การเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ (เหตุทำให้อายุยืน)


หลวงพ่อคิดว่า ท่านทั้งหลายสดับรับฟังเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไปพอสมควรแล้ว ธรรมะเกี่ยวกับวิปัสสนากัมมัฏฐานก็จะไม่พูดถึง แต่ขอชี้แนะแนวทางธรรมะปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ดำเนินเวลาการปฏิบัติมา ๒ พรรษากับพรรษานี้ คือ ธรรมะอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อายุยืน ดังที่พระองค์ทรงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ผู้ใดเจริญให้ยิ่งด้วยอิทธิบาทภาวนาแล้ว แม้มีความประสงค์จะดำรงชีวิตอยู่ยิ่งๆ ก็สามารถที่จะทำได้ คือทรงสอนพระอานนท์เรื่องการเจริญอิทธิบาทภาวนา

ท่านทั้งหลายคงพอจะรู้ว่า วันที่จะเกิดแผ่นดินไหว เพราะเหตุอันใด พระองค์ก็ทรงชี้แจงให้รู้ว่าแต่นี้ต่อไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพานที่ต้นสาละทั้งคู่ เมืองกุสินารา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยอยากให้พระองค์มีพระชนมายุยาวนาน เพื่อโปรดแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ก็ไม่รับอาราธนา

พระองค์ทรงชี้แจงให้พระอานนท์ทราบว่า ดูกรอานนท์ อีก ๓ เดือนนี้ ตถาคตจะปรินิพพาน หากจะอยู่อีกถึง ๑ กัป พระองค์ก็สามารถที่จะอยู่ได้ สมัยครั้งพุทธกาลถือว่า ๑ กัป คือ ๑๐๐ ปี สมัยนี้ ๑ กัปถือเอา ๗๕ ปี โดยประมาณ เหตุที่จะทำให้อายุยืนยาวนั้น พระองค์ทรงให้น้อมนำเอาอิทธิบาท ๔ มาเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ คือ

๑. ฉันทาภิสังขาร มีความพอใจอย่างยิ่งในการเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ

๒. วิริยาภิสังขาร มีความเพียรอย่างยิ่งในการเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ

๓. จิตตาภิสังขาร มีความตั้งใจอย่างยิ่งในการเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ

๔. วิมังสาภิสังขาร มีความฉลาดอย่างยิ่งในการเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ

การเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ ถือเอาสิ่งไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย มาบริกรรม ในโลกนี้อะไรที่ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมายสรุปลงอยู่ ๒ ประการ คือ

๑. จิตใจ ของเราไม่มีนิมิตไม่มีเครื่องหมาย เช่นสามารถไปอเมริกาได้ โดยไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย

๒. นิพพาน นั้นก็ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย

เหตุนั้น เราจะเจริญธรรมะบทนี้ เราก็เอาสิ่งไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมายมาบริกรรม จนสามารถทำจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นอัปปนาสมาธิ ถ้าเราสามารถทำได้อย่างนี้ อายุของเราก็จะยั่งยืนไปตามลำดับๆ

หากว่าร่างกายหรือสังขารของเรานี้ไม่สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ สมมติว่าร่างกายของเรานี้มีพลังอยู่ได้ประมาณ ๖๕ ปีอย่างนี้ เราจะพยายามใช้ส่วนที่เหลือนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เราก็เพิ่มบารมีด้วยการเจริญ อนิมิตตเจโตสมาธิ อาจจะอยู่ได้สัก ๗๐ ปี หรือ ๗๕ ปี

วิธีเจริญนั้น ญาติโยมทั้งหลาย ก่อนที่เราจะเจริญ ก็ให้สมาทานพระกัมมัฏฐาน แล้วก็อธิษฐานว่า

สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้า ดับสนิทแน่นิ่งไปในอนิมิตตเจโตสมาธิ เป็นเวลา ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมงก็แล้วแต่ โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายจงหายไป มีอายุอยู่ชั่วกัปหนึ่งหรือยิ่งกว่า

เราก็นั่งภาวนา เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย กายตั้งตรง ดำรงสติให้มั่น กำหนดลมหายใจที่จมูกก็ได้ ท้องพองยุบก็ได้ ภาวนาว่า จิตตัง นิพพานัง อนิมิตตังๆ ไปเรื่อยๆ คือ จิต นิพพาน ไม่มีนิมิตๆ เราภาวนาไปเรื่อยๆ จนสามารถทำจิตให้สงบเป็นอัปปนาสมาธิ เป็นฌาน

ถ้าเราทำสมาธิขณะที่เป็นฌานนี้ อายุของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมันหมดพลังทุกอณู ทุกเซลล์ เมื่อมันหมดสภาพแล้ว อาการเกิดดับของจิตใจเราหมดสภาพ จะเกิดอีกต่อไปไม่ได้ สมมติจะตายภายใน ๗๐ ปี แต่สมอง และร่างกายจิตใจมันยังพอไปไหวอยู่ และการเจริญพระกัมมัฏฐานดำเนินก้าวหน้า ทำให้สำเร็จอัปปนาสมาธิ ก็จะสามารถมีอายุยืน ๗๐-๘๐ ปี หรือมากกว่า

สรุปว่า การเจริญกัมมัฏฐานบทนี้ ให้เราสมาทาน กัมมัฏฐาน เสร็จแล้วอธิษฐานจิตว่า สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไปในอนิมิตตเจโตสมาธิ เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง หรือ ๒ ชั่วโมงก็แล้วแต่ ตอนนี้ขอให้โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ในร่างกาย หายไป เสื่อมไป สิ้นไป สูญไป จากขันธสันดาน อย่าให้เกิดขึ้นมาใหม่ ให้มีอายุยืนชั่วกัปหนึ่ง หรือยิ่งกว่ากัปหนึ่ง

ให้ภาวนาไป จะนั่งภาวนาก็ได้ นอนภาวนาก็ได้ ภาวนาว่า จิตตัง นิพพานัง อนิมิตตัง จนสามารถทำจิตให้สงบเป็นอัปปนาสมาธิ จนขาดความรู้สึกไป

ทีนี้ ถ้าเวลานอน เราจะลุกตี ๓ ตี ๔ ก็อธิษฐานจิตซะก่อนว่า สาธุ ขอให้สมาธิจิตของข้าพเจ้าดับสนิทแน่นิ่งไปจนถึงตี ๔ พร้อมกันนี้ ขอให้โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายที่มีอยู่ ขอให้หายไป สิ้นไป เสื่อมไป สูญไปจากขันธสันดานอย่าได้กลับมาเป็นอีก และให้มีอายุยืน ๑ กัป หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง แล้วก็ภาวนา จิตตัง นิพพานัง อนิมิตตัง ต่อไปจนถึงตี ๔ นั่นแหละจึงจะลุก

อันนี้เป็นหัวข้อที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เวลานอนก็ขอให้ภาวนา รู้สึกตัวขึ้นมาก็ภาวนาต่อ มันหลับไปอีก รู้สึกตัวขึ้นมา ก็ภาวนาต่อไปจนกว่าจะได้เวลาที่อธิษฐานไว้ จึงออก หากว่าทำให้ยิ่ง เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์แล้ว จะมีอายุยืนอยู่ชั่วกัปหนึ่ง หรือยิ่งกว่ากัปหนึ่ง

อันนี้หลวงพ่อได้น้อมนำมาปฏิบัติและได้แนะนำลูกศิษย์ลูกหาเป็นเวลา ๒ ปี สมัยนั้นโยมบางคนคิดว่าจะตายเร็ว ก็ยังไม่ตาย โยมบางคนหมอบอกว่าจะตายภายใน ๗ วัน ทุกวันนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังอยู่ได้อีก ๔ เดือน ๕ เดือนก็มี บางคนเป็นอัมพาต หลวงพ่อก็แนะนำพร่ำสอนให้เจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ ไปบิณฑบาตเห็นโยมลุกขึ้นมา เดินมาใส่บาตร ยังไม่ตาย โยมจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ ได้ประโยชน์และให้ผลทันตาเห็น

ไม่ใช่ธรรมะอันใดอื่น เป็นธรรมะคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ในพระไตรปิฎก นำมาแนะนำพร่ำสอนญาติโยมทั้งหลาย จะได้มีอุปการะแก่พระศาสนาไปได้มากกว่านี้ และจะได้สร้างบารมีเพื่อให้เป็นบุญกุศลไปให้มากกว่านี้

เพราะว่า ไม่อยากให้ใครตายง่ายๆ อยากให้อยู่นานๆ เพราะฉะนั้น ในหน้าพรรษา หลวงพ่อจะอธิษฐานว่า ตั้งแต่ภายในหน้าพรรษานี้ ห้ามใครตายเป็นอันขาด ขอให้อยู่ด้วยกันก่อน ทุกๆ ปีที่ผ่านมา หลวงพ่อก็ว่าอย่างนี้ ส่วนมากก็อยู่ด้วยกันถึงตลอดพรรษา ไม่ตายก่อน

เอาละ ญาติโยมทั้งหลาย เท่าที่หลวงพ่อได้แนะนำแนวทางของการปฏิบัติ เรื่องการเจริญอนิมิตตเจโตสมาธิ ก็คิดว่าพอจะเป็นแนวทางของการปฏิบัติได้แล้ว ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา จึงยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.