สังขารุเปกขาญาณ


สำหรับวันนี้หลวงพ่อจะได้น้อมนำเอาธรรมะ เรื่อง สังขารุเปกขาญาณ มาบรรยายถวายความรู้แด่ท่านครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา ลูกพระ ลูกชีทั้งหลายสืบไป

สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาที่วางเฉยต่อรูปนาม คือหมายความว่า เมื่อประพฤติปฏิบัติพระกัมมัฏฐานดำเนินมาตามลำดับๆ จนถึงมุญจิตุกัมยตาญาณ คือญาณที่พิจารณาหาทางหลุดพ้นไปจากรูปจากนาม เมื่อพิจารณาหาทางหลุดพ้นไปจากรูปจากนามแล้วจิตใจก็เข้มแข็ง ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ยอมสู้ตาย หวังจะเอาบรรลุมรรคผลพระนิพพานให้ได้ เมื่อไม่สามารถที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปจากขันธสันดาน คือหมายความว่าใช้ความพยายามจนถึงที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจะข้ามได้ จิตดวงนี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็จะดับลงไป เมื่อดับลงไปแล้ว สังขารุเปกขาญาณก็จะเกิดขึ้นมาพิจารณา

การประพฤติปฏิบัติ เราจะบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ มันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ คือหมายความว่า ต้องการจะให้รูปนามนี้เป็นอย่างนั้น ต้องการที่จะให้รูปนามเป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะวางเฉยต่อรูปต่อนาม เมื่อมาถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วสภาวะต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นในช่วงสังขารุเปกขาญาณนี้ เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ ลักษณะที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้

๑. ไม่กลัว ไม่ยินดี ใจเฉยอยู่กับรูปกับนาม คือเฉยอยู่กับอาการพอง อาการยุบ คือกลัวก็ไม่กลัว ยินดีก็ไม่ยินดี จิตใจวางเฉยแล้วตอนนี้ มองดูรูปดูนาม เฉยๆอยู่ มันจะเป็นอย่างไรก็ดูเฉยอยู่ สภาวะจะเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือเวทนาจะเกิดขึ้น หรือจิตมันจะคิดอย่างไรก็ตาม ก็มีแต่มองเฉยดูรูปดูนามอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น

๒. ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่มีสติสัมปชัญญะดี ไม่เผลอจากรูปจากนาม คือเมื่อมาถึงนี้กำหนดรูปนามได้สบายๆ เดินก็กำหนดได้สบายๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อน เรากำหนดอาการพองอาการยุบก็สบายๆ เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้แล้วรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างมันสบายไปหมด เมื่อก่อนนั้นจิตใจของเรามันกวัดแกว่ง หวั่นไหว อะไรจิปาถะมันเกิดขึ้นมา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ใดๆ ก็จะเกิดขึ้นมา จิตใจก็จะเป็นไปตามอาการของสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ แต่เมื่อมาถึงนี้ จิตใจจะวางเฉยต่อรูปต่อนาม คล้ายๆ กับว่าบรรลุแล้วตอนนั้น ไม่มีความดีใจ ไม่มีความเสียใจ อยากได้ก็ไม่เชิง ไม่อยากได้ก็ไม่เชิง แต่การกำหนดพระกัมมัฏฐานรู้สึกว่ามันทันทุกอย่าง กำหนดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ กำหนดอาการพอง อาการยุบ ทุกสิ่งทุกอย่างมันกำหนดได้ เรากำหนดได้หมด และกำหนดไม่ยาก และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขะมักเขม้น ไม่จำเป็นที่จะบังคับ แต่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

๓. จำง่าย กำหนดสะดวกสบายดีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

๔. สมาธิดี ใจสงบไปได้นานๆ ยิ่งนานเท่าไรก็ยิ่งละเอียด ยิ่งกำหนดไปเท่าไรๆ ก็ยิ่งละเอียด เหมือนกันกับเราร่อนแป้ง ยิ่งร่อนยิ่งละเอียด และการกำหนดพระกัมมัฏฐานก็กำหนดได้ดี กำหนดไปเพลินไปๆๆ เหมือนกันกับรถยนต์ที่วิ่งบนถนนลาดยางที่เรียบๆ ทำให้ผู้ขับนั้นเพลิดเพลินไปจนลืมเวลาไป

๕. ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ รูปเสียงไม่ปรากฏมารบกวนได้เลย เมื่อก่อนโน้นได้ยินเสียงที่โน้นก็รำคาญ ได้ยินเสียงที่นี้ก็รำคาญ สรุปแล้วว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสใดๆ เกิดขึ้นเมื่อก่อนนั้นรำคาญ หงุดหงิด แต่เมื่อมาถึงนี้ รูปก็ดี เสียงก็ดี อะไรก็ดีจะเกิดก็ไม่รำคาญไม่หงุดหงิด

สมมุติว่าเขามาเล่นละคร มาฉายภาพยนตร์ หรือลำเรื่อง หรือ ตั้งวงดนตรีที่ข้างวัดของเรา หรือที่ใกล้ๆ บ้านของเรา ก็ไม่สะทกสะท้านไม่หวั่นไหวไม่รำคาญอะไรทั้งสิ้น เหมือนกับว่ามันอยู่คนละชิ้น อยู่คนละอัน เสียงก็อยู่กับเสียง ใจของเราก็อยู่ที่ใจของเรา มันไม่รำคาญหงุดหงิดอะไรทั้งนั้น ในขณะนั้นคล้ายๆกับว่าเราสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว คล้ายๆ กับว่าเราบรรลุมรรคผลพระนิพพานเป็นพระอริยบุคคล ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วในขณะนั้น

มีพระรูปหนึ่งมาปฏิบัติอยู่ที่นี้ วันนั้นเขาเล่นหมอลำหมู่ หมอลำเรื่อง เพื่อนๆก็ชวนกัน วันนี้พวกเรามาแข่งสมาธิกัน ใครจะเอาชนะเสียงนี้ได้ ถ้าว่าใครเอาชนะเสียงไม่ได้ก็ลุกไป ผู้ใดที่เอาชนะเสียงได้ก็นั่งไป ปฏิบัติไปๆ ในขณะนั้นหมอลำเรื่อง เขาก็ลำ เขาก็แสดง ครูบาอาจารย์ที่นั่งอยู่ในห้องร่วมกัน รูปนั้นก็ไปๆๆๆ เหลือแต่พระหลวงตารูปหนึ่งนั่งสมาธิจิตใจสงบ โน้น จนตอนเช้าเพื่อนๆ ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว รู้สึกตัวขึ้นมาก็ถามว่า หมอลำหมู่ไปไหน เขาไปไหนกันหมอลำหมู่ คือหมายความว่าหมอลำที่เขาแสดงแล้วเขาก็กลับไปแล้ว

นี่แหละท่านทั้งหลาย หากว่าสภาวะของญาณนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้จิตใจสบายๆ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอารมณ์ใดๆ ไม่ปรากฏมารบกวนได้เลย แล้วก็เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่นโรคกระเพาะอาหาร โรคลมบ้าหมู โรคประสาทเป็นต้น เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้หายไป บางท่านก็หายไปชั่วครั้งชั่วคราว บางท่านก็หายไปเลย ไม่กลับอีก

ดังที่ท่านหลวงปู่รูปหนึ่งปฏิบัติมาถึงนี้ แกเป็นโรคกระเพาะอาหารอย่างแรง เมื่อปฏิบัติมาอาการอย่างนี้ก็เกิดขึ้น ท้องร่วงอย่างหนักจนถ่ายเป็นสีดำ เพื่อนๆ หามส่งโรงพยาบาล แต่แกก็เฉยๆ ไม่ว่ากระไร บอกว่าตายก็ตาย ตายก็ยอมตายแต่ใจไม่สะทกสะท้านไม่หวั่นไหวตามปกติ อาการอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้ว คนอื่นจะหวั่นไหวในจิตในใจ เกรงว่าจะล้มหายตายจากไป แต่แกก็เฉยๆ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นผลสุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี โรคภัยไข้เจ็บหายจากวันนั้นจนวันนี้ ไม่กลับเกิดขึ้นอีกเลย

แล้วก็มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง อยู่บ้านเหมือดแอ่ ปีนั้นหลวงพ่อไปสอนกัมมัฏฐาน พอดีไปสอบอารมณ์ แกบอกว่า “หลวงพ่อ ฉันเป็นโรคอย่างนี้ๆๆ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีอาการชัก อาการกระตุกแล้วก็ลืมสติเป็นเวลา ๑ วัน หรือ ๑ วัน ๑ คืน อาการเช่นนี้มันเกิดขึ้น ลูกๆ หลานๆ พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายก็เอาน้ำมารด บางที ๕ ถัง บางที ๑๐ ถัง ๑๕ ถังมาเทมาราด” ภาษาอีสานว่า “เอาน้ำมาหด” แต่โรคภัยไข้เจ็บนั้นก็ไม่หาย สามีของแกก็ไปเรียนธรรม ส่วนมากคนก็จะว่าผีสิง เป็นโรคผีสิง เมื่อเวลาผีมันสิงแล้วก็จะมีลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น พูดโน้นพูดนี้อะไรจิปาถะ คนทั้งหลายก็คิดว่าเป็นผีสิง แกก็ไปเรียนวิชาอาคมมาปราบผีผลสุดท้ายไม่หาย ไปเรียนมาจากอาจารย์โน้นอาจารย์นี้ รักษา แต่ก็ไม่หาย แล้วก็อยู่มาก็ไปเรียนแพทย์แผนโบราณมารักษาก็ไม่หาย ไปเรียนแพทย์แผนปัจจุบันหายาฉีดยาอะไรมาฉีดกันก็ไม่หาย ป่วยอย่างนี้มาเป็นเวลาพอสมควร

หลวงพ่อไปสอนกัมมัฏฐานวันนั้น เมื่อสอบอารมณ์ขึ้นมาแล้วแกก็บอกว่า “ฉันป่วยอย่างนั้น ฉันป่วยอย่างนี้” หลวงพ่อก็บอกว่า “คุณโยม ที่ป่วยอย่างนี้ไม่ใช่อื่นไกลหรอก ไม่ใช่ภูตผีปิศาจ ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่เรากำหนดไม่ทัน เวลาสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นมาเราก็กำหนดไม่ทัน หวั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้น หวั่นใจว่าจะเป็นอย่างนี้ จิตของเราเลยอุปาทาน” เมื่อจิตอุปาทานแล้ว จิตอุปาทานนั้นก็จะสร้างอาการอย่างนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากว่าอาการอย่างนี้เกิดขึ้นมาให้คุณโยมกำหนดว่า “สั่นหนอๆๆ” ถ้าว่ายังไม่หายก็กำหนดว่า “รู้หนอๆๆ” ไป หากยังไม่หายให้กำหนดว่า “หยุดหนอๆๆ หยุด!” แกก็ปฏิบัติ เมื่อสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นมาแกกำหนดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น กำหนดว่า “หยุดหนอๆๆๆ” เมื่อกำหนดไปมันก็หายท่านทั้งหลาย เราบอกว่าถ้ากำหนดว่า “สั่นหนอๆๆ” ถ้าไม่หาย ให้กำหนด “รู้หนอๆๆ” ถ้าไม่หายให้กำหนดว่า “หยุดหนอๆๆ หยุด !” ถ้ามันยังเกิดขึ้นมาเราว่า “หยุด !” เกิดขึ้นมาก็ “หยุด!” เกิดขึ้นมาก็ “หยุด !” เดี๋ยวมันจะหายเอง แกก็ไปปฏิบัติตาม ผลสุดท้ายหายเด็ดขาดตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลาถึง ๒๐ กว่าปีแล้ว คนทั้งหลายในละแวกนี้เขาก็ว่าหลวงพ่อมีเวทย์มนต์กลคาถาดี เขาว่าธรรมท่านแก่ ไม่ต้องทำอะไรให้ภาวนาอย่างเดียวเท่านั้น ผีก็หายไป

นี้แหละท่านทั้งหลายสภาวะอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วโรคภัยไข้เจ็บมันหายไปได้ โรคที่จะหายก่อนเพื่อนคือโรคประสาท โรคประสาทนี้มันก็หายไปได้ โรคความดันสูงนี้ก็หายไปได้ ถ้าว่าเราเจริญกัมมัฏฐานจนสามารถเข้าสมาธิเข้าฌานได้ หรือจนมาถึงสังขารุเปกขาณาณนี้ หากว่ายังมีโรคประสาทมันยังเกิดขึ้นอยู่ หรือโรคความดันสูงยังเกิดอยู่ แสดงว่าเราปฏิบัติยังไม่ถูก การปฏิบัติยังไม่ถูกเต็มที่ ถ้าว่าการปฏิบัติของเรามันถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเราปฏิบัติถูกทุกสิ่งทุกอย่างตามครูบาอาจารย์ ได้แนะนำพร่ำสอนไว้ โรคความดันสูงนี้มันจะหายเลยทันที หรือว่าโรคประสาทมันก็หายทันที แต่ส่วนมากพวกเราทั้งหลายไม่ค่อยสำเหนียก เมื่อสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็ หวั่นใจ มันอยากเป็นอย่างนั้นอยากเป็นอย่างนี้ อุปาทานจิตมันก็เกิดขึ้นมา ผลสุดท้ายก็แสวงหาเอายาโน้นมากิน เอายานี้มากิน เอายาระงับประสาทมากินอะไรทำนองนี้มันก็ไม่หาย แต่ว่าถ้าเราปฏิบัติจริง ตั้งใจจริง ยอมสู้ตาย เราปฏิบัติเอาชีวิตเป็นเดิมพัน สภาวะอย่างนี้มันหายไปได้

เพราะฉะนั้น เวลามาปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ก็ดี พระก็ดี เณรก็ดี แม่ชี หรือชาวบ้านก็ดี ถ้าเล่าเรื่องอย่างนี้ให้ฟังหลวงพ่อก็บอกทันทีว่าเราปฏิบัติยังไม่ถูก ถ้าเราปฏิบัติถูกแล้วโรคประสาทนี่มันหาย โรคความดันสูงนี้มันหาย ที่มันไม่หายก็แสดงว่าเราไม่สามารถทำลายอุปาทานจิตให้หมดไปได้ และเมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ท่านทั้งหลาย โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายนั้น บางทีมันหายไปเลย บางครั้งก็หายไปชั่วครั้งชั่วคราว แล้วแต่เหตุปัจจัย สรุปแล้วท่านทั้งหลายเมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ เราจะเดินจงกรมอยู่ก็เพลินๆ เดินไปเรื่อย เพลินไปเรื่อย จนลืมเวลาก็มี เช่นว่า เราจะเดินจงกรมสัก ๓๐ นาที เลยเวลาไปจนถึง ๑ ชั่วโมงก็มี คือมันเพลินไปเรื่อย เวลานั่งกัมมัฏฐานอยู่ เราตั้งใจว่าจะนั่งอยู่ ๓๐ นาที แต่มันเพลินไป จนถึง ๑ ชั่วโมงก็มี ๒ ชั่วโมงก็มี ๓ ชั่วโมงก็มี

เมื่อปฏิบัติมาถึงนี้ทุกขเวทนาจะไม่มารบกวนได้เลย เมื่อสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว ผู้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานจะรู้ว่ามันสนุกสนาน มันเพลิดเพลินทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อสภาวะนี้แก่กล้าแล้ว ท่านทั้งหลายสภาวะอย่างนี้ก็จะดับไป เหมือนกันกับใบไม้ที่แก่ถึงที่แล้วก็สลัดใบ แล้วก็ใบใหม่ก็จะเกิดขึ้นมา ข้อนี้ฉันใด เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมดำเนินไปตามลำดับ เริ่มตั้งแต่อุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณ มาตามลำดับๆ เมื่อสังขารุเปกขาญาณดับแล้ว อนุโลมญาณก็จะเกิดขึ้น หรือว่ามรรควิถีก็จะเกิดขึ้น เมื่อมรรควิถีเกิดขึ้นแล้วก็จะดำเนินไปตามทางจนถึงมรรคญาณ ผลญาณ ทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปจากขันธสันดาน

ท่านทั้งหลาย สภาวะที่กล่าวมานี้ สภาวะของญาณที่ ๔ ญาณที่ ๕ โดยอรรถเป็นอันเดียวกัน ถ้าโดยพยัญชนะแล้วแยกกัน ถ้าโดยอรรถนั้นเป็นอันเดียวกัน คือถ้าญาณที่ ๔ ชัดแล้ว ญาณที่ ๕ ถึงเลย แล้วก็ญาณที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ โดยอรรถเป็นอันเดียวกัน ขอให้ญาณที่ ๖ ชัดเถอะ เมื่อญาณที่ ๖ ชัดถึงที่แล้ว ญาณที่ ๗ ที่ ๘ ถึงกันเลย แล้วก็ญาณที่ ๙ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ โดยอรรถเป็นอันเดียวกัน ขอแต่ว่าญาณที่ ๙ ชัดเต็มที่แล้ว ญาณที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ถึงเลย เหตุนั้นเวลาสอบอารมณ์ท่านทั้งหลาย หากว่าญาณที่ ๔ มันชัดเต็มที่แล้วก็ถือว่าญาณที่ ๕ มันก็ถึงกันเลยพวกนี้ บางทีเราสอบอารมณ์ญาณที่ ๖ ที่ ๗ ไม่ทราบเลย ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรไม่ทราบเลย โน้นไปถึงญาณที่ ๘ จึงรู้ บางทีเมื่อถึงญาณที่ ๙ คือมุญจิตุกัมยตาญาณแล้ว เราไปสอบญาณที่ ๑๐ นี่ก็ไม่รู้เลย เมื่อถึงญาณที่ ๑๑ ถึงรู้ว่า เออ ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเราผ่านมาแล้ว สรุปแล้วว่าถ้าญาณที่ ๔ ชัดญาณที่ ๕ ถึงเลย ถ้าญาณที่ ๖ ชัด ญาณที่ ๗ ที่ ๘ ถึงเลย ถ้าญาณที่ ๙ ชัด ญาณที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ถึงเลย เมื่อญาณที่ ๑๑ ดับลงไปแล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดมรรควิถี คือทางดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ คือได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน

ที่กล่าวมาทั้งหมด ๘ ประการตั้งแต่ต้นจนวันนี้ก็ถือว่า การทวนญาณหรือทวนสภาวะเราได้ทำแล้ว และสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้น ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ใคร่ครวญตริตรองพิจารณา แยกแยะแล้วก็บันทึกไว้เป็นการกันลืม

แต่ถ้าพูดโดยความจริงแล้ว สภาวะหรือญาณดังกล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีวันลืมท่านทั้งหลาย เพราะสภาวะนี้มันเกิดขึ้นมามันเกิดขึ้นโดยปัญญา เกิดขึ้นมาแล้วก็ประทับใจไม่ลืม ไม่เหมือนกันกับเราท่องหนังสือ เราท่องหนังสือสวดมนต์ ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน ฉบับหลวงอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่ท่องทุกวันๆ มันลืมได้ แต่สภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินี้ไม่มีลืม ถ้าเป็นของจริงแล้วไม่ลืม ถ้าเกิดแล้วก็เกิดอยู่อย่างนี้ไม่เหมือนอย่างอื่น บางคนก็ฝันเวลากลางคืนฝันอย่างโน้นฝันอย่างนี้ ที่ฝันไปๆ ว่า เออ มันมาบอกหวยอย่างนั้นอย่างนี้ ตื่นเช้ามาคิดว่าจะบันทึกไว้ โน้ตไว้ มันลืมไปแล้ว อารมณ์ใดๆ ที่มันเกิดขึ้นในเวลาฝันมันลืมไปแล้ว แต่สภาวะที่เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนาภาวนานี้ไม่ลืม เกิดอย่างไรก็เกิดอยู่อย่างนั้นตลอดไป สำหรับวันนี้ก็ขอจบเพียงแค่นี้.