อภิตฺถเรถ กลฺยาเณปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธํ หิ กรโต ปุญฺญํปาปสฺมึ รมตี มโน.
บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิตเสียจากความชั่ว เพราะว่า เมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่ ใจจะยินดีในความชั่ว.
(พุทฺธ) ธมฺมปทฏฺฐกถา ๕/๔
ธรรมดาเวลาที่เรามีจิตเป็นกุศลคิดอย่างทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น จะให้ทาน จะรักษาศีล จะเจริญภาวนา เป็นต้น ก็ควรรีบทำโดยทันทีทีเดียว โดยไม่ต้องรีรอประการใดทั้งสิ้น ไม่ต้องรอเพื่อนฝูง ไม่ต้องรอญาติพี่น้อง ไม่ต้องรอใคร หรือบรรพชิตคิดจะทำวัตรมีอุปัชฌายวัตรเป็นต้น ก็ควรรีบทำโดยไม่ต้องรีรอแต่ประการใดเช่นกัน และควรห้ามจิตมิให้ตกไปในอำนาจแห่งบาปกรรม ทั้งที่เป็นกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต
ท่านอธิบายไว้ว่า เมื่อบุคคลคิดอยากจำทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มัวรีรออยู่ โดยมีความลังเลสงสัยว่า จะได้บุญหรือไม่หนอ จะสำเร็จประโยชน์หรือไม่หนอ ดังนี้เป็นต้น เช่นนี้ชื่อว่า “ทำความดีช้า” โอกาสที่บาปจะเกิดขึ้นครอบงำจิตย่อมมีมาก เช่น คิดจะให้ทาน แต่มัวรีรออยู่ โอกาสที่ความตระหนี่จะเกิดขึ้นครอบงำจิตย่อมมีมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ให้ทาน ดังนี้เป็นต้น
เหตุนั้น ท่านจึงให้ทำความดีด้วยความรวดเร็ว คือทันทีที่เกิดกุศลจิตขึ้น เพื่อที่จะไม่เปิดโอกาสให้บาปเกิดขึ้นครอบงำจิต เพราะจิตจะยินดีในกุศลกรรมได้เต็มที่ในขณะที่ทำกุศลกรรมเท่านั้น พ้นจากนั้นไปแล้ว จิตย่อมน้อมไปสู่ความชั่วได้โดยง่าย.

ปาปญฺเจ ปุริโส กยิราน นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ
น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย.
ถ้าบุรุษพึงทำบาปไซร้ ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อยๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะว่า ความสั่งสมบาป เป็นเหตุให้เกิดทุกข์.
(พุทฺธ) ธมฺมปทฏฺฐกถา ๕/๕
ถ้าหากประมาทพลาดพลั้งไปทำบาปเข้า ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ท่านให้พิจารณาในขณะนั้นทันที สำเหนียกในทันทีว่า กรรมนี้ไม่สมควรแก่เราเลย กรรมนี้เป็นกรรมหยาบ กรรมนี้เป็นกรรมที่สาวกของพระพุทธเจ้าไม่ควรทำ กรรมนี้ไม่สมควรแก่วงศ์ตระกูลของเรา เป็นต้น และอย่าทำบาปนั้นอีก อีกทั้งอย่าทำความพอใจในบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น เพราะการทำบาปก็ตาม การพอใจในบาปก็ตาม ยิ่งทำบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการสั่งสมพอกพูนบาปให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทั้งในภพนี้ ทั้งในภพหน้า.

ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรากยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถสุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย.
ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ พึงทำความพอใจในบุญนั้น เพราะว่า ความสั่งสมบุญ ทำให้เกิดสุข.
(พุทฺธ) ธมฺมปทฏฺฐกถา ๕/๙
ถ้าหากว่ามีโอกาสได้ทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น ท่านว่าให้หาโอกาสทำบุญนั้นบ่อยๆ อย่าหยุดเสียด้วยคิดว่า พอละ เท่านี้ก็พอ ทำบุญครั้งเดียวก็พอแล้ว เป็นต้น แต่ควรหาโอกาสทำบุญนั้นๆร่ำไป อีกทั้งในขณะที่ทำบุญนั้น ให้ทำความพอใจในบุญนั้นด้วย คือทำจิตให้ยินดีในบุญ เพลิดเพลินในบุญ เบิกบานในบุญ ทำความอุตสาหะในการประกอบบุญกรรมนั้นๆเป็นอย่างดี เพราะยิ่งสั่งสมบุญพอกพูนบุญไว้มากเท่าไร ย่อมก่อให้เกิดสุขได้มากเท่านั้น การสั่งสมบุญก่อให้เกิดความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า.

ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํอถ [ปาโป] ปาปานิ ปสฺสติ
ภทฺโรปิ ปสฺสตี ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ภทฺรํ อถ [ภทฺโร] ภทฺรานิ ปสฺสติ.
แม้คนผู้ทำบาป ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด บาปเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่ว ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อมเห็นความดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าดี.
(พุทฺธ) ธมฺมปทฏฺฐกถา ๕/๑๓
บุคคลผู้ทำกรรมชั่วมีทุจริตทางกายเป็นต้น ชื่อว่า คนบาป คนบาปนี้ไม่ว่าจะทำบาปมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าหากว่าเขามีบุญเก่าคือบุญที่ทำไว้ในภพก่อนชาติก่อนมาก บุญนั้นยังสนับสนุนเขาอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เขาได้รับความสุขสบาย เขาย่อมมีความคิดว่า บาปกรรมที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เขาได้รับความสุขสบาย ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนประการใดเลย แต่หารู้ไม่ว่า ความสุขที่ได้รับนั้น เป็นผลของบุญที่ได้ทำไว้ในภพก่อนชาติก่อน แต่เมื่อใดที่บุญเก่าหมด เขาได้รับความทุกข์เพราะบาปกรรมที่ทำไว้ให้ผล เมื่อนั้นเขาจึงจะสำนึกได้ ว่าความชั่วที่เขาได้ทำนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย
บุคคลผู้ทำความดีมีสุจริตทางกายเป็นต้น ชื่อว่า คนดี คนดีจำนวนไม่น้อยเลยที่ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดีเรื่อยมา แต่ต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ทั้งโดนกลั่นแกล้งต่างๆนานา ทำธุรกิจการงานใดๆก็ไม่เจริญงอกงาม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลของบาปกรรมเก่าที่เขาได้เคยสร้างไว้เมื่อภพก่อนชาติก่อนตามมาล้างผลาญ จึงอาจจะทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าผลของความดีไม่มีอยู่จริง เช่นนี้ก็เป็นไปได้ ต่อเมื่อใดที่บาปเก่าเบาบางหรือหมดลง เมื่อนั้นความดีที่ทำไว้ได้โอกาสให้ผล เขาย่อมได้รับความสุขความเจริญอันเป็นผลมาจากความดี เมื่อนั้น เขาจึงจะเห็นว่า ความดีที่ทำนั้นมีผลดีจริง
เหตุดังนี้ บุคคลพึงตั้งหน้าตั้งตาทำความดีด้วยจิตที่มีศรัทธาเถิด ความดีจักให้ผลแน่นอน ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าใด ความดีก็ไม่ให้ผลชั่ว และความความชั่วก็ไม่ให้ผลดี.

มาวมญฺเญถ ปาปสฺสน มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปเตนอุทกุมฺโภปิ ปูรติ
ปูรติ พาโล ปาปสฺสโถกํ โถกํปิ อาจินํ.
บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณน้อย จักไม่มาถึงแม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลง (ทีละหยด) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ ฉันนั้น.
(พุทฺธ) ธมฺมปทฏฺฐกถา ๕/๑๕
ธรรมดาว่าบาปนั้น จะเป็นบาปเล็กๆน้อยๆ หรือบาปใหญ่หลวงก็ตามที ย่อมให้ผลอันไม่พึงประสงค์แก่ผู้กระทำ บุคคลบางคนอาจคิดว่า เราทำบาปแค่นิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เล็กน้อย เป็นต้น จึงทำบาปนั้นๆอยู่ร่ำไป โดยคิดว่าไม่เป็นไร แต่เขาทำบาปนั้นบ่อยเข้าๆ บาปนั้นก็พอกพูนมากขึ้นๆ ตามลำดับ สุดท้ายบาปที่ว่าเล็กน้อยนั้นก็กลายเป็นบาปท่วมหัว ท่านอุปมาเหมือนกับหม้อน้ำที่เปิดฝาวางไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกลงมาทีละน้อยๆ หม้อนั้นก็ไม่เต็ม แต่เมื่อฝนตกบ่อยๆ น้ำในหม้อก็เพิ่มขึ้นๆ สุดท้ายน้ำก็เต็มหม้อ ข้อนี้ฉันใด บุคคลทำบาปทีละน้อยๆ แต่ทำบ่อยๆ ก็กลายเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยบาป ฉันนั้น ท่านจึงไม่ให้ดูหมิ่นดูแคลนบาปแม้เพียงเล็กน้อย แต่ตรงกันข้าม ท่านให้ทำตัวเป็นผู้ขยาดเกรงกลัวต่อบาป ไม่ว่าจะเล็กน้อยสักเพียงใดก็ตาม.

12345678910...ถัดไป>หน้าสุดท้าย>>