วัดพิชโสภาราม

ความหมายของธรรมะ

ความหมายของธรรมะ

(เทศน์ที่บ้านเขตประชาพัฒน์ วันที่ ๑๔ ธ.ค. ๕๕)

            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานไปนานแล้วพร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอโอกาสพระเถรานุเถระ ขอความสุขความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมสาธุชนผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่านทุกคน ณ โอกาสบัดนี้

          ต่อไปก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟัง ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็นั่งสมาธิฟัง เพราะว่าการฟังธรรมด้วยดีก็เกิดปัญญา เกิดปัญญาที่เป็นโลกิยปัญญาหรือว่าโลกุตตรปัญญา เราฟังเอาบุญก็ได้ ฟังเอาอุปนิสัยก็ได้ ฟังเอาสมาธิก็ได้ ฟังเอาวิปัสสนา หรือว่าฟังเอามรรคเอาผล เอาพระนิพพานก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมได้นั่งสมาธิฟัง

          ขณะที่เราฟังธรรมไปหูของเรายินเสียงข้างใดชัดเจน เราก็เอาสติไปปักไว้ที่หูข้างนั้นกำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” หรือว่า “เสียงหนอๆ” คำใดคำหนึ่งตามแต่เราจะถนัดจนกว่าจิตใจของเรามันจะสงบเป็นสมาธิ หรือว่าจนกว่าคำบริกรรมของเรามันจะดับไป แต่ต้องจำให้ได้ว่าตอนผู้เทศน์ เทศน์ถึงเรื่องอะไรเราจึงดับไป อันนี้ก็ขอให้ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่านพยายามจำให้ได้ว่าเราจะดับไปตอนไหน การประพฤติปฏิบัติธรรมของญาติโยมที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันนี้ การประพฤติปฏิบัติธรรมเราได้ยินอยู่เป็นประจำ ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมวัดโน้นบ้าง การประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดนี้บ้าง แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ถือว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดสมาธิ เพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ เพื่อให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดพระนิพพาน

          แต่ก่อนอื่นก็ขอทำความเข้าใจกับญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ว่าคำว่า ธรรม ที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ ธรรมะ นั้นมันแปลว่าอะไร บางคนก็แปลไม่ออก บางคนก็แปลไม่ถูก บางคนก็แปลไปต่างๆ นาๆ ธรรมะนั้นแปลได้มากมายสุดที่จะพรรณนา แต่อาตมาได้ขอนำเอาคำว่าธรรมะนั้นมาแปลให้ญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมฟัง พอสมควรแก่อุปนิสัยของญาติโยมทั้งหลาย

          คำว่า ธรรมะ นั้นท่านแปลว่า ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน คือคนใดทำความดีจะต่อหน้าก็ดีลับหลังก็ดี บุคคลนั้นก็ถือว่าทำดี คือลักษณะของความดี ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ถ้าผู้ใดทำความไม่ดี จะเป็นการทำบาปต่อหน้าก็ดีลับหลังก็ดีก็ถือว่าเป็นบาป เพราะอะไร เพราะธรรมะนั้นทรงลักษณะของตนไว้จะเห็นหรือไม่เห็นก็ตามก็ถือว่าทำบาป ทำดีคนจะรู้คนจะเห็นหรือไม่เห็นก็ตามก็ถือว่าเป็นความดี การที่บุคคลทำเช่นนั้นเรียกว่าการที่บุคคลทำความดีนี้ลักษณะของธรรมะมันเป็นอย่างนั้น

          เพราะฉะนั้นการประพฤติธรรมนั้นไม่ต้องให้คนอื่นรู้ก็ได้ เราประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าเป็นธรรม แล้วธรรมะนั้นท่านแปลว่าเป็นธรรมชาติ สิ่งใดเป็นธรรมชาติสิ่งนั้นก็เป็นธรรมะ สิ่งใดเป็นธรรมะสิ่งนั้นก็เป็นธรรมชาติ คือเราเห็นธรรมชาติต่างๆ เห็นภูเขาแม่น้ำลำธารเห็นต้นไม้ต่างๆ สิ่งนี้แหละเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติเหล่านี้เป็นธรรมะ อย่างเรามองไปในป่ามองไปเห็นต้นไม้โตบ้าง ต้นไม้เตี้ยบ้าง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นนั่นแหละมันเป็นธรรมะ ต้นไม้อ้วนบ้าง ต้นไม้ผอมบ้าง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะมันเป็นธรรมะหรือว่าต้นไม้บางต้นสมบูรณ์ ไม่มีดอกไม่มีผลมีแต่ใบก็ถือว่าเป็นธรรมะ ต้นไม้บางต้นไม่สมบูรณ์แต่มีดอกมีผลอันนั้นก็เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นธรรมชาติก็คือธรรมะ ธรรมะก็คือธรรมชาติ

          ย้อนมาระลึกนึกถึงคนเรา ทำไมคนเราเกิดมาอ้วนก็เพราะนั้นแหละเป็นธรรมะ บุญกุศลที่เขาสร้างสมอบรมมาในลักษณะอย่างนั้น จึงได้รูปอย่างนั้น จึงได้ลักษณะอย่างนั้น ทำไมคนเกิดมาจึงผอม ก็เพราะว่ามันเป็นธรรมะ เขาได้ทำบุญทำกุศลมาในลักษณะอย่างนั้นเขาจึงได้เสวยรูปในลักษณะอย่างนั้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นธรรมะ หรือว่าบุคคลที่เกิดมาแล้วทำไมถึงจนอันนั้นก็เป็นธรรมะเหมือนกัน เพราะเขาได้สร้างสมอบรมบาป คือความตระหนี่ไว้มาก ไม่รู้จักการให้ทานรักษาศีล ไม่รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่รู้จักการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ แก่คนทั้งหลายทั้งปวงเขาเกิดมาแล้วจึงเป็นคนยากจนอันนั้นก็เป็นธรรมะ เรียกว่าบาปกรรมมันให้ผลไปในลักษณะอย่างนั้น ก็เลยทำให้บุคคลนั้นเป็นคนยากจน อันนี้ก็เป็นธรรมะเหมือนกัน

          แต่ว่าเรามองไปบนตึกสูงๆ บนบ้านหลังใหญ่ๆ ทำไมเขาจึงร่ำรวย ทำไมเขาจึงมีเงินมีทอง ก็เพราะว่าเป็นธรรมะ เขาได้สร้างสมอบรมบุญไว้ในภพก่อนชาติก่อน ทำมาค้าขายก็ขึ้นทำธุรกิจก็เจริญ ทำโรงงานก็ร่ำรวย เพราะอะไร เพราะเขาได้เคยให้ทานมาแต่ภพก่อนชาติก่อน ทำอะไรก็ขึ้น ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะผลบุญนั้นหนุนรักษา จึงทำให้เขาเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจการงานต่างๆ อันนี้ก็เป็นธรรมะ

          เรามองไปเห็นบุคคลผู้เกิดมาเป็นคนขอทาน ไม่มียศไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรีถูกคนอื่นกล่าวดูถก ดูหมิ่นอยู่เป็นประจำ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นก็เป็นธรรมะ เพราะอะไร เพราะบุคคลนั้นดูถูกพระธรรมวินัย ดูถูกพระพุทธเจ้า ดูถูกพระธรรม ดูถูกพระสงฆ์ ดูหมิ่นบุคคลผู้มีธรรม ตายไปแล้วก็เลยถูกบุคคลอื่นเขาดูหมิ่น ถูกคนอื่นเขาเหยียดหยามอันนี้ก็เป็นธรรมะ ผลแห่งบาปให้ผลเขาจึงเกิดมาในตระกูลที่ต่ำต้อย แล้วก็ถูกคนอื่นเขาดูหมิ่นเหยียดหยามอันนี้มันก็เป็นธรรมะ

          หรือว่าบุคคลผู้เกิดขึ้นมาแล้วเกิดในตระกูลสูงส่งมีคนเคารพ มีคนนับถือ ไปไหนๆ ก็มีรถตำรวจ มีบริวารห้อมล้อม นำหน้านำขบวนต่างๆ อันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะผลบุญ เห็นพระเห็นเจ้าเห็นผู้มีคุณธรรมไปบิณฑบาตก็เกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใสยกมือสาธุการ เห็นเขากล่าวธรรมะก็เกิดความเลื่อมใสเกิดความอนุโมทนาสาธุการ เห็นเขาทำบุญทำทานก็ไม่ขัดไม่ข้อง อนุโมทนาสาธุการ ไปไหนๆ ก็เลยมีแต่คนเคารพ มีแต่คนนับถือ มีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังคอยอุปถัมภ์อุปฐาก เพราะอะไร เพราะจิตที่อนุโมทนา คนทั้งหลายทั้งปวงก็เลยเกิดความรัก ความเคารพ ความนับถืออันนี้ก็เป็นธรรมะเหมือนกัน

          เพราะฉะนั้นธรรมะนั้นจึงถือว่าเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ คนทั้งหลายเกิดมามีปัญญาไม่ดี ก็เพราะอะไร เพราะธรรมะ แต่ก่อนโน้นดูถูกเวลาคนอ่านหนังสือธรรมะท่องหนังสือธรรมะไปรบกวนคนอื่น ท่านกล่าวว่าเวลาเขาอ่านธรรมะ ศึกษาธรรมะไปรบกวนเขา ไม่ให้เขาท่องหนังสือธรรมะ ไม่ให้เขาอ่านหนังสือธรรมะ เวลาเขาเปิดเทปซีดีฟังธรรมะอยู่ดีๆ ก็ไปพูดเสียงดังรบกวนการฟังธรรมของเขา เวลาเขากำลังตั้งใจฟังธรรมก็พยายามที่จะไปกีดกันไม่ให้เขาได้ฟังธรรม ถ้าเป็นไปในลักษณะอย่างนี้ แสดงว่าบุคคลนั้นไปขวางกางกั้นไม่ให้เขาได้ฟังธรรม เวลาอานิสงส์มันให้ผลก็คือบุคคลนั้นต้องเกิดเป็นคนปัญญาทึบ เกิดมาแล้วก็ด้อยปัญญา จำคำแม้แต่คำคำหนึ่งก็จำไม่ได้ เพราะอะไร เพราะวิบากแห่งบาปนั้นมันให้ผล เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นธรรมหมด

          เราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมรวมกันนี้ก็ถือว่าเป็นธรรม เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเห็นคนเจ็บแข้งเจ็บขา เห็นคนปวดหลังปวดเอวนี้ก็เป็นธรรม บางครั้งเรามาอยู่ด้วยกันทั้งหมดนี้ก็ร้อยกว่าชีวิต จะหาคนที่เหมือนกันสักคนหนึ่งก็หายากอันนั้นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะธรรมะ แต่ละคนจะมีจิตมีใจเหมือนกันก็หายาก บุคคลจะมีแข้งมีขามีหูมีตาเหมือนกันนั้นหายาก เพราะอะไร เพราะนั่นแหละเป็นธรรมะประพฤติปฏิบัติไม่เหมือนกัน เวลาทานอาหารก็ไม่เหมือนกัน เวลาเดินก็ไม่เหมือนกัน เวลาพูดก็ไม่เหมือนกัน เพราะวิบากแห่งผลบุญที่คนทำนั้นต่างกัน บางคนทำบุญด้วยศรัทธา บางคนทำบุญด้วยความเลื่อมใส บางคนก็ทำบุญด้วยใจเฉยๆ บางคนรักษาศีลบริสุทธิ์ บางคนรักษาศีลด่าง บางคนรักษาศีลพร้อย บางคนรักษาศีลขาดทะลุต่างๆ เวลาวิบากผลบุญให้ในลักษณะอย่างนี้จึงมีลักษณะต่างกัน เวลาคนทำบุญทำทานบางคนก็อนุโมทนา บางคนก็ไม่อนุโมทนา บางคนก็เฉยๆ ในลักษณะอย่างนี้เป็นลักษณะของจิตใจมันต่างกัน พอวิบากผลบุญส่งให้คนทั้งหลายทั้งปวงจึงไม่เหมือนกันอันนี้ก็เป็นธรรมดา อันนี้ก็เป็นธรรมะ

          เพราะฉะนั้นธรรมะนั้นก็ถือว่าเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา แต่ธรรมะที่จะนำมากล่าวให้ญาติโยมทั้งหลายได้สดับรับฟังก็คือธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ ที่ว่า สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว สันทิฏฐิโก เป็นสิ่งที่บุคคลพึงเห็นเอง คือเป็นสิ่งที่บุคคลจะต้องเห็นเอง จะเห็นแทนกันไม่ได้ จะปฏิบัติแทนกันไม่ได้ อย่างเช่นเห็นในที่นี้เราเห็นด้วยปัญญา เราเห็นด้วยจิตด้วยใจ เห็นด้วยปัญญาเห็นด้วยจิตด้วยใจอย่างไร คืออย่างเช่นธรรมะเป็นสิ่งที่บุคคลพึงเห็นเอง เห็นในที่นี้คือเห็นแจ้งในธรรม อย่างเช่นปีติเกิดขึ้นมาบุคคลอื่นไม่ได้ปฏิบัติ เราจะกล่าวว่าปีติมันเกิดอย่างโน้นอย่างนี้เห็นแทนกันไม่ได้ บุคคลนั้นต้องเห็นเอง ต้องประพฤติปฏิบัติเองจึงจะเห็น เหมือนกับสมาธิบุคคลไม่เคยเจริญสมาธิ เมื่อเดินจงกรมขวาย่างหนอซ้ายย่างหนอ มีจิตตั้งมั่น มีจิตใจเป็นสมาธิ

          เมื่อจิตตั้งมั่นจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตมีอาการพองอาการยุบเป็นผลของกรรมฐาน จิตแน่แน่วจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นรู้เอง เห็นเอง คือเห็นด้วยใจ ใจมันได้สัมผัส กายมันได้สัมผัสว่าบุคคลเมื่อเข้าสมาธิกายมันตึงอย่างนี้กายมันแข็งอย่างนี้จิตใจมันตั้งมั่นอย่างนี้ อารมณ์คือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส คือสัมผัส คืออารมณ์ต่างๆ นั้น ไม่สามารถทำจิตใจของเราให้เอนเอียงหรือให้ยินดียินร้ายได้ อันนี้เรียกว่าอารมณ์ของสมาธิ บุคคลเหล่านั้นจะเห็นแจ้งก็เพราะการประพฤติปฏิบัติ คือเห็นแจ้งด้วยตนเอง ทำให้ถึง ทำให้มาก ทำให้ปรากฏ ทำให้จิตของเราบรรลุถึงฌานให้ได้แล้วเราจะเข้าใจ แล้วเราจึงจะเห็นเอง เพราะฉะนั้นพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เป็นสิ่งที่บุคคลพึงเห็นเอง

          หรือท่านกล่าวว่าเห็นวิปัสสนาญาณอย่างไร ญาติโยมบางคนบางท่านว่าเห็นอย่างไร เห็นวิปัสสนาญาณเอาอะไรเห็น เอาตาเนื้อหรือว่าเอาอะไรเห็น เห็นวิปัสสนาญาณนั้นท่านกล่าวว่า เห็นด้วยปัญญาเห็นด้วยใจ ว่าเมื่อวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นมาแล้วเห็นรูปเห็นนามนั้น รู้รูปรู้นามอย่างเช่นร่างกายของเรานั้นมีรูปกับนาม ในร่างกายของเรานี้อะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม ท่านกล่าวว่ารูปคือ ตั้งแต่พื้นเท้าถึงปลายผมตั้งแต่ปลายผมถึงพื้นเท้านั้นเป็นรูป สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยตา สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยหู สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยจมูก สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยลิ้น สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยกาย สิ่งนั้นเป็นรูป อย่างเช่นรูปสีเขียว สีเหลือง สีแดงนี้ก็เป็นรูปเพราะจักขุประสาทนั้นสัมผัสได้ จึงกล่าวว่าเป็นรูปแต่เป็นอุปาทายรูป รูปอาศัย

          อย่างเสียงที่อาตมาได้กล่าวไปนี้ก็เป็นรูป เพราะสามารถที่จะกระทบกับโสตประสาทได้เรียกว่าอุปาทายรูป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือว่ากลิ่นที่มากระทบจมูกของเรานี้ก็เป็นรูป แต่เป็นรูปละเอียดอ่อนมองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่สามารถกระทบได้ด้วยจมูก เรียกว่าฆานวิญญาณ สามารถรู้ด้วยประสาทจมูก หรือว่ารสก็ดีที่เราทานอาหารก็ดี ฉันอาหารก็ดี ฉันเป็นเปรี้ยวเป็นหวาน เป็นเค็ม ท่านก็กล่าวว่าเป็นรูปสามารถสัมผัสได้ด้วยลิ้น เรียกว่าชิวหาวิญญาณ สามารถที่จะรู้ได้ด้วยประสาทลิ้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นรส หรือว่าลมที่พัดมาอันนี้เรามองไม่เห็นได้ด้วยตาแต่ก็ถือว่าเป็นรูป เพราะสามารถที่กระทบร่างกายของเราได้อยู่ เพราะฉะนั้นรูปนั้นคือสิ่งที่กระทบด้วยตาด้วยหูด้วยจมูกด้วยลิ้นด้วยกายได้

          แต่ส่วนใดที่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจสิ่งนั้นเป็นนามอย่างเช่นความโกรธ ความโลภ ความหลง ความดีใจ ความเสียใจ สภาพที่เกิดอะไรต่างๆ สัมผัสได้ด้วยใจสิ่งนั้นเป็นนาม นี้รูปนามมันปรากฏขึ้นมา ขณะที่เราบริกรรมพองหนอ ขณะที่ท้องพองขึ้นมาเป็นรูป ใจที่เรานึกคำบริกรรมนั้นแหละเป็นนาม ถ้าเราเจริญวิปัสสนาขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พองหนอ ยุบหนออย่างนี้ เมื่อเรามีสติสมบูรณ์ขึ้นมาเราจะรู้ว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม เท้าที่ยกเป็นรูป หรือว่าใจที่คิดเป็นรูปเราก็จะรู้เองว่าเท้าที่ยกนั้นมันเป็นรูปใจที่คิดนั้นเป็นนาม อันนี้เราจะเห็นแจ้งด้วยใจของเราเอง เห็นแจ้งด้วยปัญญาของเราเอง วิปัสสนาก็จะเจริญขึ้นๆ แล้วก็จะเห็นปัจจัยของรูปของนาม เห็นรูปนามเป็นพระไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เห็นเฉพาะความเกิดดับของรูปของนาม เห็นเฉพาะความดับไปของรูปของนาม เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว เห็นรูปนามเป็นทุกข์เป็นโทษเบื่อหน่ายในรูปในนาม อยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้นจากรูปจากนาม แล้วก็มีจิตใจเข้มแข็งตั้งใจจริงประพฤติปฏิบัติจริง มีใจวางเฉยแล้วก็หน่วงเอาอนุโลมญาณ เมื่ออนุโลมญาณเกิดขึ้นมาแล้วก็หน่วงเอาโคตรภูญาณ เมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้นมาแล้วหน่วงเอามรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณปรากฏขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร เพราะเราเห็นแจ้งด้วยใจของเรา เรารับรู้ด้วยใจของเรา คนอื่นจะรับรู้ด้วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมท่านจึงว่า สันทิฏฐิโก เป็นสิ่งที่บุคคลจะต้องเห็นเอง จะปฏิบัติแทนกันไม่ได้ บรรลุแทนกันไม่ได้ เข้าสมาธิแทนกันไม่ได้ นี้เป็นลักษณะของสันทิฏฐิโก

          แล้วท่านกล่าวว่าอกาลิโก เป็นของไม่จำกัดกาล คณะญาติโยมที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้บางคนบางท่านอาจจะว่ามันล่วงกาลผ่านพ้นไปแล้ว การบรรลุมรรคผลนิพพานมันหมดสมัยแล้ว เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีแล้ว การบรรลุมรรคผลนิพพานจะมีมาแต่ที่ไหน บางคนอาจจะคิดอย่างนั้น

          ท่านกล่าวในอรรถกถาไว้ว่า พันปีที่หนึ่งนั้นเป็นยุคของพระอรหันต์ผู้ได้ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ คือเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงเลยมาหนึ่งพันปี บุคคลมีศรัทธาออกบวช เจริญวิปัสสนากรรมฐานก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ แตกฉานในอรรถในธรรมในปฏิภาณในภาษา

          แต่เมื่อพระศาสนาล่วงเลยมาถึงสองพันปี บุคคลมีศรัทธาออกบวชเลื่อมใสในพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานบุคคลนั้นก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ แล้วก็ได้อภิญญา ๖ มีหูทิพย์ มีตาทิพย์ รู้วาระจิต อิทธิฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น เรียกว่าเป็นอภิญญา ๖

          แต่เมื่อพระศาสนาล่วงเลยไปสามพันปี บุคคลเกิดศรัทธาเกิดความเลื่อมใสออกบวช บุคคลนั้นประพฤติปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานบุคคลนั้นก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยวิชชา ๓ เรียกว่ามีตาทิพย์ รู้การเกิดการตายของสัตว์อื่น อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น เรียกว่าได้วิชชา ๓ เกิดขึ้นมา

          แต่เมื่อพระศาสนาล่วงเลยไปถึงสี่พันปี บุคคลออกมาบวชเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านกล่าวว่าเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แต่เป็นพระอรหันต์ประเภท สุกขวิปัสกะ แห้งแล้ง ไม่มีวิชชา ๓ ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ไม่มีอภิญญา ๖ เป็นการบรรลุโดยแห้งแล้ง ฆ่ากิเลสตาย คายกิเลสหลุด เป็นวิสุทธิสงฆ์ก็จริงอยู่แต่เป็นวิสุทธิสงฆ์ประเภทสุกขวิปัสกะ ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดช ไม่มีเจโตปริยญาณ นี้ท่านกล่าวไว้ในพระอรรถคาถา

          แต่ถ้าพระศาสนาล่วงเลยถึงห้าพันปีบุคคลออกบวชเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ก็จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบันบ้าง สกทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง แต่จะไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะในสมัยนั้นกิเลสของคนมันหยาบ จิตใจของคนมันต่ำอารมณ์ต่างๆ มันมาก โอกาสที่จะทำจิตให้บริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์นั้นก็ยากนี้ท่านกล่าวไว้

          ในสมัยนี้พระศาสนาก็ล่วงเลยแค่ ๒,๕๕๕ ปี ก็อยู่ในกึ่งของอภิญญา ๖ และวิชชา ๓ เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมจึงได้ผลอยู่ แต่ว่าบุคคลนั้นจะทำจริงหรือไม่จริง เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า อกาลิโก ถ้าผู้ใดทำจริง ประพฤติปฏิบัติจริงก็ย่อมได้รับผลจริง อย่างเช่นที่หลวงปู่ชาท่านประพฤติปฏิบัติจริง สอนลูกศิษย์ลูกหาจริง คนทั้งหลายทั้งปวงที่ไปประพฤติปฏิบัติก็ได้บรรลุสมาธิ ก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานจริง เพราะฉะนั้นท่านจึงเขียนเป็นคำกลอนว่า

                      มรรคผลพ้นสมัยนั้น       อย่าขาน

               เป็นดั่งคำคนพาล               เท่านั้น

               มรรคผลไม่ล่วงกาล            ยังอยู่เสมอนา

               หากปฏิบัติเข้าขั้น               ย่อมรู้รสธรรม.

          นี้ถ้าผู้ใดปฏิบัติเข้าขั้น คือมีสติสมบูรณ์ มีสมาธิสมบูรณ์ มีความเพียรสมบูรณ์ มีวิปัสสนาญาณสมบูรณ์ มรรคผลนิพพานก็เป็นอันเกิดขึ้นมาแก่บุคคลนั้น เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงไม่จำกัดกาล ไม่จำกัดสมัยขอให้เราทั้งหลายนั้นมีความเพียร มีความบากบั่น มีความมุมานะ มีความตั้งใจจริง ประพฤติปฏิบัติจริง เราก็สามารถพ้นไปจากความทุกข์ได้ ถ้าเราไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว เราทำอย่างไรๆ เราทำให้พ้นไปจากความทุกข์ไม่ได้ เราจะรวยล้นฟ้า เราจะรวยล้นดิน เราก็ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ได้ เราดีดนิ้วมือฝนเงินฝนทองตกลงมาท่วมแข้งท่วมขา เรามีเงินมีทองมากขนาดนั้นก็ไม่พ้นไปจากความทุกข์ เพราะอะไร เพราะเรายังมีความโกรธ มีความโลภ มีความหลง มีราคะ มีตัณหาอยู่ เราก็ต้องมีความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นเชื้อแห่งความทุกข์

          เราจะมียศปกคลุมแผ่นดินทั้งแผ่นดิน แต่เราก็ไม่พ้นจากความทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยธรรมะ คือการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นบุคคลทั้งกลายผู้มีปัญญา ก็พึงที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า อกาลิโก ไม่จำกัดกาลนั้นถ้าผู้ใดมีศรัทธา มีบุญ มีความเพียร มีบารมี ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ แม้แต่นางวิสาขามีอายุแค่ ๗ ปีได้ทราบข่าวว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จมาที่เมืองสาเกตซึ่งเป็นเมืองของนางวิสาขานางก็เกิดความยินดี พาบริวาร ๕๐๐ นั้นไปต้อนรับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถา กล่าวพรรณนาเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ เรื่องโทษของกามคุณ แล้วก็เรื่องอานิสงส์ของการออกบวช นางวิสาขาอายุเพียง ๗ ปี ได้บรรลุธรรมาภิสมัยสำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นตั้งแต่อายุ ๗ ปี มีจิตใจสะอาด มีจิตใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เป็นอจลศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ ไม่หวั่นไหวในพระธรรม ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ เป็นผู้เที่ยงตรงต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลข้างหน้าอย่างแน่นอน เพียง ๗ ปี ก็ได้บรรลุ

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นท่านไม่จำกัดกาล หรือเราไปพิจารณาเรื่องของสังกิจจะสามเณรก็ยังได้บรรลุมรรคผลนิพพานตั้งแต่ ๗ ปี หรือเราไปพิจารณาเรื่องของพระสีวลีเถระ อ่านประวัติของท่านว่าพระสีวลีเถระนั้นเป็นผู้มีลาภยืนยง เป็นผู้มีลาภมาก ก็อ่านประวัติดูว่าท่านเป็นมาอย่างไร ท่านอยู่ในท้องของมารดาตั้ง ๗ ปี ๗ เดือน ทำไมท่านไม่ตายก็เพราะชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน บุคคลผู้ที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นชาติสุดท้าย ถ้ายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานถึงขั้นอรหันต์แล้วตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เอาไฟมาครอกก็ไม่ตาย

          อย่างเช่นเราเห็นเรื่องสังกิจจะที่อยู่ในท้องของมารดา เขาเอามารดาไปเผาขณะที่เผามารดานั้นแหละ เด็กอยู่ในท้องก็ไม่ตายสัปเหร่อเอาไม้ทิ่มไม้แทงไปเห็นเด็ก มีสีเหมือนทองคำเอาออกมาได้โดยที่ไม่เป็นอะไร เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เป็นปาฏิหาริย์ เพราะอะไร เพราะชาตินั้นเป็นชาติสุดท้ายของบุคคลผู้จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาติใด ชาตินั้นจะตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ บรรลุมรรคผลนิพพานเสียก่อนจึงจะนิพพาน

          พระสีวลีเถระนี้ก็เหมือนกันในสมัยก่อนโน้นท่านทำกรรม ได้ไปปิดเมืองเขาไว้ ๗ ปี ๗ เดือน แล้วก็ปิดช่องเล็กช่องน้อยไม่ให้เขาออกมาเอาน้ำ ไม่ให้เขาออกมาเอาอาหารนั้นอีก ๗ วัน ปิดเมืองล้อมเมืองอยู่ ๗ ปี ๗ เดือน ก็อยู่ในท้องของมารดานั้น ๗ ปี ๗ เดือน ปิดช่องเล็กช่องน้อยไม่ให้คนทั้งหลายทั้งปวงออกมาเอาน้ำเอาข้าวเอาอาหารนั้นไปเลี้ยงคนในเมือง ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดความลำบาก พระสีวลีก็นอนขวางช่องคลอดของมารดาอยู่ ๗ วัน ทำให้มารดานั้นต้องทนทุกข์ทรมาน มารดาก็คือพระนางโรหินี ก็เกิดความทุกข์ทรมานสั่งให้คนใช้นั้นมาขอพร เมื่อมาขอพรองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อนน้องหญิง ขอน้องหญิงจงคลอดบุตรด้วยความสุขเถิดโดยสบายเถิด” ก็ทำให้นางนั้นคลอดบุตรออกมาเหมือนกับเทน้ำออกจากแก้ว ไหลลง เหมือนกับพระลงจากธรรมาสน์ก้าวขาลงโดยง่ายดาย อันนี้ก็เป็นเพราะผลบุญผลกรรมที่สร้างมาอย่างนั้น

          แต่เมื่อออกมาแล้วก็เห็นทุกข์ว่าตนเองอยู่ในท้องของมารดานั้นเดือดร้อนเหลือเกิน เหมือนอยู่ในอุสสทนรก มีความทุกข์มีความทรมานเหลือเกินก็เลยเบื่อหน่ายในการที่ตนจะได้ทนทุกข์ทรมานอย่างนั้นอีก ก็เกิดศรัทธาเกิดความเลื่อมใสขอบวช ขณะที่บวชนั้นก็มีพระเถระปลงผมให้ ขณะที่ปลงผมนั้นแหละ มีดโกนถูกหัวครั้งแรกก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีดโกนถูกหัวครั้งที่ ๒ ก็ได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี มีดโกนถูกหัวครั้งที่ ๓ ก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี โกนผมเสร็จก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ นี่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๗ ปี เพราะอะไร เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาล

          หรือว่าพาหิยทารุจีริยะซึ่งเป็นอาเจลกปริพาชก ชีเปลือย คิดว่าตนเองบรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยการไม่นุ่งไม่ห่มผ้า เดินเปลือยกายแล้วคนทั้งหลายทั้งปวงก็คิดว่าเป็นพระอรหันต์ผู้ที่ไม่มีความละอายแล้ว ก็เลยเป็นเหตุเป็นปัจจัยร้อนถึงท้าวมหาพรหมเป็นเพื่อนเคยประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันก็มาเตือน ว่าการประพฤติปฏิบัติเปลือยกายอย่างนี้ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ เป็นการประพฤติแบบต่ำ เป็นอเจลกปริพาชก โน่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์นั้นอยู่ที่เมืองสาวัตถีนั้น เขาก็ดีอกดีใจก็วิ่งไปเมืองสาวัตถีสิ้นระยะทาง ๑๒๐ โยชน์ บางอาจารย์ก็บอกว่าไปด้วยฤทธิ์ของบุญ บางอาจารย์ก็บอกว่าไปด้วยฤทธิ์ของเทวดา บางอาจารย์ก็บอกว่าไปด้วยฤทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปทันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าไปในวิหาร เข้าไปในพระเชตวันถามหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเร่งด่วน แต่ว่าทราบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบิณฑบาต พระผู้คอยรับพระอาคันตุกะบอกให้รออยู่ในพระเชตวันก็ไม่รอ บอกว่าล้างเท้าเสียก่อนจะเอาน้ำมันทาเท้าให้ ก็ไม่ยอม ก็คิดว่าถ้าเรารอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผื่อเราตายก่อน เราก็จะไม่ได้ฟังธรรมหรือเราไม่ตายก่อนเผื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานก่อน เราก็จะสูญเสียประโยชน์ ศรัทธามันเกิดมันเป็นอย่างนั้นแล้วก็วิ่งหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั่วนคร ไปเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเดินบิณฑบาตอยู่ในตรอกถนนแห่งหนึ่งก็เข้าไป

          ขณะที่เข้าไปนั้นเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สง่างาม มีผิวพรรณเหมือนกับทองคำเปล่งพระฉัพพรรณรังสี ก็เกิดปีติ เกิดความซาบซ่าน เกิดความอิ่มอกอิ่มใจคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งหลายทั้งปวงอันตรธานสูญสิ้นไป แล้วก็น้อมกายเข้าไปในฉัพรรณรังสีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมอบกราบลงแทบพระบาทเหมือนทองคำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อน พาหิยะ เราตถาคตนั้นกำลังบิณฑบาตอยู่ ขอเธอค่อยฟังธรรมตถาคตทีหลัง” ก็ไม่ยอมอ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๒ พออ้อนวอนครั้งที่ ๒ พระองค์ก็ทรงตรัสว่า “เรา ตถาคตกำลังบิณฑบาตอยู่ ขอให้เราตถาคตนั้นบิณฑบาตเสร็จเสียก่อน ค่อยฟังธรรม” ก็ไม่ฟัง อ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๓ แล้วก็กล่าวว่า “ถ้าข้าพระองค์ รอพระองค์เสด็จกลับจากบิณฑบาตไปถึงพระเชตวัน เผื่อข้าพระองค์ตายก่อน ข้าพระองค์ก็จะสูญเสียโอกาสไม่ได้ฟังธรรมอันประเสริฐ อันเลิศของพระองค์ หรือเมื่อรอพระองค์เสด็จกลับพระเชตวัน บางครั้งพระองค์จะปรินิพพานก่อน ข้าพระองค์ก็จะไม่ได้ฟังธรรมอันประเสริฐ”

          เมื่อพาหิยะกล่าวอย่างนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อนพาหิยะ ถ้าอย่างนั้นเธอจงฟัง ดูก่อนพาหิยะ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน” เพียง ๒ คำเท่านั้นแหละพาหิยะก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสขาดจากขันธสันดาน นี่เป็นอกาลิโก การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาล อยู่กลางถนนแท้ๆ ก็ยังได้บรรลุมรรคผลนิพพานถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งใจจริง ประพฤติปฏิบัติธรรมจริงก็สามารถได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ แม้แต่พระอานนท์

          พระอานนท์เถระนั้นเป็นพุทธอุปฐากมีภารกิจต้องจัดแจงจีวร อุปถัมภ์อุปฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความขยันขันแข็ง ด้วยความซื่อสัตย์ ท่านกล่าวว่าพระอานนท์นั้นเวลาปัจฉิมยามก็จัดแจงต่างๆ เกี่ยวกับการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นในปฐมยาม ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะแสดงธรรมให้แก่ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงฟัง ก็จัดแจงเสนาสนะความเรียบร้อยต่างๆ เวลามัชฌิมยามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมให้แก่เทวดา ให้แก่พรหมทั้งหลายฟัง พระอานนท์นั้นถือคบเพลิงเดินวนรอบกุฏิ พระคันธกุฎีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืนละ ๓ รอบ คืนละ ๔ รอบ เพื่อการอารักขาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าทำความอุปถัมภ์อุปฐากดีทุกกาล ไม่มีเวลาเดินจงกรมนั่งภาวนาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเท่านั้น ได้ฟังธรรมจากพระสารีบุตรก็ได้บรรลุแค่พระโสดาบัน ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระสกทา อนาคา หรือบรรลุเป็นพระอรหันต์

          ต่อเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือนท่านกล่าวว่า ๓ เดือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิพพาน ๓ เดือนจะมีการทำสังคายนา เป็นปฐมสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าจะบรรลุในวันนั้น พระอานนท์ก็ประพฤติปฏิบัติธรรมในถ้ำคืนนั้น เดินจงกรมนั่งภาวนาตลอดคืนยันรุ่ง ไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็อ่อนอกอ่อนใจคิดว่า พระพุทธเจ้านั้นตรัสคำไหนก็จริงคำนั้นสงสัยคำพูดของพระพุทธเจ้า คำตรัสของพระพุทธเจ้าจะไม่เป็นจริงเสียแล้ว ก็ปฏิบัติธรรมจนแสงเงินแสงทองมันเกิดขึ้นมา ส่องขึ้นมา คิดว่าเราจะไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คำพูดของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโมฆะแล้ว กำลังจะเอนนอน ขณะที่เอนนอนก็มีสติกำหนด “รู้หนอๆ” ขณะที่กำหนดรู้กายกำลังเอนนอนนั้นแหละ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ในถ้ำสัตตบรรณคูหานั้นมีการประชุมสังคายนา พระอรหันต์ผู้ได้ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ มารวมกัน ๔๙๙ รูปเหลือไว้อีกรูปหนึ่งจะครบ ๕๐๐ เหลือไว้ให้แก่พระอานนท์เถระ

          ท่านกล่าวไว้ว่า พระอานนท์เถระนั้นดำดินลงไปแล้วก็ผุดขึ้นไปในท่ามกลางถ้ำ ท่ามกลางแห่งพระอรหันต์ทั้งหลายเพื่อตัดความสงสัยว่า การบรรลุเป็นพระอรหันต์นั้นพระอานนท์ได้บรรลุจริงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ เพื่อคลายความสงสัยให้แก่พระเถระทั้งหลายทั้งปวงที่ประชุมกันอยู่นั้น อันนี้เรียกว่าเป็นอกาลิโก การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอกาลิโก สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ บางครั้งเราเดินจงกรมก็เข้าสมาธิในท่าเดิน บางครั้งเรานั่งก็เข้าสมาธิในท่านั่ง บางครั้งเรานอนก็เข้าสมาธิในท่านอน การบรรลุมรรคผลกับการเข้าสมาธิจะคล้ายๆ กันบางครั้งก็บรรลุท่านั่ง บางครั้งก็บรรลุท่ายืน บางครั้งก็บรรลุท่าเดิน บางครั้งก็กำลังอาบน้ำ กำลังสรงน้ำ บางครั้งกำลังทานข้าว บางครั้งกำลังทำวัตรเช้าวัตรเย็นก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงกล่าวว่าเป็นอกาลิโก

          แล้วท่านกล่าวว่า เอหิปัสสิโก ควรเรียกบุคคลอื่นให้มาดู คือการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ เราควรเรียกบุคคลอื่นให้มาดู เรียกบุคคลอื่นให้มาปฏิบัติ คือเราควรทำการประกาศธรรมะ เรียกว่าย่ำธรรรมเภรี ตีกลองคือพระธรรมนั้นให้เลื่องลือไปในที่ต่างๆ เหมือนกับที่คณะครูบาอาจารย์ได้มาแนะนำพร่ำสอนญาติโยม ก็ถือว่าเรียกญาติโยมทั้งหลายนั้นให้มาดู มาดูการประพฤติปฏิบัติธรรมว่าเป็นของดีจริง ประเสริฐจริง ใครประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วรู้ผลจริง ได้รับผลจริง ผลของการประพฤติปฏิบัติยังปรากฏอยู่ การประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วทำให้ละราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน การประพฤติปฏิบัติธรรมทำให้พ้นไปจากความโกรธ ความโลภ ความหลง ความทุกข์ ความโศก ความวิโยคต่างๆ ก็ดับไปสิ้นไป เรียกให้บุคคลทั้งหลายทั้งปวงมาดูมาประพฤติปฏิบัติธรรมดู เพื่อที่จะได้เข้าใจ เพื่อที่จะได้เห็นจริง เพื่อที่จะได้รับเอาธรรมนั้นไปบดความทุกข์ปลงความโศก วางความโลภ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นออกไปจากจิตจากใจ เป็นสิ่งที่ควรประกาศ เอหิปัสสิโกคือ เรียกบุคคลอื่นให้มาดู คือประกาศธรรมะให้แผ่ไป บอกลูกบอกหลานบอกญาติพี่น้องให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม

          ธรรมะแผ่ไปถึงไหนก็มีความสุขไปถึงนั่น ไม่เหมือนกองทัพ กองทัพแผ่ไปถึงไหนก็ยังความโศกความเศร้าความเสียใจ การเข่นฆ่าราวี การประหัตประหารกันเลือดนองแผ่นดินอยู่สถานที่แห่งนั้น กองทัพแผ่ไปถึงไหน ความโศก ความตาย ความวิโยคต่างๆ ก็แผ่ไปถึงนั่น แต่ว่าธรรมะแผ่ไปถึงไหนก็มีความสุขนั้นท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับเมฆใหญ่ เมื่อเมฆใหญ่เคลื่อนไปสู่สถานที่แห่งใด ฝนใหญ่ เม็ดฝนมันก็ตกลงมาทำให้ต้นข้าวฟ่างพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่มชุ่มชื่น สัตว์สาวาสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงเกิดความดีอกดีใจ ชาวไร่ชาวนาก็ได้ทำนา ชาวสวนก็ได้เกิดความอิ่มอกอิ่มใจ พืชสวนไม่แห้งไม่แล้งต่างๆ

          ธรรมะก็เหมือนกัน แผ่ไปถึงจิตใจของบุคคลใดแล้วทำให้จิตใจของบุคคลนั้นมีเมตตา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีกรุณามีการทำบุญทำทานต่างๆ ก็อาศัยธรรมะ เพราะฉะนั้นธรรมะนั้นจึงควรเรียกบุคคลอื่นให้มาดู เอหิปัสสิโก

          โอปนยิโก คือน้อมเข้ามาสู่ตน คือเมื่อเรารู้ว่าธรรมะดีนั้นเราก็น้อมเข้ามาสู่ตน คือมาพิจารณาว่าเรานั้นมีศีลไหม เรามีสมาธิไหม เรามีวิปัสสนาญาณไหม เรามีมรรคมีผลมีพระนิพพานไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา เกิดมาแล้วเราไม่มีศีลบริสุทธิ์ เราไม่มีสมาธิ เราไม่มีวิปัสสนาญาณ เราไม่มีมรรคผลนิพพาน เราก็เสียชาติเกิด เกิดมาแล้วพบพระพุทธสาสนาแต่เป็นโมฆะบุคคล เป็นบุคคลผู้ว่างเปล่าจากสมาธิ จากวิปัสสนาญาณจากมรรคจากผล ถ้าเราไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ เราไม่ทำมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นแก่ตนในชาตินี้ อีกชาติไหนเราจึงจะเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เพราะว่าถ้าเราตายไปเกิดเป็นเทวดา ก็ยินดีในอาหารที่เป็นทิพย์ เครื่องทรงที่เป็นทิพย์ อะไรๆ เป็นทิพย์ แม้แต่รูป เสียง กลิ่น รส ของมนุษย์ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นของหยาบเรายังหลงถึงขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นอาหารอันเป็นทิพย์เราจะหลงขนาดไหน เรียกว่าเราหลงลืมตาไม่ขึ้น

          ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้จุติจากสวรรค์ จะมาเกิดในมนุษย์นั้นเหมือนกับเขาโค ผู้ตายจากสวรรค์ส่วนมากแล้วก็ไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เพราะอะไร เพราะตายด้วยความหลง หลงในรูป หลงในเสียง หลงในกลิ่น หลงในรส เพราะฉะนั้นบุคคลผู้จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้นแสนยาก ยิ่งเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนายิ่งยาก เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า โอปนยิโก คือต้องน้อมเข้ามาสู่ตน คือต้องทำให้ปรากฏขึ้นมาในตน ต้องประพฤติปฏิบัติให้มีในตน เราต้องสามารถที่จะยังสมาธิหรือว่ามรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นมา โอปนยิโก คือต้องเอามาประดับกายของเราให้ได้ จะเหน็ดจะเหนื่อยจะเมื่อยจะล้ายังไงเราต้องพยายามทำให้ได้ เพราะอะไร เพราะว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์

          เราอาศัยสิ่งต่างๆ ทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้นที่มีอยู่ในโลกนี้ เราไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ได้ ให้เราลองคิดดูซิว่าถ้าเราเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมาพญามัจจุราชคือความตาย รอเราอยู่ข้างหน้าแล้วเราจะร้องเรียกให้ใครมาช่วย เราจะเรียกให้สามีมาช่วย มาช่วยได้ไหม เราจะร้องเรียกให้ภรรยาสุดที่รักมาช่วยเรา ช่วยเราได้ไหม เราจะร้องเรียกพ่อก็ดีแม่ก็ดีลูกของเราก็ดีมาช่วยได้ไหม เงินทองทั้งหลายทั้งปวงเอามาต้านทานความตายได้ไหม ทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวงต้านทานไม่ได้ เวทย์มนต์กลคาถาทั้งหลายทั้งปวงก็ต้านทานไม่ได้ แล้วชีวิตของเราจะมีอะไรเป็นที่พึ่ง แล้วเราจะเอาความจริง เอาอะไรจากชีวิตในเมื่อความตายมันใกล้เข้ามา คลานเข้ามา อะไรเป็นสิ่งที่เราควรถือเอา อะไรเป็นสิ่งที่เราควรจะยึดมั่นในขณะนั้น ไม่มีเลย ถ้าเรายึดมั่นในทรัพย์ตายไปแล้วก็มาเกิดเป็นเปรตเฝ้าทรัพย์สมบัติอยู่อย่างนั้นแหละ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์อย่างนั้นแหละ

          ถ้าเรายึดถือกับลูกกับหลาน ตายไปแล้วก็มาเฝ้าลูกเฝ้าหลานนั้นแหละ ท่านกล่าวว่ายายคนนั้นอยู่แถวภาคกลางของเรานี้แหละเวลาเขาชวนไปประพฤติปฏิบัติธรรมว่า “ยายไปประพฤติปฏิบัติธรรมเถอะ” ยายก็บอกว่า “ยังไม่ว่าง ลูกเขาไปทำงานเขาเอาหลานมาให้เลี้ยง ต้องขายของ ต้องดูแลร้านให้เขา ไปไม่ได้ วันหน้าฉันจะไป วันนี้ให้พวกคุณไปก่อนเถอะ” ชวนเวลาไหนก็ไม่ไปๆ มีแต่ลูกมีแต่หลานมีแต่การงานต่างๆ

          วันหนึ่งยายคนนั้นก็ตายด้วยโรคปัจจุบันทันด่วน ตายไปแล้วลูกหลานก็อยู่ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะห่วงลูกห่วงหลานห่วงร้านค้าห่วงบ้าน ท่านกล่าวไว้ว่า ลูกหลานนอนอยู่ บางครั้งก็มาเดินรอบมุ้งของลูกหลานก็มี เป็นเงาตะคุ่มๆ บางครั้งลูกหลานกำลังส่องกระจกแต่งหน้าแต่งตาก็มาปรากฏอยู่ใกล้ๆ มาปรากฏในกระจกลูกหลานก็กลัวก็มี บางครั้งนั่งอยู่ก็เหมือนกับคนมานั่งอยู่ใกล้ๆ บางครั้งก็เหมือนกับคนอยู่ในห้องน้ำ กำลังอยู่ในห้องอะไรทำนองนี้ทำให้ลูกหลานเกิดความสะดุ้ง เกิดอาการขนพองสยองเกล้า ต้องไปหาพระ ไปปรึกษากับพระ อันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะความห่วง แล้วเราจะห่วงลูกห่วงหลานในเวลาตายได้อย่างไร ตายด้วยความห่วง ความห่วงนั้นเป็นกิเลส ความห่วงนั้นเป็นอวิชชา ความห่วงนั้นเป็นความหลง ตายไปแล้วเราก็ต้องไปสู่อบายภูมิ

          เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งของเราได้คือธรรมะ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมน้อยแล้วเราจะตัดความห่วง เราจะตัดความกังวลอย่างนั้นได้อย่างไร ก็เพราะว่าเราอยู่กับลูกกับหลานอยู่กับบ้านมาทั้งชีวิต ทรัพย์สินเงินทองเราหามาทั้งชีวิตอยู่ดีๆ เราจะตัด เราจะปล่อย เราจะวางได้อย่างไร เราวางไม่ได้ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สุดกู่ แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมมากแล้ว เราก็หัดปลง หัดวาง หัดปล่อยว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เป็นสมบัติกลางของโลก ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้ผลัดกันเชยชม ใครมีบุญ ใครมีวาสนาก็เชยชม ใครเสื่อมบุญ เสื่อมวาสนา สิ่งเหล่านั้นก็ผลัดมือไปอยู่กับบุคคลอื่น นี้มันเป็นสัจธรรม

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรม ที่คณะญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้เป็นสิ่งที่เรานั้นควรที่จะกระทำให้มาก กระทำให้เกิด กระทำให้มีโดยเร็วที่สุด เพราะการที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมช้า โอกาสที่เราจะพลาดจากการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมันก็มีมาก บางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุตายกระทันหันก็มี บางครั้งเกิดโรคแทรกซ้อนก็มี เหมือนกับเศรษฐีที่ขายผ้าเหมือนสีทองคำว่าจะไปขายที่เมืองสาวัตถีแต่พอดีไปขายแล้วน้ำมันขึ้นก่อน ก็ไปขายที่อื่นไม่ได้ต้องจอดเกวียน พักอยู่สถานที่แห่งหนึ่ง กลางคืนมาก็พิจารณาว่าถ้าน้ำลดลงเราเอาเกวียนข้ามน้ำได้ เราจะไปขายบ้านนั้น เราจะไปขายตำบลนี้ ออกจากตำบลนี้เราไปสู่เมืองนั้น ออกจากเมืองนั้นแล้วเราจะไปขายขาดแล้วเราจะวกกลับบ้านของเราอะไรทำนองนี้ วางแผนการค้าการขาย

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาจวนสว่าง พิจารณาดูความคิดของพ่อค้าผ้าสีดอกคำคนนั้นว่าพ่อค้าคนนั้นคิดว่า ถ้าน้ำลดจะไปขายผ้าเมืองนั้นแล้วก็จะไปบ้านนั้นแล้วก็จะไปตำบลนี้ แล้วก็จะโค้งไปกลับภูมิลำเนาของตัวเอง พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ ในเวลาไปบิณฑบาตนั้นแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เห็นก็เลยเกิดความสงสัยว่า พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วยเหตุอะไร

          พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า พ่อค้านั้นไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงในวันพรุ่ง คิดว่าตนเองจะมีชีวิตยืนยาวนาน ก็คิดว่าจะไปค้าตรงโน้นบ้างจะไปขายตรงนี้บ้างคิดไปตามประสาคนมีกิเลส เมื่อพระอานนท์ทราบอย่างนั้นแล้วก็ไปบอกว่าท่านจะมีอายุอีกเพียง ๗ วันก็จะต้องตาย พ่อค้าได้ฟังแล้วคิดว่าคำพูดของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสัจจะ เป็นความจริง พระองค์ทรงตรัสอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้นก็เลยนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุมาฉันตลอด ๗ วัน วันสุดท้ายอุ้มบาตรไปส่งพระพุทธเจ้า ขณะที่อุ้มบาตรไปส่งพระพุทธเจ้ากลับมานอนพักคิดว่าตนเองเหนื่อยจะนอนพักสักหน่อยหนึ่ง ขณะที่นอนพักนั้นแหละเกิดอาการปวดหัวขึ้นมากะทันหันแล้วก็สิ้นชีพวายชนม์ ตายไปในขณะนั้น นี้เรียกว่าบุคคลไม่คิดว่าความตายจะมาถึงก็คิดไปค้าอย่างโน้นไปทำอย่างนี้ คิดอย่างนั้นอย่างนี้ก็เหมือนกับพ่อค้านี้

          เพราะฉะนั้นการที่พวกเราได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้รีบเร่ง จงรีบถ่อรีบพาย ตะวันจะสาย ตลาดจะวาย สายบัวมันจะเน่า ร่างกายมันจะแก่จะตายก่อนให้รีบถ่อรีบพายขณะที่เรากำลังแข็งแรง

          วันนี้อาตมภาพก็ได้กล่าวธรรมะก็เห็นว่าพอสมควร ในท้ายที่สุนี้ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ขอให้คุณงามความดีทั้งหลายทั้งปวง จงมารวมกันเป็นตบะเป็นเดชะเป็นพลวะปัจจัย ส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลาย จงเป็นผู้มีศรัทธาสมบูรณ์ จงเป็นผู้มีความเพียรสมบูรณ์ จงเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ จงเป็นผู้มีสมาธิสมบูรณ์ จงเป็นผู้มีปัญญาสมบูรณ์ ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาล อันไม่ช้าไม่นานนี้ด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.