปัสสนา จึงจะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน แต่สำหรับมหาสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นข้อปฏิบัติที่จะนำให้บรรลุถึงมรรคผลพระนิพพานได้

ครั้งอดีตโน้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอัครสาวกซ้าย-ขวา พระอรหันต์ทั้งหลายได้ดำเนินไปสู่พระนิพพานแล้ว ก็เพราะว่าท่านได้ปฏิบัติตามมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ นอกจากการปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ นี้ ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้นั้นบรรลุอริยมรรคอริยผลได้เลย

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนานี้ จึงไม่ต้องแยกแยะว่าจะถูกจริตหรือไม่ถูกจริต ไม่ได้ว่าเหมือนสมถกัมมัฏฐาน สมถกัมมัฏฐานก็ต้องเอากัมมัฏฐานที่ถูกกับจริตมาบริกรรม มาเจริญ มาปฏิบัติ จึงจะได้สมาธิ สมาบัติ ได้ฌาน แต่สำหรับวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ไม่ได้ว่าอย่างนั้น หมายความว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ จะเอาข้อใดข้อหนึ่งหรือ ทั้งหมดก็ตามมาปฏิบัตินั้น เป็นหนทางที่จะทำให้บรรลุมรรคผล พระนิพพาน เหมือนกันหมด ไม่เลือกจริต

ผู้ปฏิบัตินั้น จะเป็นจริตอย่างไรไม่เกี่ยว คือเป็นหนทางดำเนินไปทางเดียวกัน คือการปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๔ นี้ ท่านให้พิจารณาให้รู้กายในกาย ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ให้รู้เวทนาในเวทนา ทั้งที่เป็นภายในและเป็นภายนอก ให้รู้จิตในจิต ทั้งที่เป็นภายในและเป็นภายนอก ให้รู้ธรรมทั้งเป็นภายในและภายนอก นี่เป็นหลักของสติปัฏฐาน ๔

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็คือ ท่านให้เอาสติมาไว้ในกาย เวทนา จิต ธรรม พวกกาย เวทนา จิต ธรรมนี้ เป็นที่ตั้งของสติ คือสติของเรานี้ต้องมีที่ตั้ง จึงจะเป็นสภาวะที่มั่นคงถาวรและหนักแน่นได้ เหมือนกับของทั้งหลายทั้งปวง เช่นว่า โต๊ะก็ดี เก้าอี้ก็ดี ธรรมาสน์ก็ดี ต้องมีขามีเท้าเป็นที่ตั้ง จึงจะตั้งอยู่ได้ ถ้าไม่มีเท้ามีขา มันก็ตั้งไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด สติของเราก็เหมือนกัน ต้องมีที่วาง ต้องมีที่ตั้ง

อะไรเป็นที่ตั้งของสติ

กาย เวทนา จิต ธรรม นี้เป็นที่ตั้งของสติ

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เราก็ยกจิตและสติของเราสู่สติปัฏฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วจึงเจริญต่อไป

ที่ว่าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม มันเห็นอย่างไร

คือ กายนี้มันมีอยู่ ๒ ประเภท คือ กายภายนอก กายภายใน เวทนาก็เหมือนกัน มีเวทนาภายนอก มีเวทนาภายใน จิตก็มีจิตที่เป็นภายนอก จิตที่เป็นภายใน ธรรมก็มีธรรมที่เป็นภายนอก เป็นภายใน มันเป็นของคู่กัน

อุปมาเหมือนกันกับดาบและฝักของดาบ เรามองดูดาบเผินๆ เราก็จะเห็นแต่ฝักของมัน แต่ถ้าเราชักดาบออกจากฝัก เราก็จะเห็นเล่มของดาบ ข้อนี้ ฉันใด สติปัฏฐานทั้ง ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเรามองด้วยตาเนื้อเปล่าๆ เรามองด้วยตาเนื้อมันก็เห็นกายธรรมดา เห็นเวทนาธรรมดา เห็นจิตธรรมดา เห็นธรรมเป็นธรรมดา ไม่เห็นลึกซึ้งว่าเป็นภายใน คือไม่เห็นกายในกาย ไม่เห็นเวทนาในเวทนา ไม่เห็นจิตในจิต ไม่เห็นธรรมในธรรม

เพราะเหตุใด ท่านจึงให้เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม

คือเมื่อใดเราเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรมแล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่าย คือเบื่อหน่ายทั้งกาย ทั้งเวทนา ทั้งจิต ทั้งธรรม เมื่อเบื่อหน่ายแล้วก็จะคลายกำหนัด ไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความใคร่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม เมื่อไม่มีความใคร่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม จิตของเราก็บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ ไม่มีกิเลสใดๆ เข้ามาครอบงำจิตใจของเราได้

เมื่อจิตของเราบริสุทธิ์แล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสันติ คือความสงบ ด้วยอำนาจของมัคคญาณ ผลญาณ เมื่อใดเรามีสติมีสัมปชัญญะ เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประการนี้อยู่ทุกขณะจิต ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติของเรามันสมบูรณ์ เมื่อสติของเราสมบูรณ์แล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ คือจะเกิดปัญญาความรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งกายนี้ ทั้งที่เป็นภายในและเป็นภายนอก หรือพูดง่ายๆ ว่า เห็นรูป เห็นนาม

คือเมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อใดเราเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีสติมีสัมปชัญญะทันปัจจุบันแล้ว ก็จะเห็นรูปเห็นนาม สามารถแยกรูปแยกนามออกจากกันได้

เมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อ่อนกำลังลงไป ทำให้ความเห็นแก่ตัว ว่าเลิศกว่าเขา เสมอเขา หรือเลวกว่าเขานั้น อ่อนกำลังลงไปหรือเบาบางลงไป เมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นแก่เรา บังเอิญเราตายไปในขณะที่เจริญกัมมัฏฐานอยู่พอดี หรือออกจากห้องกัมมัฏฐานไปแล้ว หลายวัน หลายเดือน หลายปีจึงตาย เวลาจะตายนั้น มีรูปนามเป็นอารมณ์ เช่น เราได้กำหนดบทพระกัมมัฏฐานว่า พองหนอ ยุบหนอ หรือคิดหนอๆ ทุกข์หนอๆ หรือโกรธหนอๆ หรือว่าสุขหนอๆ อย่างนี้

เราบริกรรมบทใดบทหนึ่งแล้ว ก็บังเอิญตายลงไปในขณะนั้น ถ้าตายในลักษณะอย่างนี้ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า ผู้นั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิอย่างน้อย ๑ ชาติ แล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้นั้นไปเกิดในสุคติภพ แล้วจะได้พบพระพุทธเจ้าหรือว่าสาวกของพระพุทธเจ้า จะได้ฟังธรรม จะได้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะได้รู้ธรรม เมื่อปัญญาขั้นนี้แก่กล้าแล้วก็จะส่งให้ปัญญาขั้นที่ ๒ ซึ่งเรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่พิจารณาเห็นเหตุเห็นปัจจัยของรูปของนาม

เมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะมีความรู้ความเข้าใจว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดรูป อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดนาม มันจะรู้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เรียกว่า รู้ด้วยอำนาจของภาวนามยปัญญา

เมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว หากว่าเราตายไปในขณะที่เจริญกัมมัฏฐานอยู่ก็ดี หรือว่าออกจากห้องกัมมัฏฐานไปแล้วหลายวัน หลายเดือน หลายปี จึงตาย ในขณะที่จะตายนั้น เรามีรูปมีนามเป็นอารมณ์ เช่น เราได้ภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอ หรือ พุทโธ สัมมาอรหัง บทใดบทหนึ่งก็ตาม แล้วก็บังเอิญตายลงไป ถ้าตายในลักษณะอย่างนี้ ผู้นั้นตายแล้วก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๒-๓ ชาติอย่างน้อย ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็น จุลลโสดาบัน

จุลละ แปลว่า น้อย, โสตะ แปลว่า กระแส, อาปันนะ แปลว่า ถึง หมายความว่า เป็นผู้ถึงกระแสพระนิพพานน้อยๆ

ถ้าหากพยายามประพฤติปฏิบัติต่อไป ก็จะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน สำเร็จเป็น มหาโสดาบัน ผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานได้ปัญญาขั้นนี้แล้ว องค์พระประทีปแก้วตรัสว่า ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็น จุลลโสดาบัน ได้ที่พึ่งอย่างดี ได้ความเบาใจในพระศาสนา ตายแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๒-๓ ชาติ หากว่าผู้นั้นจุติลงไปแล้ว ก็จะไปบังเกิดในสุคติภพ จะได้พบพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า จะได้ฟังธรรม จะได้ปฏิบัติธรรม และจะได้บรรลุธรรม

จุลลโสดาบันนี้ ผู้มาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ตั้งแต่ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วันขึ้นไป ผู้นั้นมีหวังจะได้สำเร็จกันทุกรูป อันนี้เป็นปัญญาขั้นที่ ๒ เมื่อปัญญาขั้นที่ ๒ แก่กล้าแล้วก็จะส่งให้ปัญญาขั้นที่ ๓

สัมมสนญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ จะเริ่มเห็นรูปนามนั้นเป็นทุกขัง เห็นรูปนามเป็นอนิจจัง เห็นรูปนามเป็น อนัตตาแล้ว เมื่อมาถึงนี้ ถือว่ากำลังจะเดินเข้าสู่กระแสพระนิพพานแล้ว เมื่อเจริญพระกัมมัฏฐานต่อไป ปัญญาญาณขั้นนี้แก่กล้าแล้วก็จะส่งให้ปัญญาขั้นที่ ๔ คือ

อุทยัพพยญาณ เมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ท่านกล่าวไว้ในพระบาลีว่า

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ[1]

ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เห็นความเกิดดับของรูปนามชัดด้วยปัญญา ผู้นั้นมีชีวิตเป็นอยู่วันเดียวเท่านั้น ประเสริฐกว่าผู้ที่ไม่เห็นความเกิดดับของรูปนาม แม้จะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี

เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวไว้อย่างนี้

เพราะว่า ผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานมาถึงขั้นนี้แล้ว จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อพระไตรลักษณ์เกิดขึ้นมาในครั้งที่ ๒ แล้ว เราเดินจงกรมไปก้าวเดียว ขวาย่างหนอ ก้าวเดียวเท่านั้น สามารถตัดชาติ คือความเกิดในภพหน้าลงได้ตั้ง ๖ ชาติ เราเดินต่อไป ซ้ายย่างหนอ ตัดลงไปอีก ๖ ชาติ ขวาย่างหนอ ตัดออกไปอีก ๖ ชาติ ตัดไปตามลำดับๆ ภพชาติมันจะน้อยลงไป น้อยลงไปๆ

เพราะเหตุไร ภพชาติมันจึงน้อยลงไป

เพราะว่า เมื่อเจริญพระกัมมัฏฐานมาถึงนี่แล้ว พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นแล้วตอนนี้ เมื่อพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะปวัตติไปตามวิถีของจิต แล้วลงสู่ห้วงแห่งภวังค์ เมื่อถึงห้วงแห่งภวังค์แล้ว มันก็จะทำหน้าที่ทำลายกิเลสตัณหาให้เบาบางลงๆ ตามลำดับ เพราะฉะนั้น ภพชาติจึงได้น้อยลงไปๆ บาปกรรมที่เราเคยทำมาแล้วก็จะค่อยหมดไปๆ ตามลำดับๆ

แต่ถ้าเราเจริญพระกัมมัฏฐานยังไม่ถึงนี้ ภพชาติมันก็ยังมีอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเราจุติแล้ว โอกาสที่จะไปสู่อบายภูมินั้นก็ยังเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หากว่า เมื่อใดเราปฏิบัติธรรมมาถึงนี้แล้ว ภพชาติมันจะน้อยลงไป บาปกรรมก็จะน้อยลงไป กิเลสตัณหาก็จะน้อยลงไป น้อยลงไปตามลำดับๆ

หากว่าผู้เจริญพระกัมมัฏฐานมาถึงนี้ท่านทั้งหลาย หากตายไปในขณะที่เจริญพระกัมมัฏฐานอยู่พอดี หรือว่าออกจากห้องกัมมัฏฐานไปแล้วหลายวัน หลายเดือนหลายปีจึงตาย แต่ในขณะที่จะตายนั้น มีรูปมีนามเป็นอารมณ์ ถ้าหากว่าตายในลักษณะอย่างนี้ เมื่อจุติแล้ว ผู้นั้นก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ จะมีสุคติภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า หากว่าไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดา ก็จะเป็นเทพบุตร เทพธิดาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นเทพบุตร เทพธิดาที่มีศักดา เดชานุภาพกว่าเทวดาทั้งหลายทั้งปวง

หากว่า มาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเกิดในตระกูลสูง เกิดในตระกูลพระราชา มหาราชา เกิดในตระกูลของพระเจ้าจักรพรรดิราช เกิดในตระกูลพราหมณ์ ตระกูลคฤหบดี และเมื่อเกิดมาแล้วก็จะได้พบพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า จะได้ฟังธรรมของท่านแล้วก็จะได้บรรลุอริยมรรค อริยผล

แต่ถ้าหากว่าไปเกิดในสมัยที่เป็นสุญญกัป คือกัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่เป็นอานิสงส์ของปัญญาขั้นที่ ๔ นะท่านทั้งหลาย เมื่อปัญญาขั้นที่ ๔ แก่กล้าแล้วก็จะส่งให้ปัญญา ขั้นที่ ๕ คือ

ภังคญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนาม หลังจากนั้นก็จะเกิดปัญญาขั้นที่ ๖ คือ

ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามปรากฏเป็นของน่ากลัว ก้าวเข้าสู่ปัญญาขั้นที่ ๗ คือ

อาทีนวญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์ เห็นโทษของรูปนาม ผ่านเข้าสู่ปัญญาขั้นที่ ๘ คือ

นิพพิทาญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม เกิดความเบื่อหน่ายในรูปในนาม เมื่อนิพพิทาญาณแก่กล้าแล้วก็จะส่งให้ปัญญาขั้นที่ ๙ คือ

มุญจิตุกัมยตาญาณ เห็นรูปนามเป็นทุกข์เป็นโทษ เกิดความเบื่อหน่าย อยากออกอยากหนี อยากหลุดอยากพ้นไปจากรูปนาม ไม่อยากมีรูปมีนามอีกต่อไป เมื่อปัญญาขั้นนี้แก่กล้าแล้วก็จะส่งให้ปัญญาขั้นที่ ๑๐ คือ

ปฏิสังขาญาณ เป็นญาณที่ทำให้จิตใจเข้มแข็ง ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ยอมสู้ตาย มุ่งหวังจะเอาบรรลุมรรคผลพระนิพพานให้ได้ เมื่อปัญญาขั้นนี้แก่กล้าแล้ว ก็จะส่งให้ปัญญาขั้นที่ ๑๑ คือ

สังขารุเปกขาญาณ จะมีความวางเฉยในรูปในนาม การเจริญพระกัมมัฏฐานก็ร่าเริง เบิกบาน แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานก็สบายๆ เมื่อมาถึงนี้โรคภัยไข้เจ็บก็จะหายไปตามลำดับๆ

เมื่อปัญญาขั้นนี้แก่กล้าแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะเข้าสู่มัคควิถี คือหนทางที่จะดำเนินไปสู่การบรรลุอริยมรรคอริยผลผ่าน สัจจานุโลมิกญาณ (ปัญญาขั้นที่ ๑๒) แล้วก็ผ่านโคตรภูญาณ (ปัญญาขั้นที่ ๑๓) ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเข้าสู่โคตรของพระอริยเจ้าคือพระโสดาบัน (มัคคญาณ ผลญาณ ปัญญาขั้นที่ ๑๔ และ ๑๕ และปัญญาขั้นที่ ๑๖ คือ ปัจจเวกขณญาณ)

เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ท่านทั้งหลาย กิเลสตัณหาดับไปไม่รู้ว่าเท่าไร ในแนวของพระอภิธรรมว่ากิเลส ๑๒ ตัว โลภะ ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒ เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ โลภะมันดับไปตั้ง ๔ ตัวแล้ว แต่โทสะยังดับไม่ได้ สำหรับโมหะก็ดับไปตัวหนึ่งแล้ว คือวิจิกิจฉา

นี่แหละท่านทั้งหลาย หนทางที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุอริยมรรคอริยผลนั้น มีหนทางเดียวเท่านี้ คือ การดำเนินตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ เมื่อประพฤติปฏิบัติตามหลักของมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประการแล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ปฏิบัติ ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลตามบุญญาธิการที่ตนได้สร้างสมอบรมมา

ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรค ผลพระนิพพานนั้นก็จริงอยู่ แต่ว่าหลักการและวิธีการที่ครูบาอาจารย์ในแต่ละสำนักพาประพฤติปฏิบัติในทุกวันนี้ไม่เหมือนกัน แต่ละสำนักๆ นั้นปฏิบัติไม่เหมือนกัน สำนักหนึ่งเอาอย่างหนึ่ง สำนักหนึ่งเอาอีกอย่างหนึ่ง

บางสำนักว่า พุทโธๆ บางสำนักว่า สัมมา อะระหัง บางสำนักก็ นะมะพะทะ บางสำนักก็ พองหนอ ยุบหนอ อะไรร้อยแปดพันประการ แต่จะประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็ตาม การปฏิบัติ การบริกรรม การภาวนานั้นจะต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่ความประสงค์หรือความต้องการนั้นเหมือนกันหมด คือทุกคนเกิดมาแล้วต้องการจะพ้นทุกข์ ต้องการจะบรรลุสุขอันไพบูลย์ คือมรรค ผล พระนิพพาน เหมือนกันหมด แต่เพราะธรรมะมีมาก การประพฤติปฏิบัติจึงไม่เหมือนกัน

เหมือนกับคนทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วต้องการเงิน แต่วิธีหาเงินไม่เหมือนกัน ผู้ทำไร่ทำนาก็ต้องการเงิน ผู้ทำสวนก็ต้องการเงิน พวกทำมาค้าขายก็ต้องการเงิน หนักๆ เข้า ไปลักไปขโมย ไปปล้นไปจี้ เพราะต้องการเงินกันทั้งนั้น แต่วิธีหาเงินไม่เหมือนกัน ข้อนี้ฉันใด

พวกเราทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้ว หรือบุคคลทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้ว ต้องการอยากจะพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ต้องการอยากจะบรรลุสุขอันไพบูลย์ คือมรรค ผล พระนิพพานเหมือนกันทั้งนั้น แต่ธรรมะมีมากการประพฤติปฏิบัติจึงไม่เหมือนกัน

เหตุนั้น ท่านทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตามที่ครูบาอาจารย์สอนให้ อาจจะไม่สบายใจ ไม่เหมือนที่ประพฤติปฏิบัติมาก่อน ถ้าเกิดความรู้สึกทำนองนี้ ก็ขออย่าได้คิดอย่างนั้น ครูบาอาจารย์แนะนำพร่ำสอนอย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามอย่างนั้นก่อน เมื่อกลับไปวัดแล้วเราจะปฏิบัติอย่างไรนั้นก็แล้วแต่เรา

สำหรับข้อปฏิบัตินั้น ถ้าหากว่าเรารู้วิธีการและรู้หลักการในการปฏิบัติแล้ว เราจะทำอย่างไรๆ มันก็ไปเหมือนกันหมด หลวงพ่อเคยทดลองให้เขานั่งมองดูเสื่อน้ำมันหรือพื้นดิน แล้วไม่ต้องภาวนาก็ได้ มองดูเฉยๆ ก็สามารถได้สมาธิ ๖ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง เหมือนกัน หรือบางครั้งก็ให้เขาภาวนาว่า ขี้เกียจหนอๆ แต่เราไม่ขี้เกียจ ก็สามารถทำสมาธิได้เหมือนกัน

บางทีให้ภาวนาว่า อยากตายหนอๆ แต่ว่าเรายังไม่อยากตายหรอก ก็สามารถทำสมาธิสมาบัติได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ข้อนี้ ถึงแม้ว่าการปฏิบัติจะต่างกันก็ตาม ท่านทั้งหลายขอให้เข้าใจ ถึงแม้การปฏิบัติจะต่างกัน แต่ความประสงค์นั้นเหมือนกันหมด คือต้องการบรรลุมรรคผลพระนิพพาน เหมือนกันหมดนั่นแหละ

สรุปแล้วว่า การภาวนา จะภาวนาอย่างไรก็ตาม จะกำหนดอย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้ว เราไม่ได้เอาคำภาวนานี้ เราไม่เอา คำบริกรรมนี้เราไม่เอา เช่นเราภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอๆ ก็ดี หรือ พุทโธๆ ก็ดี หรือ สัมมา อะระหัง ก็ดี เราไม่เอา คำภาวนานี้ไม่เอา

เราภาวนาเพื่อรอการเกิดขึ้นของสมาธิ เราภาวนาเพื่อรอการเกิดขึ้นของมรรคผลพระนิพพานต่างหาก เมื่อใดสมาธิ มรรค ผล พระนิพพานเกิดขึ้นมาแล้ว คำภาวนานี้เราก็สลัดทิ้งไปทันที เหมือนกับเราข้ามแม่น้ำ เช่นว่าเราข้ามแม่น้ำโขง เราต้องอาศัยเรือขี่เรือข้ามฟาก เมื่อไปถึงฝั่งโน้นแล้ว เราก็สลัดเรือทิ้ง เดินขึ้นไปสู่บ้านหรือตำบลที่เราต้องการ ข้อนี้ฉันใด

พวกเราทั้งหลายต้องการที่จะบรรลุมรรค ผล พระนิพพาน แต่ว่าต้องอาศัยคำบริกรรมหรือคำภาวนา เมื่อเราได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ได้บรรลุสมาธิ สมาบัติแล้ว คำบริกรรม คำภาวนานี้เราทิ้งไป เราไม่เอา เราเอาสมาธิ สมาบัติ เอามรรค เอาผล เอาพระนิพพานต่างหาก คำบริกรรมนี้เราไม่เอา

อุปมาเหมือนกับเราอยากดื่มเครื่องดื่มสักขวดหนึ่ง เช่นว่า ต้องการอยากดื่มโค้กสักขวดหนึ่ง เวลาเราไปซื้อ เราก็ต้องเอามาทั้งขวดมัน เมื่อเอามาแล้วเราก็เปิดดื่ม ดื่มแต่น้ำของมัน ขวดเราก็ทิ้งไป ข้อนี้ฉันใด การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานก็เหมือนกัน ฉันนั้น ขณะที่เราบริกรรม เราภาวนาอยู่นี้ เราปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่นี้ก็เหมือนกัน

คำภาวนา คำบริกรรมนี่เราไม่เอา พองหนอ ยุบหนอ พุทโธๆ สัมมา อะระหัง นี่เราไม่เอา เราภาวนาหรือกำหนดเพื่อรอการเกิดขึ้นของสมาธิ เราภาวนาหรือกำหนดเพื่อรอการเกิดขึ้นของมรรค ผล พระนิพพานต่างหาก เมื่อใดสมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพานเกิดขึ้นมาแล้ว คำบริกรรมหรือคำภาวนานี้ก็สลัดทิ้งไป

ท่านทั้งหลาย เมื่อกล่าวมาถึงนี้ ท่านทั้งหลายอาจจะมีความเคลือบแคลงสงสัย โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่ยังไม่เคยปฏิบัติ หรือไม่เคยฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์ หรือไม่เคยฟังธรรมะที่หลวงพ่อบรรยายอาจจะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้น หลวงพ่อจึงจะน้อมนำเอาหลักฐาน ที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาสุมังคลวิลาสินี อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค ๓ ท่านกล่าวไว้ว่า

๑. ปฏิสมฺภิทปฺปตฺเตหิ วสฺสสหสฺสํ อฏฺฐาสิ พันปีที่หนึ่งเป็นยุคของพระอรหันต์ผู้ได้ปฏิสัมภิทา ๔ คือพระศาสนาล่วงเลยมา ๑ พันปี ในช่วงพันปีนี้ ถ้าผู้ใดมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว หากตนได้เคยสร้างสมอบรมบารมีมา ก็สามารถให้เกิดปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ ได้ คือแตกฉานในอรรถ แตกฉานในธรรม แตกฉานในปฏิภาณ แตกฉานในภาษา

๒. ฉฬภิญฺเญหิ วสฺสสหสฺสํ อฏฺฐาสิ พันปีที่สอง เป็นยุคของพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ คือพระศาสนาล่วงเลยมาถึง ๒ พันปี ในช่วง ๒ พันปีนี้ ถ้าผู้ใดได้มาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว ก็สามารถยังอภิญญา ๖ ให้เกิดขึ้นได้

หมายความว่า เมื่อก่อนโน้น ในปุเรกชาติโน้น ตนได้เคยบำเพ็ญบารมีมาแล้ว ได้อธิษฐานจิตให้เกิดอภิญญาทั้ง ๖ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเรามาภพนี้ชาตินี้ เราได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว ก็สามารถยังอภิญญาทั้ง ๖ ประการให้เกิดขึ้นได้

คือแสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิตของผู้อื่น ระลึกชาติหนหลังได้ รู้จักวิธีที่จะทำให้อาสวะกิเลสให้หมดไปจากขันธสันดาน อภิญญาจิตทั้ง ๖ ประการนี้ สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ หากได้บำเพ็ญบารมีทางนี้มาแล้ว แต่ถ้าหากว่าเราไม่เคยบำเพ็ญบารมีมาก็ไม่เกิด

๓. เตวิชฺเชหิ วสฺสสหสฺสํ อฏฺฐาสิ พันปีที่สาม เป็นยุคของพระอรหันต์ผู้ได้วิชชา ๓ คือพระศาสนาล่วงเลยมาถึง ๓ พันปี ในช่วง ๓ พันปีนี้ ถ้าหากว่าผู้ใดมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว ก็สามารถยังวิชชา ๓ ประการ ให้เกิดขึ้นได้ ได้แก่

๑) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ปัญญาระลึกชาติหนหลังได้

๒) จุตูปปาตญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดและความตายของบุคคลอื่น ว่าผู้นี้เขามาจากไหน มาเกิดที่นี้ด้วยกรรมอะไร ผู้นี้ตายแล้วเขาไปเกิดที่ไหนด้วยกรรมอะไร สามารถที่จะรู้ได้

๓) อาสวักขยญาณ ปัญญารู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป

๔. สุกฺขวิปสฺสเกหิ วสฺสสหสฺสํ อฏฺฐาสิ พันปีที่สี่ เป็นยุคของพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสกะ คือพระศาสนาล่วงเลยมาถึง ๔ พันปี ในช่วง ๔ พันปีนี้ ถ้าผู้ใดมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้บรรลุอริยมรรคอริยผลแล้ว ก็สามารถทำลายอาสวะกิเลสให้หมดไปจากขันธสันดาน

แต่ไม่สามารถยังคุณสมบัติอันใดอันหนึ่งให้เกิดขึ้นได้ เช่น ปฏิสัมภิทา ๔ ก็ดี อภิญญา ๖ ก็ดี วิชชา ๓ ก็ดี ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ เป็นแต่เพียงสามารถทำอาสวะกิเลสให้หมดไปจากขันธสันดาน ท่านเรียกว่า บรรลุโดยแห้งแล้ง

๕. ปาฏิโมกฺเขหิ วสฺสสหสฺสํ อฏฺฐาสิ พันปีที่ห้า เป็นยุคของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี คือพระศาสนาล่วงเลยมาถึง ๕ พันปี ในช่วง ๕ พันปีนี้ ผู้ใดมาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ถึงแม้จะใช้ความเพียรเรี่ยวแรงสักปานใดก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพียงแต่ให้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีเท่านั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค ๓

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายเมื่อกล่าวมาถึงนี้แล้ว ก็ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าเคลือบแคลงสงสัย หรือน้อยใจว่า สมัยนี้สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล พระนิพพานไม่มี ขออย่า ได้คิดอย่างนี้ ต่อไป คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต้องเพียบพูนสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ ๔ ประการ คือ

๑. มีสติทันปัจจุบัน คือยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำกิจอันใดๆ ก็ตามให้ทันปัจจุบัน

๒. มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม คือ ในขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจใดๆ ก็ตาม ให้มีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา

๓. วิริยะ ความเพียร เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียร มีความเพียรในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน พอใจในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน แข็งใจเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตั้งใจเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ฉลาดในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

๔. สัทธา ความเชื่อ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญพิเศษท่านทั้งหลาย เมื่อว่าเราไม่มีศรัทธา ก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้เกิดศรัทธา ถ้าศรัทธาของเรามีแล้วก็พยายามรักษาไว้ให้ดี

ถ้าศรัทธาของเราไม่เกิด หรือศรัทธาของเราไม่มีแล้ว เราจะปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตลอดไตรมาส ๓ เดือนนี้ ก็ไม่ สามารถที่จะบรรลุสมาธิ สมาบัติ อริยมรรค อริยผลได้เลย เพราะฉะนั้น หากว่าเราไม่มีศรัทธา เราก็ต้องคิดถึงคุณพระพุทธเจ้าบ้าง พระธรรมบ้าง พระสงฆ์บ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง เรานึกถึงพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีอย่างนั้นๆ มา นึกไปๆ เพื่อให้เกิดศรัทธา

หรือเรานึกถึงคุณของพระธรรมว่า พระธรรมนี้เป็นสภาวธรรมที่รักษาบุคคลไว้ไม่ให้ตกนรก ไม่ให้เกิดเป็นเปรต ไม่ให้เกิดเป็นอสุรกาย ไม่ให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อยู่ในโลกนี้ก็ไม่ต้องถูกปรับไหมใส่โทษ จองจำพันธนาการ ติดคุกตะราง ไม่ถูกประหารชีวิต

พระสงฆ์ก็เป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งพระศาสนา พระศาสนาล่วงเลยมาถึงทุกวันนี้ก็เพราะพระสงฆ์เป็นผู้สืบต่อ สืบทอดกันมาตามลำดับ นึกถึงอย่างนี้ หรือระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดศรัทธา เราก็ระลึกไป ถ้าศรัทธามีแล้วท่านทั้งหลาย การประพฤติปฏิบัตินี้ ก็จะดำเนินปฏิปทาไปได้ถูกต้อง แล้วก็สามารถบรรลุอริยมรรคอริยผลได้

ถ้าไม่มีศรัทธาแล้ว เราจะทำอย่างไรๆ ก็ไม่สามารถยังสามัญผลให้เกิดได้เลย โดยเฉพาะถ้าว่าไม่เชื่อครูบาอาจารย์ สมมุติว่า หลวงพ่อแนะนำพร่ำสอนท่านทั้งหลายทุกวันๆ อยู่ แต่ท่านไม่เชื่อ ทำอย่างไรก็ไม่เชื่อ พอสอนอย่างนี้ ก็ไม่เชื่อ ทำอย่างนั้นก็ไม่เชื่อ บรรยายธรรมะอะไรให้ฟังก็ไม่เชื่อ เพียงแต่ว่าไม่เชื่อครูบาอาจารย์อย่างเดียวเท่านั้น หมดเลยท่านทั้งหลาย การปฏิบัตินี้ไม่สามารถที่จะบรรลุอริยมรรคอริยผลได้

นั่งกัมมัฏฐานไปก็นึกเห็นแต่ครูบาอาจารย์ แล้วก็ไม่พอใจ การพูดจาปราศรัยก็ไม่พอใจ การเทศน์การสอนก็ไม่พอใจ การอยู่การฉันก็ไม่พอใจ อะไรๆ ไม่พอใจครูบาอาจารย์ทั้งหมด ถ้าว่าไม่พอใจ ไม่ศรัทธาแล้วท่านทั้งหลาย การประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะได้ผลเลย เพราะฉะนั้น หากว่าในขณะนี้ ท่านไม่ศรัทธาในหลวงพ่อ ก็ขอให้ข่มใจกำหนดว่า รู้หนอๆ

ถึงจะไม่ศรัทธาในหลวงพ่อก็ขอให้ศรัทธาในธรรมะว่า ธรรมะที่หลวงพ่อนำมาบรรยายทุกวันๆ นี้ เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมะของหลวงพ่อ เราไม่ศรัทธาหลวงพ่อแล้ว เราศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้า หากว่า เกิดไม่พอใจขุ่นเคืองในครูบาอาจารย์ขึ้นมา เมื่อกำหนดว่า รู้หนอๆ หรือ หยุดหนอๆ หยุดทันที

อันนี้ คุณสมบัติทั้ง ๔ ประการนี้ ต้องพยายามให้เกิดให้มีขึ้นในขันธสันดาน ต่อไปก็ขอเตือนสติท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายในขณะที่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่นี้

๑. ระวัง อย่าให้เกิดอาการเครียด ไม่ใช่ว่าตึงเครียด เกิดอาการเครียด ถ้าหากว่าเกิดอาการเครียดขึ้นมาแล้วมันจะเกิดโรคประสาท ทำให้เป็นบ้าได้ การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานจะไม่ได้สมาธิ สมาบัติ ไม่สามารถยังมรรคผลพระนิพพานให้เกิดขึ้นได้เลย เพราะฉะนั้น อย่าให้เกิดความเครียด

๒. อย่าให้ความต้องการเกิดขึ้น เช่น เราคิดว่า วันนี้เราจะนั่งกัมมัฏฐานให้ได้สมาธิ ให้ได้ฌาน เราจะนั่งกัมมัฏฐานวันนี้ ให้ได้มรรค ผล พระนิพพาน นั่งไปๆ ถ้ามันเกิดตามความตั้งใจ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโลภะความโลภ ถ้ามันไม่เกิดตามความต้องการ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโกสัชชะ ความเกียจคร้าน เกิดความท้อแท้ เกิดความหดหู่ ไม่อยากปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต่อไป เหตุนั้น ระวังอย่าให้ความต้องการเกิดขึ้น

๓. อย่าอยากเป็นผู้วิเศษ เช่นว่า อยากได้หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิตของผู้อื่น ระลึกชาติหนหลังได้อะไรทำนองนี้ ขออย่าอยากเป็นผู้วิเศษ ถ้าผู้ใดอยากเป็นผู้วิเศษ ร้อยทั้งร้อยมาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เป็นบ้า ท่านทั้งหลาย

เท่าที่ผ่านๆ มา บางรูปปฏิบัติ มีแต่อยากได้โน้น อยากได้นี้ เมื่อก่อนโน้นเห็นเป็นบ้าไปหลายๆ รูปเหมือนกัน บางรูปก็ถึงตายๆ ไปก็มี ไปรักษาไม่หาย คือมันเป็นอย่างแรง กลับไปบ้านรักษาไม่หายก็มี

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายขออย่าอยากเป็นผู้วิเศษ เรื่องคุณวิเศษทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา เช่น แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ ก็ดี วิชชา ๓ ก็ดี อภิญญา ๖ ก็ดี หากว่าเราเคยสร้างสมอบรมบารมีมาแล้ว ไม่อยากให้เกิดมันก็เกิด ไม่อยากให้มีมันก็มี แต่ถ้าเราไม่เคยบำเพ็ญบารมีมาก่อน แม้ว่าเราอยากให้เกิดก็ไม่เกิด อยากให้มีก็ไม่มี

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายคิดว่า แล้วแต่บุญกุศลที่เราสร้างสมอบรมมาเถิด เราตั้งจิตตั้งใจไว้อย่างนี้ก็ปฏิบัติไปๆ หากว่าเราเคยสร้างบารมีมาแล้ว หูทิพย์ ไม่อยากได้มันก็ได้ ตาทิพย์ไม่อยากได้มันก็ได้ การที่รู้จิตรู้ใจของผู้อื่น ไม่อยากได้มันก็ได้ ระลึกชาติหนหลังได้ก็ดี รู้จักการเกิดการตายของบุคคลอื่นและสัตว์อื่นก็ดี ไม่อยากได้มันก็ได้ ถ้าหากว่าเราเคยบำเพ็ญบารมีมา แต่ถ้าหากไม่เคยบำเพ็ญบารมีมาก่อน จะทำอย่างไร มันก็ไม่ได้

เอาละท่านทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อบรรยายธรรมะ กระท่อนกระแท่นมา ไม่สะดวกสบาย การฟังไม่รื่นหู ภาษาที่ใช้ก็กระท่อนกระแท่นอะไรทำนองนี้ ก็ขออภัยหลายๆ ด้วย แล้วก็ขอเตือนสติพิเศษอีกอย่างหนึ่งว่า

การเจริญกัมมัฏฐานในหน้าพรรษานี้ เราหนักไปทางวิปัสสนา แล้วก็วิธีการเจริญวิปัสสนาก็ต้องใช้วิธีกำหนด ก็ขออธิบายสั้นๆ ถ้าการเจริญสมถกัมมัฏฐานนั้นใช้วิธีบริกรรม คือตั้งจิตตั้งใจจะบริกรรมให้จิตของเราสงบ ตั้งมั่น เป็นอัปปนาสมาธิ

ถ้าเจริญวิปัสสนาใช้วิธีกำหนด เช่นว่า พองหนอ ต้นพอง กลางพอง สุดพองมันเป็นอย่างไร ให้รู้ นี่เรียกว่า วิธีกำหนด ยุบหนอ ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ มันเป็นอย่างไร ต้องรู้ ขวาย่างหนอ เริ่มยกขึ้น กับก้าวไป แล้วเหวี่ยงลง มันเป็นอย่างไรก็ต้องรู้

ปวดหนอๆ หรือว่าทุกข์หนอๆ อาการปวดเป็นอย่างไร กำหนดแล้วเป็นอย่างไร สุขหนอๆ เมื่อเรากำหนดแล้ว ความสุขมันเป็นอย่างไร หรือว่า เราคิดหนอๆ เมื่อเรากำหนดแล้ว มันเป็นอย่างไร ความคิดมันเกิดขึ้นเมื่อไร มันดับไปเมื่อไร ต้องรู้ การที่รู้อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเจริญวิปัสสนาภาวนา เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจไว้ตรงนี้ก็พอ แล้วก็พยายามประพฤติปฏิบัติต่อไปจนกว่าครูบาอาจารย์จะเปลี่ยนวาระให้ ขออย่าเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

สำหรับครูบาอาจารย์ที่เคยประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ก็ขออย่าว่า เราเคยเดินจงกรมมาถึงระยะที่ ๖ แล้ว แล้วจะไปเดินเอาระยะที่ ๔ ที่ ๕ ไม่ได้นะ ท่านทั้งหลาย ต้องตั้งต้นใหม่ เพราะว่า สติของเรายังไม่สมบูรณ์ ออกจากห้องปฏิบัติไปแล้ว มีภาระธุระทางวัดทางอะไรร้อยแปดพันประการ สติมันอ่อนกำลังลงไป สมาธิก็อ่อนกำลังลงไป

เราต้องทำเพิ่มใหม่ เราจะไปเดินจงกรม หรือภาวนาตามใจชอบเหมือนที่เราเคยปฏิบัติมาครั้งแรกนั้นไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป มันจึงจะได้ แต่สำหรับผู้ใหม่ก็คิดว่า อยากเดินระยะจงกรมโน้น อยากเดินระยะจงกรมนี้ ก็อย่าคิดเช่นนั้น เพราะว่า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมันยังไม่สมดุลกันก็ไปไม่ได้

เท่าที่ได้บรรยายมา ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.


[1] (ขุ. ขุทฺทกปาฐ-ธมฺมปทคาถา ๒๕/๑๘/๓๐)