ปรับความเข้าใจเรื่องปริวาส (๒)


หลวงพ่อรู้สึกซาบซึ้งยินดี ปีติ ตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นท่านหลวงปู่ หลวงตา ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ องค์เณร ปะขาว แม่ชี ที่สละความห่วงใยทั้งหมดมาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันในหน้าพรรษา

การปฏิบัติธรรมในหน้าพรรษานี้ ถือว่าปฏิบัติตามมติที่ประชุม ท่านทั้งหลายก็อย่าได้คิดว่าหลวงพ่อจัดงานปริวาสในหน้าพรรษา หรือว่าจัดงานปริวาสหลังจากสอบธรรมสนามหลวงแล้ว อะไรทำนองนี้ ขออย่าได้คิดอย่างนั้น

ก่อนอื่นที่จะเข้าสู่หัวเรื่อง ก็ขอประชาสัมพันธ์ให้รู้ให้ทราบเป็นบางสิ่งบางประการ เกี่ยวกับสถานที่อยู่ ท่านทั้งหลายอาจจะไม่สะดวก ก็คิดว่าพอที่จะอยู่ได้ตามที่พวกเราทั้งหลายเป็นผู้สันโดษ ถ้าว่าจะทำกุฏิเป็นหลังๆ ไปก็ทำไม่ได้ หรือว่าในขณะนี้เราไม่เห็นญาติโยมทั้งหลายมาช่วยเหลือ เราก็อย่าได้คิดว่า ญาติโยมเขาใจจืดใจดำ ไม่นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่มาสู่สำนัก ขออย่าได้คิดอย่างนี้

เพราะถือว่าเป็นเรื่องของพวกเราทั้งหลาย เป็นนักปฏิบัติธรรมสมัครเล่น หรือว่าเข้าปริวาสกรรมสมัครเล่น คือมาด้วยความพอใจ มาด้วยความชอบใจ ไม่ได้เกี่ยวกับญาติโยม เขาจะมาช่วยหรือไม่ช่วยก็ไม่ว่า เขาจะมาถวายภัตตาหารเช้า ภัตตาหารเพล ก็ไม่ว่า จะไม่มาก็ไม่ว่า มาก็สาธุอนุโมทนา ไม่มาก็ไม่ว่ากระไร คือจะไม่ยุ่งกับการทำงาน เรื่องการทำนาทำไร่ของเขา ปล่อยให้เขาทำไปโดยสะดวกใจ

ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่า เรามาอยู่ด้วยกันตั้งหลายรูป หลวงพ่อคงจะหนักใจ คงจะเป็นภาระเพราะพวกเราทั้งหลาย อะไรทำนองนี้ ขอร้องท่านทั้งหลายอย่าได้คิดเช่นนั้นเลย หลวงพ่อไม่ได้หนักใจ ถึงจะหนักใจก็ไม่เท่ากับคนขี้เหล้าเมายาคนเดียวมาหา มันหนักใจกว่า

ส่วนท่านทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผู้ทรงศีลทรงธรรมมาหา แม้จะมาเป็นร้อยๆ หรือเป็นพันๆ หลวงพ่อก็ไม่หนักใจ มีแต่จะปลื้มใจ ดีใจ เกิดความยินดีปราโมทย์ในจิตในใจ เอ หลวงพ่อจะมีอะไร จะมีข้าวปลาอาหารภัตตาหารเช้าภัตตาหารเพลเลี้ยงหรือ อะไรทำนองนี้ อย่าได้คิดอย่างนั้นเลย

หลวงพ่อคิดว่า ท่านทั้งหลายที่มาสู่สถานที่นี้ล้วนแต่เป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม ล้วนแต่เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว เมื่อท่านผู้ทรงศีลทรงธรรม ท่านผู้มีบารมีธรรม ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว คิดว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่ปล่อยให้หลวงพ่อตาย

เทวดาทั้งหลาย คงจะมีหูแก้วตาทิพย์ว่า ขณะนี้พระสงฆ์ผู้ทรงศีลาจารวัตรเป็นอันดี ได้พร้อมเพรียงกันมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักวัดพิชโสภาราม เทวดารู้แล้วก็คงจะคิดอะไรๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น หลวงพ่อจึงไม่หนักใจเรื่องการอุปถัมภ์อุปัฏฐาก หากว่ามามากกว่านี้ ก็คิดว่า คงอุปถัมภ์อุปัฏฐากได้ แต่ถ้าจะให้เหลือเฟือก็คงเป็นไปไม่ได้

เพราะว่างานนี้ หลวงพ่อทำมาหลายๆ ปีแล้ว ในแต่ละปีๆ ก็เห็นว่า ครูบาอาจารย์ก็ยังพอเป็นไปได้ อันนี้ก็ขอเกริ่นๆ บอกล่วงหน้า ขออย่าได้คิดหวั่นใจและหนักใจว่า เราจะเป็นภาระของหลวงพ่อไหม อย่าคิดว่าหลวงพ่อจะเลี้ยงอุปถัมภ์อุปัฏฐากบรรดาท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายไม่ได้ อะไรทำนองนี้ ขออย่าได้คิดเช่นนั้นเลย เรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ขอพวกท่านอย่าได้เป็นกังวลใจใดๆ ทั้งสิ้น

ท่านทั้งหลาย การเข้าปริวาสกรรมนี้ เราทำกันมาเป็นเวลานานตั้งแต่โบราณาจารย์มาถึงรุ่นทวด รุ่นปู่ รุ่นพ่อของพวกเรา ท่านก็ทำกันอยู่อย่างนี้ แต่มันหยุดมันขาดไปพักหนึ่ง แล้วก็เริ่มเกิดมีขึ้นในสมัยที่ หลวงพ่อกิตติวุฑโฒ ท่านไปจัดการอบรมพระสงฆ์ภายในประเทศของเราที่ จิตตภาวัน และก็มีงานปริวาสอยู่ที่นั้นด้วย หลังจากนั้นมางานปริวาสก็จัดติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

ส่วนงานปริวาสดั้งเดิมที่จัดขึ้นยุคใหม่นี้ มีอยู่ที่ จิตตภาวัน แต่กิจกรรมและวิธีกรรมที่จัดขึ้นก็แตกต่างกันไป แล้วแต่กุศโลบายของครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์สำนักหนึ่งหรือที่หนึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่สำหรับคำขอคำอะไรทุกอย่างเหมือนกันหมด

แต่ระเบียบแบบแผนที่จัดขึ้นมาไม่เหมือนกันเหมือนกับที่เราจัดอยู่นี้แหละ ก็จะไม่เหมือนที่อื่น แต่เข้าปริวาสเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน อย่างอยู่สำนักนี้ (วัดพิชฯ) เวลาเข้าปริวาสแล้วจะไม่ออกบิณฑบาต แล้วก็ส่วนมากจะไม่ได้เก็บวัตร เว้นไว้แต่บางปี เช่น ปีที่แล้วผ่านมาแล้ว ได้เก็บวัตร เพราะเห็นว่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายที่มาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม เป็นผู้ตั้งอยู่ในระเบียบแบบแผนอันดี

แม้เก็บวัตรแล้วก็ไม่ออกไปนอกวัด ยังอยู่ในวัด เห็นว่าลูกศิษย์ลูกหาพากันตั้งอยู่ในจริยาวัตรอันดีเช่นนี้ ก็เลยให้เก็บวัตร เพื่อสะดวกกับพระเจ้าพระสงฆ์ที่จรไปๆ มาๆ เราจะไม่เป็นภาระเรื่องการบอกวัตร หรือครูบาอาจารย์พาญาติพาโยมมาถวายภัตตาหารเช้า-เพล ก็จะไม่เป็นภาระธุระในการบอกวัตร ก็เลยเก็บวัตร ก็เห็นว่ามันสะดวกขึ้นมา แต่ส่วนมากไม่ได้เก็บวัตร

การอยู่ปริวาสกรรมที่เราอยู่นี้ ปริวาสนี้เป็นแต่เพียงองค์ประกอบ แต่ความมุ่งหมายที่จริงๆ นั้น มุ่งหนักไปทางปฏิบัติ คือต้องการให้ผู้มาประพฤติปฏิบัตินั้น ได้ความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาในภาคปฏิบัติ เข้าใจในภาคปฏิบัติจนสามารถทำสมาธิ ทำฌาน ยังอริยมรรคอริยผลให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน ตามบุญญาธิการที่ได้สร้างสมอบรมมา อันนั้นเป็นความประสงค์หลักที่สุด แต่ปริวาสนี้เป็นเพียงองค์ประกอบ หากว่าไม่มีปริวาส การปฏิบัติก็จะไม่ได้ผลคุ้มค่า คือไม่ได้ผลเท่าที่ควร ก็เลยให้มีปริวาสประกอบขึ้นมาอีก

ท่านทั้งหลาย ที่พูดๆ กันว่า เข้ากรรม นี่ภาษาบ้านเราตื้นๆ ว่า เข้ากรรม คำว่า เข้ากรรม ก็คือ เข้าทำงานเพื่อความบริสุทธิ์ หมายความว่า เราทำงานทางใจ ต้องการที่จะให้เกิดความบริสุทธิ์ นับตั้งแต่สีลวิสุทธิขึ้นมา จนถึง จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ ไปตามลำดับๆ

การงานใดที่เรามากระทำเพื่อต้องการความบริสุทธิ์ หรือว่างานใดที่เราเข้าอยู่หรือเข้าค่ายหรือเข้าอยู่ในสถานที่ ที่จำกัดให้อยู่ ก็เรียกว่า อยู่กรรม คืออยู่ทำงานเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์

คำว่า ปริวาส ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน ปริวาสนี้ท่านแบ่งเป็นภาค เป็นปริวาส มานัตต์ ปฏิกัสสนา และอัพภาน มีองค์ประกอบ ๔ องค์

คำว่า ปริวาส แปลว่า อยู่ใช้ให้ครบกำหนดที่ปกปิดไว้ก่อน สมมุติว่าเราต้องครุกาบัติ เช่น เราได้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสมาแล้ว ๕ วันอย่างนี้ เราต้องอยู่ปริวาสให้ครบ ๕ วันเสียก่อน จึงจะขึ้นมานัตต์ได้ นี่เรียกว่า ปริวาส หรือว่าบางท่านบวชมาเป็นปี ปกปิดอาบัติไว้เป็นปี ก็ต้องอยู่ปริวาสครบปีเสียก่อนจึงจะขึ้นมานัตได้ อันนี้เรียกว่า ปริวาส

ท่านทั้งหลาย เมื่อกล่าวมาถึงนี้อาจจะเกิดความไม่สบายใจขึ้นมาว่า ทำอย่างไร เรานี้บวชมาตั้ง ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปีแล้ว เรามาอยู่ปริวาสเพียง ๓ วันแล้วก็ขึ้นมานัตต์ มันจะบริสุทธิ์ได้ไหม อะไรทำนองนี้ ท่านทั้งหลายขออย่าได้คิดเช่นนั้น เพราะว่าพวกเราทั้งหลาย ส่วนมาก เราปลงอาบัติเกือบจะทุกวัน หรืออย่างช้าที่สุด ๒ วัน หรือ ๓ วัน ก็ปลงอาบัติ

แม้จะต้องหรือไม่ต้อง(อาบัติสังฆาทิเสส)ก็ตาม เราเผื่อเหนือตกใต้ เราก็ได้ปลงอาบัติตามปกตินั้น ๓ วันเราต้องปลงอาบัติแล้ว หรือหากว่าประมาทมากกว่านี้ ๗ วันเราก็ปลงอาบัติ วันพระเราก็ปลงอาบัติ หรือแม้จะช้าสักปานใดก็ตาม คงไม่เกิน ๑๕ วัน เราก็ปลงอาบัติ เพราะ ๑๕ วันเราลงอุโบสถ เราก็ปลงอาบัติกัน

แต่เท่าที่เห็น โดยเฉพาะในภาคอีสานนี่ เท่าที่หลวงพ่อไปๆ มาๆ แล้วสังเกต ในสมัยที่เป็นเณรจนมาถึงปานนี้ พวกเรานั้นส่วนมากปลงอาบัติกันทุกวันๆ อย่างช้าก็ ๓ วันก็ปลงอาบัติ ท่านทั้งหลาย เมื่อ ๒-๓ วัน เราปลงอาบัติอย่างนี้ ก็ถือว่าเราไม่ได้ปกปิด ถือว่าเราปกปิดได้เพียง ๓ วัน เราอยู่ปริวาส ๓ วันก็ขึ้นมานัตต์ได้

อีกอย่างหนึ่ง ท่านทั้งหลาย หากว่าเราปลงอาบัติทุกวันๆ อยู่ก็ดี หรือว่า ๓-๔ วันปลงอาบัติครั้งก็ดี ในขณะที่ปลงอาบัตินั้น ก็ถือว่าเราได้บอกไว้แล้วนะ เราได้บอกแล้ว เราไม่ได้ปกปิด ท่านทั้งหลายก็คิดดูว่า คำที่ปลงอาบัตินั้นนะว่า สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ, สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ

คือเราได้บอก(เปิดเผย)ทั้งครุกาบัติ ทั้งลหุกาบัติ ส่วนที่เป็นลหุกาบัติ เช่น ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ ทุพภาษิต ก็เป็นอันว่าพ้นไปบริสุทธิ์ไป ส่วนที่เป็นครุกาบัติ เช่น อาบัติสังฆาทิเสส นี่ก็ถือว่าเราได้บอกไว้แล้ว ไม่ถือว่าปกปิดไว้แต่อย่างใด

มีพระเถระรูปหนึ่งมาปฏิบัติอยู่ที่นี่ ท่านบวชมาแล้ว ๒๐ กว่าปี ปฏิบัติมา ๒๐ กว่าปีแล้ว ปฏิบัติไปๆ ได้ ๓ วัน สภาวะธรรมมันก็เกิดขึ้น เมื่อสภาวะธรรมเกิดขึ้น ดวงจิตนี่ เหมือนกับมันมีตนมีตัว มันพูดขึ้นมาเหมือนกันกับเราเปิดวิทยุฟัง เหมือนเอาวิทยุนี่ไปไว้ในร่างกายของเรา ไปไว้ที่หัวใจของเรา เวลาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานไป ก็ร้องขึ้นมาว่า กรรมขาดแล้วๆ

พระเถระรูปนั้นก็บอกว่า มันขาดได้อย่างไรหว่า หรือว่าเราอยู่ปริวาส เรารักษาวัตรไว้ไม่ดี สำรวจไปสำรวจมา มันก็ไม่ขาดนี่นา เราไม่ได้ล่วงละเมิดกฎของการเข้าปริวาส แต่ท่านก็ไม่สามารถที่จะตัดสินได้ว่า เพราะอะไร มันจึงเป็นอย่างนี้ ปฏิบัติไปๆ นั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี มันอุทานขึ้นมาว่า กรรมขาดแล้วๆ ขึ้นมานัตต์ได้ๆ

เมื่อปัญญาแก่กล้า ก็รู้ขึ้นมาว่า คำว่า กรรมขาด นี่ ก็หมายความว่า เราอยู่ปริวาสกรรมจนครบกำหนดแล้ว เพราะว่าเมื่อก่อนโน้น แม้ว่าเราจะบวชมานานสักปานใดก็ตาม เราปลงอาบัติเกือบทุกวัน เมื่อปลงอาบัติเกือบทุกวันแล้ว ก็เป็นอันว่า เราไม่ได้ปกปิดอาบัติไว้ เราเข้าปริวาสมา ๓ วันนี้ ก็ครบอายุของปริวาสแล้ว ขึ้นมานัตต์ได้แล้ว เกิดความรู้ขึ้นมา

มีบางรูปมาถามหลวงพ่อ มาจากส่วนกลางก็มี อย่างอาจารย์มหาวิเลิศ กับ อาจารย์มหาฝ้าย อาจารย์มหาวิเลิศนี่ประโยค ๗ อาจารย์มหาฝ้ายก็ประโยค ๙ ขึ้นเครื่องบินมาลงที่อุบลฯนี่ แล้วต่อรถมา มาถามเลยว่า หลวงพ่อ ผมนี่บวชมา ๑๐ กว่าปีแล้ว มาเข้าปริวาส ๓ วันเท่านั้น มันจะบริสุทธิ์ได้อย่างไร อายุของปริวาสน่ะ มันจะครบได้อย่างไร เพราะว่าผมไม่เคยได้บอกได้เปิดเผยเลย

หลวงพ่อเลยบอกว่า อาจารย์มหาจบเปรียญธรรม ๗ ประโยค เปรียญธรรม ๙ ประโยค ก็ลองคิดถึงโครงอุโบสถบทที่ท่านแต่งไว้ให้ปลงอาบัตินั่นว่า สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ... คือเราบอก ทั้งที่เป็นครุกาบัติ ทั้งที่เป็นลหุกาบัติ เวลา สัพพา ตา...เราบอกทั้งส่วนที่เป็นครุกาบัติ ทั้งที่เป็นลหุกาบัติแล้ว

ส่วนที่เป็นลหุกาบัติก็เป็นอันพ้นไป ส่วนที่เป็นครุกาบัติ เราก็ได้บอกไว้แล้ว เราไม่ได้ปกปิดดอกท่านอาจารย์มหา อาจารย์มหาทั้ง ๒ รูปนั้นยกมือท่วมหัวเลยว่า หลวงพ่อครับ ผมนี้เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค ผมนี้เป็นเปรียญธรรม ๗ ประโยค ผมยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย เรื่องอย่างนี้ๆ ผมยังไม่ได้คิดเลย พอได้ฟังหลวงพ่อพูดเท่านั้น ผมจึงเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา

นี่แหละท่านทั้งหลาย อย่าได้คิดว่าเราเข้าปริวาสเพียง ๓ วัน จะไม่บริสุทธิ์ อะไรทำนองนี้ อย่าได้คิดอย่างนั้นเลย ถ้าว่าเราได้ปลงอาบัติบ่อยๆ ก็ถือว่าเราได้บอกไว้แล้ว

ทีนี้เมื่อเราเข้าปริวาสแล้ว สมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ขึ้นมานัตต์ คำว่า มานัตต์ นี่แปลว่า นับราตรี คือต้องอยู่ให้ครบทั้ง ๖ ราตรีเสียก่อน จึงจะขออัพภานกรรมได้

การขึ้นมานัตต์นี่ หากว่าเราประพฤติปฏิบัติธรรม เหมือนทำอยู่ทุกวันนี้ เราประพฤติมานัตต์อยู่ ๓ วันก็บริสุทธิ์แล้ว แต่ก็ยังอัพภานกรรมไม่ได้ เพราะว่ามานัตต์นี่ต้องสำเร็จด้วยสงฆ์ คือสงฆ์เป็นผู้ตัดสิน เมื่อเราประพฤติมานัตต์ครบ ๖ ราตรีแล้ว จึงจะอัพภานกรรมได้

คำว่า อัพภาน นี่แปลว่า กิริยาที่เรียกเข้าหมู่ คือสงฆ์เป็นผู้รับรอง สงฆ์ ๒๐ รูป(เป็นอย่างน้อย)เป็นผู้รับรองว่าบริสุทธิ์แล้ว ก็เรียกเข้าหมู่ได้

ทีนี้ท่านทั้งหลาย ถ้าหากว่าในขณะที่เราอยู่ปริวาสอยู่ก็ดี ปฏิบัติมานัตต์อยู่ก็ดี บังเอิญไปต้องครุกาบัติตัวใดตัวหนึ่งซ้ำเข้าอีก ก็จำเป็นต้องขอปฏิกัสสนา ปฏิกัสสนา คือ กิริยาที่เรียกเข้าหาอาบัติเดิม

สมมติว่า เราอยู่ปริวาสมา ๓ วันแล้ว สมมติว่า เราปกปิดอาบัติไว้ ๖ ราตรีนะ เราเข้าปริวาสมาถึง ๓ ราตรีแล้ว อีก ๓ ราตรีก็จะขึ้นมานัตต์ได้ บังเอิญไปต้องครุกาบัติตัวใดตัวหนึ่งอีก เมื่อเราต้องครุกาบัติอย่างนี้ก็ต้องขอปฏิกัสสนา คือต้องอยู่ปริวาสกรรมใหม่ ถ้าสมมติว่าเราต้องครุกาบัติ สมมติว่าเราปกปิดไว้ ๑ คืน ๑ วัน ก็ต้องอยู่ปฏิกัสสนา ๑ วัน แล้วก็รวมกันทั้งปริวาสที่เหลืออยู่อีก ๓ วัน เราอยู่ปริวาสทั้ง ๖ ราตรี เราก็ขอมานัตต์ได้

แต่ทีนี้เราอยู่มาได้ ๓ วัน ไปต้องครุกาบัติซ้ำเข้าไปอีก เราก็ต้องปฏิกัสสนาปริวาส ๑ วัน ๑ คืนแล้วก็อยู่ปริวาสต่ออีก ๓ วัน ก็เป็นอันว่าปีนั้น เราเข้าปริวาส ๗ ราตรี จบแล้วจึงจะขึ้นมานัตต์ได้

อีกเหตุหนึ่ง ถ้าหากว่า ในขณะที่เราอยู่มานัตต์อยู่ ในขณะที่เราประพฤติมานัตต์อยู่ได้ ๕ ราตรี เหลืออีก ๑ ราตรี ก็จะได้อัพภานกรรม บังเอิญไปต้องครุกาบัติตัวใดตัวหนึ่งซ้อนเข้าอีก ก็ต้องปฏิกัสสนาในมานัตต์ หากว่าเราต้องครุกาบัติแล้วปกปิดไว้คืนหนึ่ง ก็ต้องปฏิกัสสนามานัตต์อีก ๑ คืน ก็อยู่ชดเชยอีกคืนหนึ่ง จึงจะได้อัพภานกรรม

พวกเราทั้งหลายส่วนมาก ไม่ได้ปฏิกัสสนาหรอก แต่หากว่าจำเป็นจึงจะได้ปฏิกัสสนา ถ้าอยู่เหมือนกับที่พวกเราทั้งหลายอยู่อย่างนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิกัสสนา

ข้อสำคัญ ขอให้ท่านทั้งหลายระวังตัวเอง ขอให้เอาชนะตัวเองให้ได้ อย่าแพ้ตัวเอง อย่างไรๆ ก็พยายามเอาชนะตัวเอง อย่าให้ปฏิกัสสนา หากว่าอารมณ์ทางเพศมันรุนแรง วิธีแก้ไขก็ง่ายนิดเดียว เอายาทิงเจอร์มาเก็บไว้เลย เวลามันเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา มันทนไม่ไหวจริงๆ เทยาทิงเจอร์ลงไปใส่เลย หดเข้าเหมือนดักแด้เลย

แล้วก็ไม่เป็นไรหรอก การที่ล่วงทางเพศไม่มี วิธีแก้มันง่าย ไม่ต้องกำหนดมันหรอก แข็งหนอๆ ก็ไม่ต้องกำหนดหรอก ไม่ต้องกำหนดอะไรทั้งนั้น แสดงปฏิกิริยาขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องกำหนด รู้หนอๆ ก็ไม่ต้องกำหนด มันจะเอากูจริงๆ หรือนี่ เปิดขวดยาทิงเจอร์มาแล้วเทใส่เลย

เหมือนกับพระรูปหนึ่งไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ที่อุบลฯนี่ ปีนั้นไปผ่านิ่ว แต่ขอร้องว่า ไม่เอ่ยชื่อเขา เวลาไปผ่านิ่ว นางพยาบาลก็มาจับดู พอดีจับดู มันก็แสดงปฏิกิริยาขึ้นมา ก็พูดว่าอย่ากำหนัดสิๆ มันยิ่งขึ้นมาก อย่ากำหนัดฉันสิๆ มันก็ยิ่งมีปฏิกิริยาขึ้นๆ ของกายสิทธิ์มันตึงขึ้นๆ เขาบอกอย่างไรก็ยังไม่ยอมลดราวาศอก

ผลสุดท้าย เขาเอายาทิงเจอร์เทใส่ให้ พอมันถูกยา ทิงเจอร์เท่านั้น มันก็หดปานดักแด้ แทนที่เราจะต้องอาบัติสังฆาทิเสส ไม่เป็นอะไร เจ็บแสบนิดๆ หน่อยๆ อันนี้วิธีแก้ง่ายๆ เรายังไม่ได้ใช้กัมมัฏฐานตอนนี้ แต่ว่าใช้วิธีแก้ง่ายๆ ทำไปตามประสาชาวบ้าน

มีพระรูปหนึ่งมาปฏิบัติอยู่ในห้องกัมมัฏฐาน แต่ขอร้องอย่าทำเหมือนพระรูปนั้น เวลาทำไปทำไป แล้วก็บอกว่า หลวงพ่อ ผีมาเสพผม ผมเดินจงกรมอยู่ ผีมาเสพผม อย่างโน้นอย่างนี้ นั่งสมาธิอยู่ ผีมาเสพผมอย่างนั้นอย่างนี้ คืออารมณ์ทางเพศมันแรงเวลาปฏิบัติขึ้นมา เวลาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานไปนี่ พวกนิพพิทาญาณมันเกิดขึ้นมา พวกปฏิสังขาญาณ พวกนิพพิทาญาณมันเกิดขึ้นมา มันจะเกิดรุนแรงขึ้นมา ผลสุดท้ายแกเอาเข็มแทงเลย แทงด้านหลังทะลุเลย หลวงพ่อๆ เสร็จผมแล้วๆ อะไร เสร็จผมแล้ว ผมเอาเข็มแทงเอา ว่างั้น

เรื่องอย่างนี้ก็อย่าให้มี เพราะเป็นการทำร้ายตัวเอง ต้องอาบัติ เป็นอันว่าเมื่อเราขึ้นมานัตต์ครบ ๖ ราตรีแล้ว ก็จึงจะได้อัพภานกรรม เมื่อสงฆ์อัพภานกรรมแล้ว ก็ถือว่าสมบูรณ์ ก็ถือว่าศีลของเราก็สมบูรณ์ขึ้นมาแล้ว

ทีนี้ หากว่าการอยู่ปริวาสยังไม่ได้อัพภานกรรม เช่นอยู่ปริวาสไปแล้วยังเหลืออยู่อีก ๑๐ วัน จะได้ขอขึ้นมานัตต์อย่างนี้ บังเอิญเราสิกขาลาเพศไปซะ ยังไม่ได้ขึ้นมานัตต์ ยังไม่ได้ขึ้นอัพภานกรรมเลย เราอยู่ปริวาสกรรมมานานพอสมควร เหลืออีก ๑๐ วัน จะครบอายุของปริวาสแต่เราสิกขาลาเพศไปซะ เมื่อสิกขาลาเพศไป ภายหลังกลับมาบวชใหม่ ก็ต้องอยู่ปริวาสอีก ๑๐ วัน ต้องอยู่ปริวาสให้ครบ ๑๐ วัน จึงจะขึ้นมานัตต์ได้

นี่พระพุทธเจ้าเด็ดขาดนะ คือไม่ยอมให้เข้าหมู่ได้ง่ายๆ หากว่ายังไม่บริสุทธิ์แล้ว ไม่ทรงรับรอง แต่พระองค์ก็ทรงให้เกียรติ แทนที่เรามาบวชใหม่ จะต้องอยู่ปริวาสนับ ๑ ใหม่ ก็ไม่ต้องนับใหม่ (ให้นับบวกราตรีได้เลย) ที่อยู่ปริวาสมาแล้วก็ถือว่าเป็นอันแล้วไป แต่ที่ยังไม่ได้อยู่ยังอีก ๑๐ ราตรีนี่ยังไม่ได้อยู่ ก็ต้องอยู่ปริวาสให้ครบ ๑๐ ราตรีเสียก่อน จึงจะขึ้นมานัตต์ได้

หรือบางที ในขณะที่เราประพฤติมานัตต์อยู่ ยังอีก ๑ ราตรีจะครบ ๖ ราตรี แล้วจะได้อัพภานกรรม บังเอิญสิกขาลาเพศไปซะ เมื่อสิกขาลาเพศไป ภายหลังกลับมาบวชใหม่ ก็ต้องอยู่มานัตต์อีก ๑ ราตรีเสียก่อน แล้วจึงจะขออัพภานกรรมได้ พระพุทธเจ้าไม่ใช่อะลุ่มอล่วยให้ แล้วก็แล้วไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถึงว่าสึกไปแล้วก็จริงอยู่ แต่ภายหลังกลับมาบวชใหม่ก็ต้องมาอยู่มานัตต์ใหม่ คิดว่าท่านทั้งหลายคงเข้าใจ

โทษของครุกาบัติที่ยังชำระไม่สิ้นสุด


ทีนี้ท่านทั้งหลาย เรื่องโทษของการต้องครุกาบัตินี้ ถ้าตามตำรับตำราก็ไม่อยากพูดหรอก ในวิมานวัตถุสูตรมีกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ผู้ต้องครุกาบัติแล้ว ถ้าว่ายังไม่ทำให้บริสุทธิ์ ถ้าหากว่าเราตายไปแล้ว ก็ต้องไปตกนรกชื่อว่า มหาตาปะนรก

มหาตาปะนรกนั้นนะ สมมติว่าเรายืนอยู่ หอกนั้นก็จะพุ่งมาทางด้านหน้าแทงที่หน้าอกเล่มหนึ่ง พุ่งมาด้านหลังเล่มหนึ่ง พุ่งมาทางซ้ายเล่มหนึ่ง พุ่งมาทางขวาเล่มหนึ่ง ไปจุกกันอยู่ตรงกลางแล้ว ก็เกิดเป็นไฟลุกโชติช่วงโชตนาการขึ้นมา ไหม้ร่างกายให้เป็นจุณวิจุณไป กรรมไม่สิ้นก็เกิดขึ้นมาใหม่ นี่ท่านกล่าวไว้ในวิมานวัตถุ ที่เอามาพูดนี่ไม่ใช่ว่าพูดให้ไม่สบายใจ เพียงแต่ว่าท่านกล่าวไว้อย่างนี้

แต่ที่ได้ประสบมาในปัจจุบัน ผู้ที่ต้องครุกาบัติแล้วยังไม่ได้ทำตัวเองให้บริสุทธิ์ สิกขาลาเพศไปมีครอบมีครัว มีลูกมีเมียแล้ว บาปกรรมตัวนี้จะตามสนอง ส่วนมากตามสนองในภพนี้ชาตินี้แหละ เท่าที่หลวงพ่อเห็นมา บางทีก็มันเดือดร้อนทางครอบครัวว่างั้นเถอะ หากว่าบุญเก่าที่สร้างสมอบรมไว้ไม่มากจริงๆ แล้วเดือดร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ เดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี้ เดี๋ยวก็เป็นอย่างโน้น เดี๋ยวก็ไปหาหมอปัจจุบัน เดี๋ยวก็ไปหาหมอธรรมปราบผี อะไรร้อยแปดพันประการ

คือมันเกิดขึ้นมาแล้ว เหมือนกันกับอยู่ในนรก เดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี้ ตัวเองไม่ป่วย ลูกเมียก็ป่วย ลูกเมียไม่ป่วย ตัวเองก็ป่วย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ไปหาหมอผี เขาก็ว่าเป็นผี ไปหาหมอผีไท้ผีแถน ก็ว่าเป็นผีไท้ผีแถน เดี๋ยวก็ผีโน้นผีนี้ บ้างก็ไปสะเดาะเคราะห์ที่โน้นบ้าง สะเดาะเคราะห์ที่นี้บ้าง ไปรดน้ำมนต์ที่โน้นบ้าง ไปรดน้ำมนต์ที่นี้บ้าง แล้วก็ไปขอให้หมอนั้นถอนบ้าง หมอนี้ถอนบ้าง อะไรร้อยแปดพันประการ

ท่านทั้งหลายคงจะรู้ดี ที่มันเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายว่าผีเป็นผี ว่ายักษ์เป็นยักษ์ ว่ามารเป็นมาร ว่ากรรมเป็นกรรม ว่าเคราะห์เป็นเคราะห์ ว่าเข็ญเป็นเข็ญ (คือพอมีใครทักว่าเป็นอะไร เราก็จะน้อมใจเชื่อไปตามนั้น) หมอ ๕ คน ๑๐ คนมาดู ก็พูดไม่ตรงกัน เป็นเหตุให้ครอบครัวเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ ทำอย่างไรก็ไม่หาย

หลวงพ่อเคยได้ช่วยเขาหลายๆ คน เมื่อเขาเป็นอย่างนี้ ก็คิดว่ามันเป็นอย่างไรหนอ มันจึงเป็นอย่างนี้ คิดไปคิดมาๆ พิจารณาไป มันเป็นเพราะต้องครุกาบัติแล้ว ยังไม่ทำตัวเองให้บริสุทธิ์ สิกขาลาเพศไปมีครอบมีครัว ก็เป็นอันว่า เอาบาปตัวนี้ไปหาครอบหาครัว หลวงพ่อก็ชักชวนว่า คุณโยมหรือทิด หรือจารย์ ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ท่านเข้ากรรม หากเป็นไปได้ก็ขอให้ถือโอกาสมาบวช ไปเข้ากรรมกับเขาซักแห่งสองแห่งก็จะดีขึ้น บางทีครอบครัวของเราจะมีความสุขขึ้นไปกว่านี้

แต่เราก็ไม่ได้บอกว่า คุณต้อง(อาบัติ)คุณเป็นกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่บอก บางคนเขาเชื่อ เขาก็มาบวช พอบวชแล้ว ก็ให้เข้าปริวาส เมื่อเขาออกจากปริวาสมาแล้วก็สิกขาลาเพศไป เย็นเหมือนกับถูกแช่อยู่ในน้ำแข็ง เหมือนกับอยู่ในห้องเย็นแน่ะ เพราะบาปที่ทำไว้มันหมดแล้ว มันหมดไปแล้ว ครอบครัวก็มีความสุข การดำเนินวิถีชีวิตก็ราบรื่น

แต่บางคนก็ไม่เอาเลย ไม่ยอมปฏิบัติตาม ไม่ยอมทำ บอกว่ามีข้อขัดข้องทางครอบครัวอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรร้อยแปดพันประการ ผลสุดท้ายก็อาภัพ ไฟไหม้บ้านบ้าง อย่างนี้ก็มี บางทีก็นอนไหลตายนะ บางทีหัวใจวายตาย นั่งตายก็มี แต่เราก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้าจะพูดบอกเขาว่า มันเป็นเพราะกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็จะทำให้เกิดความกระทบกระเทือน เป็นแต่เพียงปลงธรรมสังเวชเท่านั้น

อันนี้แหละท่านทั้งหลาย เรียกว่าเราต้องครุกาบัติแล้ว แต่ยังไม่ทำให้บริสุทธิ์ สิกขาลาเพศไปมีครอบมีครัว มีลูกมีเมีย บาปกรรมเหล่านี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนในเวลาครองฆราวาสอยู่ เหตุนั้น ท่านทั้งหลาย หากว่าเราอยู่ในเพศพรหมจรรย์นี้ อยู่ไม่ได้อีกต่อไป เกิดความกระสันอยากสิกขาลาเพศ

เมื่ออยากสิกขาลาเพศแล้วก็พิสูจน์ดูว่า ศีลของเราบริสุทธิ์ดีไหม เห็นว่าไม่บริสุทธิ์ ก็ไปหาเข้าปริวาสกรรมในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งสักครั้งเสียก่อนแล้ว จึงค่อยสึกขาลาเพศ เมื่อเราเป็นญาติเป็นโยมไปแล้ว วิถีชีวิตของเราจะได้ราบรื่นดี อันนี้เป็นเกร็ดความรู้ที่นำมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง

อานิสงส์ของการเข้าปริวาสกรรม


พูดถึงโทษแล้วพูดถึงอานิสงส์บ้าง อานิสงส์ของการอยู่ปริวาสนี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมของเราก้าวหน้าได้ผล

หากว่าศีลของเรายังไม่บริสุทธิ์ หรือว่าเราต้องอาบัติแล้ว ยังไม่ได้เข้าปริวาสเหมือนอย่างนี้ เรามาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน จะปฏิบัติพระกัมมัฏฐานใช้ความเพียรอย่างแรงกล้าสักปานใดก็ตาม ก็ไม่ได้ฌาน ไม่ได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ทำอย่างไรๆ ก็ไม่ได้ นี่ถ้าเราไม่ได้เข้าปริวาสก่อนนะ เราเจริญวิปัสสนาก็ไม่สามารถจะยังอริยมรรคอริยผลให้เกิดขึ้นในขันธสันดานได้เลย

แต่ถ้าเราต้องครุกาบัติแล้ว เรามาอยู่ปริวาสกรรมอย่างนี้ ในขณะที่เราอยู่ปริวาสกรรม ยังไม่ได้ขึ้นมานัตต์ ยังไม่ได้อัพภานกรรมเลย อานิสงส์ของการอยู่ปริวาสกรรมนี้ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้บรรลุสมาธิ สมาบัติ คือได้ฌาน สามารถที่จะบรรลุฌาน สามารถที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามีได้ นี่เป็นอานิสงส์ของปริวาสนะ

เวลาประพฤติปฏิบัติที่นี้ หลวงพ่อให้มีการเข้าปริวาสควบคู่กันไป เพราะในสมัยก่อนที่จะมาจัดงานปริวาสนี่ก็ ใคร่ครวญตริตรองพิจารณา พระที่มาปฏิบัติ ส่วนมากการประพฤติปฏิบัติก็ดีอยู่ ทำไมไม่ได้ฌาน ทำไมถึงยังอริยมรรค อริยผลให้เกิดขึ้นในขันธสันดานไม่ได้ ทั้งๆ ที่การปฏิบัติก็ดีทุกสิ่งทุกอย่าง สภาวะก็ดีอยู่ ใคร่ครวญตริตรองพิจารณา มันเป็นเรื่องนี้เอง

หลังจากนั้นมา หากว่ามีประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ถ้าโอกาสเวลาเอื้ออำนวยก็ให้มีการเข้าปริวาสด้วย เพื่อว่าจะทำให้การปฏิบัตินั้นได้ผลคุ้มค่า ครูบาอาจารย์ผู้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างก็จะได้คุ้มค่า ก็เลยจัดงานปริวาสมาจนถึงทุกวันนี้

แต่มีข้อแม้อยู่ว่า หากเราเข้าปริวาสนี้ (ตราบใดที่)ยังไม่อัพภานกรรมนี่ ก็จะไม่มีโอกาสที่จะได้บรรลุถึงอนาคามี หรือพระอรหันต์ได้ ตอนนี้ต้องไปเข้าปริวาสต่ออีกจนกระทั่งอัพภานกรรมเสียก่อนแล้วมาปฏิบัติต่อ ถึงจะสามารถผ่านการปฏิบัติได้ นี่พูดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

อีกอย่างหนึ่งท่านทั้งหลาย หากว่าเราเมื่อก่อนโน้นเคยบวชเป็นสามเณร เราเคยล่วงละเมิดสิกขาบทเบื้องต้นห้าข้อนั้น โดยเฉพาะข้อ อะพรัหมจริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ หมายความว่า เราเคยทำน้ำสุกกะให้เคลื่อนจากฐาน พูดง่ายๆ เคยทำในสมัยที่เป็นสามเณรแล้วหลังจากนั้นมาเราก็บวชพระ

ทีนี้เมื่อบวชพระแล้ว เรามีโอกาสได้เข้าปริวาส เราก็เข้าปริวาส ถึงกำหนดแล้วก็ขออัพภานกรรม การขออัพภานกรรมครั้งนี้ ทำให้บริสุทธิ์ได้เฉพาะสมัยที่เป็นพระเท่านั้น การเข้าปริวาสครั้งนี้ทำให้บริสุทธิ์ได้เฉพาะสมัยที่เราเป็นพระเท่านั้น แต่สมัยที่เป็นเณรนี้ยังไม่บริสุทธิ์ เราต้องไปเข้าปริวาสซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อย่างน้อยครั้งหนึ่งเสียก่อน จึงจะทำให้สมัยที่บวชเป็นเณรนั้นบริสุทธิ์ได้ การล่วงศีลที่ทำไว้ในสมัยที่เป็นสามเณรนั้นจึงจะบริสุทธิ์ได้

ที่พูดเช่นนี้ มีพระเถระรูปหนึ่งมาปฏิบัติในสำนักนี่ พอดีปฏิบัติถึงเวลาอัพภานแล้วก็ขออัพภานกรรม ในขณะที่กำลังประนมมืออยู่ในท่ามกลางสงฆ์ขอพระสวดอัพภานกรรมให้ จิตของแกก็พุ่งขึ้นมาเลย พุ่งขึ้นมาเหมือนกับมีวิทยุในหัวใจ(ว่า) ในสมัยผมเป็นเณรทำไมไม่เข้าให้ผม มันขึ้นมาๆ ดังขึ้นมาเหมือนกับเปิดวิทยุ

พระเถระรูปนั้นก็บอกว่า เราเข้าครั้งนี้ก็บริสุทธิ์ได้เหมือนกันนั่นแหละ เราเข้าครั้งนี้ก็ถือว่าในสมัยเป็นเณรก็บริสุทธิ์ด้วย มันเกิดขึ้นมาก็ข่มไว้ แต่มันก็ไม่ยอม เวลาไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน มันก็อุทานขึ้นมาเรื่อย สมัยเป็นเณร ยังไม่เข้าให้ผมๆ ผลสุดท้ายแกต้องไปขอเข้าปริวาสกรรมใหม่ แล้วจึงมาปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานจึงได้ก้าวหน้าไปใหม่

อันนี้เป็นเกร็ดความรู้นะ ไม่มีในตำรา ขอบอกว่าเป็นเกร็ด ความรู้ไม่มีในตำรา นำมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นแนวทางของการสอนลูกศิษย์ลูกหาต่อไป คือเจตนารมณ์ของหลวงพ่อในการเข้าปริวาสในหน้าพรรษาก็ดี นอกพรรษาก็ดี ไม่ตั้งใจที่จะเทศน์สอนท่านทั้งหลาย หรือไม่ตั้งใจที่จะเทศน์ให้ท่านทั้งหลายฟัง นี่เป็นความในใจ

แต่หลวงพ่อจะเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาชี้แนะแนวทางให้ท่านทั้งหลาย เผื่อจะได้รู้ได้เข้าใจแล้วจะได้นำไปปฏิบัติ นำไปสอนลูกศิษย์ลูกหา นำไปสอนญาติสอนโยม การจัดงานปริวาส หากว่าเรามีความสามารถแล้วก็จะได้ไปจัดงานปริวาสขึ้นในโอกาสข้างหน้า นี่เป็นเจตนารมณ์ ไม่ตั้งใจจะเทศน์ให้ฟัง

ทีนี้วกไปใหม่ในเรื่องปริวาสก็เหมือนกันนะ ขอให้เข้าใจในเรื่องปริวาส ก็เหมือนกันกับมานัตต์นี่แหละ เราจะอยู่วัดก็ดี นอกวัดก็ดี หรือในป่าก็ดี ต้องมีพระภิกษุอยู่เป็นเพื่อนอย่างน้อย ๑ รูป สมมติอยู่ในวัดนี้ ต้องมีพระภิกษุอยู่เป็นเพื่อนอย่างน้อย ๑ รูป หากว่าอยู่ในป่าก็ต้องมีพระภิกษุอยู่เป็นเพื่อนอย่างน้อย ๑ รูป เราจะไปที่โน้นที่นี้ ไปเขมราฐ ไปอุบลฯ ไปโน้นไปนี้ ก็ต้องมีพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์กรรมปกตัตตภิกษุไปด้วย ๑ รูป นี่กฎของปริวาส

ทีนี้สมมติว่า เราอยู่ในวัดนี่ เรามีพระ ๒ รูป คือ เราผู้เข้ากรรม และมีอาจารย์อยู่ด้วย ๑ รูป บังเอิญอาจารย์ไปธุระที่โน้นที่นี้ ไปเลยไม่บอกเรา ปล่อยให้เราอยู่รูปเดียว ถือว่าขาดนะ ปริวาสนะขาดแล้ว ใช้ไม่ได้ เพราะภายในวัดของเราไม่มีพระภิกษุแม้สักรูปอยู่เป็นเพื่อน อันนี้ก็เป็นเกร็ดที่ควรรู้อย่างหนึ่ง ก็จำๆ ไว้

ขอยกอุทาหรณ์ สมัยหนึ่งหลวงพ่อไปเข้าปริวาสอยู่ที่วัดเหมือดแอ่ สมัยนั้นหลวงพ่อเข้าปริวาสไปบ้านโน้นบ้าง ไปบ้านนี้บ้างภายในตำบล เวียนไปๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไปโปรดญาติโปรดโยม ให้โยมนี่เข้าวัด แล้วก็มีโอกาสให้ครูบาอาจารย์ที่ไปด้วยนี่เทศน์สอนญาติสอนโยม

วันหนึ่งไปอยู่วัดเหมือดแอ่ ยังอีก ๑ ราตรีก็จะขึ้นมานัตต์แล้ว พอนอนลงไป กำลังจะหลับลงไป เสียงกบเสียงเขียดมันร้องเป็นภาษาคนไปหมด เสียงนกเสียงหนูมันร้องเป็นเสียงคนไปหมดว่า “บอกวัตร” อะไรหนอ มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ นั่งสมาธิไปก็ “บอกวัตร”

ตอนนั้นมันหกทุ่มเที่ยงคืนแล้ว เวลานอนลงไป กำลังจะหลับก็ “บอกวัตรๆ” ทำไมหนอ มันถึงเป็นอย่างนี้ คิดไปคิดมา วันนี้เราก็ไม่เห็นมันบกพร่องนา วันทั้งวันไม่เห็นอะไรบกพร่อง ทำไมมันถึงให้บอกวัตร ก็ใคร่ครวญไตร่ตรองพิจารณากลับไปกลับมา มันต้องมีพระมาวัดอย่างแน่นอน แต่มันดึกแล้ว ก็ไม่สามารถไปรบกวนไปปลุกถามว่าใครมาบ้าง

พอดีตื่นเช้าขึ้นมาก็เดินไปถามหลวงปู่คูณ หลวงปู่ๆ เมื่อคืนนี้มีพระมาวัดไหม มีครับผม หลวงปู่ฮุ่ย ท่านมาเมื่อตอนเที่ยงคืน นี่แหละท่าน สิกขาบทนี้เป็นอจิตตกะ เราไม่มีเจตนามันก็ขาด เพราะว่ามันเป็นอจิตตกะ เหมือนกันกับดื่มสุราแหละ ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แม้ว่าเราตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เจตนาหรือไม่เจตนา เราดื่มเข้าไปก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ข้อนี้เหมือนกัน เราไม่ตั้งใจจะปิด แต่มันก็ต้องขาด เพราะว่ามันเป็นอจิตตกะ อันนี้เรื่องปริวาส ส่วนมานัตต์ก็เหมือนกัน หากว่าเราประพฤติมานัตต์ ต้องมีพระภิกษุอยู่เป็นเพื่อน ๔ รูป อยู่ในวัดนี้ ก็ต้องมี ๔ รูป ถ้าเราออกไปอยู่นอกวัดก็ต้องมี ๔ รูป หรือไปโน้นไปนี้ก็ต้องมีเป็นปกตัตตาจารย์ไปด้วย ๔ รูป ถ้าว่าไม่มีพระอยู่ครบจำนวน คือมันมีอยู่รูป ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ รูป แต่ไม่ครบ ๔ รูป ก็ถือว่าขาดนะ อันนี้ก็ขอพูดจากประสบการณ์

สมัยหนึ่ง ไปเข้ากรรมอยู่บ้านนาขนัน เอาพระไปจากวัดเรานี่แหละไปเป็นเพื่อน อยู่มาพอดีนั่งสมาธิอยู่ใต้ร่มโพธิ์ “กรรมขาดแล้วๆ ขึ้นวัตรใหม่ๆ” กรรมขาดแล้ว ขึ้นวัตรใหม่ มันอะไรหนอ เรานั่งสมาธิอยู่ดีๆ ว่า “กรรมขาดแล้ว” มันเป็นอะไร ก็เลยออกจากนั่งสมาธิแล้วมาพิจารณา นับพระสงฆ์ว่าอยู่ครบไหม สังเกตๆ ดู เห็นพระ ๓–๔ รูป มันครบหรือไม่ครบ เดินไปถามดู พระครบหมดทุกรูปไหม ไม่ครบครับหลวงพ่อ รูปโน้นไปโน้น รูปนี้ไปนี้

นี่แหละท่านทั้งหลาย เราไม่มีเจตนาว่า จะละเมิดกฎกติกาของการเข้าปริวาส แต่มันก็ขาดได้ เหตุนั้น ท่านทั้งหลาย เมื่อไปจัดงานปริวาส ก็พึงสังวรระวังให้มาก

อีกอย่างหนึ่ง ทีนี้ทำไมถึงขนาดนั้น แต่ว่ามันเป็นพวกวัตตเภทอย่างนี้ วัตตเภทก็เหมือนกับขาดเลยนะ อย่างเช่นว่า เราไปใช้ครูบาอาจารย์ อาจารย์ไปซื้ออันนั้นมาให้ผมหน่อย อาจารย์ไปซื้ออันนั้นมาให้ผมด้วย อาจารย์เอายามาให้ผมด้วย อาจารย์เอาสบู่มาให้ผมด้วย อะไรทำนองนี้ เราไปใช้อาจารย์ก็ถือว่าเป็นวัตตเภทแล้วนะ ขาดแล้วนะ

ขอพูดประสบการณ์ที่ผ่านมา สมัยหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อรองจังหวัด ที่วัดเหนือเขมราฐ มาเข้าปริวาสอยู่กับหลวงพ่อ ก็มีพระมาด้วยกันหลายๆ รูป ตอนนั้นก็มีหลวงปู่ลมรูปหนึ่งไปเข้าปริวาสด้วย พอดีหลวงพ่ออยู่ปะรำพิธี เสียงแว่วขึ้นมาว่า “พระทำกรรมขาดๆ”

ทำไมกรรมขาด หลวงพ่อคิดว่า พระทำกรรมขาด เป็นเรื่องอะไรล่ะ คิดไปคิดมา มันเรื่องอะไรมันสลับซับซ้อนอย่างนี้ คิดไปคิดมา ต้องมีพระล่วงละเมิดกฎกติกาของการอยู่ปริวาส มันเป็นเรื่องอะไรหนอ คิดไปคิดไป พระต้องทำอะไรไม่ดีสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ไปถาม เราสงสัยรูปนี้นะ เพราะเสียงมันแว่วมาทางนี้ ไปถามหลวงปู่ดู หลวงปู่ๆ เมื่อตะกี้นี้ได้ใช้อาจารย์กรรมไปซื้อของในตลาดไหม หลวงพ่อ ผมได้ใช้พระอาจารย์ไปซื้อของที่ตลาด เพียงแค่นี้ มันขาดนะท่านทั้งหลาย พึงสังวรให้ดี

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราอยู่ปริวาสกรรมนี่ เราต้องการอะไร ก็ให้ขอเอา อาจารย์ผมขอยาด้วย อาจารย์ผมขอสบู่ด้วย อาจารย์ผมขอโน้นขอนี้ด้วย ขอเอา อย่าไปใช้ เราไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปใช้อาจารย์กรรม แต่เราขอได้ นี่ก็เป็นเกร็ดความรู้อย่างหนึ่งที่นำมาเล่าถวาย ถ้ามันคล้ายคลึงกัน ก็ขอให้ถือปฏิบัติตามนี้

ข้อที่ ๒ เราต้องบอกการที่เราอยู่ปริวาสนั้นแก่ปกตัตตภิกษุที่ยังไม่ได้บอกทุกวัน

หมายความว่า ถ้าปริวาสนี่เราต้องบอก ผู้ที่เป็นอาจารย์ หรือผู้เป็นอาคันตุกะจรมา เราก็ต้องบอก แต่ถ้าบอกแล้วก็เป็นอันว่าแล้วไป ไม่จำเป็นต้องบอกซ้ำ ๒ ซ้ำ ๓ อีก แต่พวกเราทั้งหลายนิยมบอกกันทุกวันๆ บอกทุกวันก็ไม่เสีย มีแต่ดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่บอกน่ะ ขาด พยายามบอกทุกวัน

ข้อที่ ๓ อยู่ร่วมชายคาอันเดียวกันกับอาจารย์

ชายคาในที่นี้ หมายถึง โบสถ์ ศาลาการเปรียญ กุฏิ หรือแม้แต่กลดกัมมัฏฐาน ถ้าเราร่วมชายคาเดียวกันแล้วถือว่าขาด แต่ถ้าในร่มไม้อย่างนี้ ไม่ถือว่าขาด ร่มไม้ร่วมกัน แต่ถ้าร่วมชายคาโบสถ์ ศาลา กุฏิ นี่ถือว่าขาด อันนี้เป็นกฎของปริวาส ท่านทั้งหลายพึงสังวรระวังให้ดี อย่าให้ล่วง อย่าให้ละเมิด ท่านทั้งหลาย

การอยู่ปริวาสนี้เป็นพระเดช

การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้นเป็นพระคุณ

ปริวาสนี่เป็นพระเดชคืออำนาจ สมมุติว่าเรามอบอาวุธไว้ให้อาจารย์ผู้เป็นอาจารย์กรรม คือมีอาวุธอยู่ในมือของอาจารย์กรรม ขณะที่อยู่ปริวาสนี่ อาจารย์กรรมจะใช้เราหรือจะทำอย่างไรกับเราก็ได้ เพราะอาวุธอยู่ในมือของท่าน หากว่าเราไปทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา อาจารย์กรรมลงโทษเราได้ แต่ในที่นี้ไม่มีการลงโทษ นอกจากจะปฏิบัติตามพระวินัยเท่านั้น เช่น ให้สวดอิติปิโส ๑๐๘ จบ สวดพาหุง ๑๐๘ จบ เอาน้ำมาเป่ามาพ่นใส่ อะไรอย่างนี้ไม่เคยใช้ มีแต่ประพฤติปฏิบัติไป ผิดแล้วก็แก้ตัวใหม่ เป็นอันใช้ได้

แล้วก็การอยู่ปริวาสนี่มันเป็นอาวุธ เพราะว่าทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นมีระเบียบ เราไม่สามารถจะล่วงเกินกฎกติกาหรือระเบียบใดๆ ได้ทั้งสิ้น คือจะได้ลดหย่อนมานะทิฏฐิลงไป เราเป็นอาวุโสมีพรรษาตั้ง ๒๐-๓๐ พรรษา เวลานั้นก็ต้อง ภันเต กับพระบวชใหม่ มันเป็นการลดมานะทิฏฐิลงได้มาก เราจะไปบวชนาคไปอะไรเหมือนเมื่อก่อน ไปเป็นอุปัชฌาย์ไปบวชนาคก็ไม่ได้

เราเป็นอาจารย์สวด จะไปสวดนาคก็ไม่ได้ เราเป็นนักเทศน์จะขึ้นเทศน์ แสดงพระธรรมเทศนาก็ไม่ได้ ตอนนี้ต้องถ่อมตัวเสียก่อน แล้วก็ในขณะที่ประพฤติอยู่ปริวาสอยู่นี่ หากว่าผู้ใดยิ่งลดมานะทิฏฐิลงได้มากเท่าใดๆ ก็ยิ่งบริสุทธิ์เร็ว เพราะคนเรานั้นมันมีมานะทิฏฐิเป็นเหตุถือตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราลดได้เท่าใดก็ยิ่งดี

สมัยก่อนที่หลวงพ่อจัดงานปริวาสใหม่ๆ ครูบาอาจารย์ที่มีอาวุโสมาปฏิบัติก็ถืออาวุโสๆ มันไม่ถูกนาหลวงพ่อเอาใหม่นา ผลสุดท้ายเอาตัวเองเข้าไปสอนไม่ได้หรอก เวลาเข้าปริวาสแต่ละครั้งๆ หลวงพ่อต้องเข้าปริวาสด้วย เวลาปลงอาบัติ เราไม่ปลงอาบัติกับผู้อาวุโส เราไปปลงอาบัติกับพระหนุ่มพระน้อย

เวลาปลงอาบัติ ก็ว่า สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย...ครูบาอาจารย์ก็มองดู รูปนั้นก็มองดู รูปนี้ก็มองดู ชำเลืองดู ผลสุดท้ายเลยเป็นข้อวัตรปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ ครูบาอาจารย์ที่มาเข้าปริวาสกรรม ไม่ได้เบ่งกล้ามเหมือนเมื่อก่อน พูดง่ายๆ ยอมปฏิบัติตามกฎกติกา อันนี้เป็นเรื่องปริวาส

สำหรับเรื่องปริวาส หลวงพ่อก็จะพูดให้ฟังเพียงเท่านี้ วันนี้ก็พอจะเป็นแนวทางของการปฏิบัติ สำหรับเรื่องกัมมัฏฐาน เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อ ท่านทั้งหลายก็เคยเจริญมาแล้ว

ในค่ำคืนนี้ ก็เอาบทใดที่เราเคยภาวนาก็ใช้ภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอ ก็พองหนอ ยุบหนอไป หรือว่าเราใช้ พุทโธๆ ก็ว่ากันไปแล้วแต่ถนัด คิดว่าคงเคยได้สดับรับฟังครูบาอาจารย์พร่ำสอนมาแล้ว เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ในเรื่องปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมะ สำหรับเรื่องพระวินัยเกี่ยวกับปริวาสกรรม คิดว่าเพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นแนวทางของการปฏิบัติแล้ว หากว่ามีอะไรขัดข้อง หรือมีอะไรจะเพิ่มเติม หลวงพ่อก็จะนำมาเพิ่มเติมอีกในวันต่อๆ ไป สำหรับวันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้.