วัดพิชโสภาราม

บุญ

บุญ


            ในขณะที่พระสงฆ์และญาติโยมผู้ที่มาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมได้ฉันอาหาร รับประทานอาหาร อาตมภาพได้มีโอกาสได้มากล่าวสัมโมทนียกถาเพื่อเป็นเครื่องเพิ่มเติมศรัทธาให้แก่ญาติโยมทั้งหลายผู้ที่ได้มาถวายทาน ให้เกิดความเข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอน เพื่อที่จะได้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสนาสืบต่อไป เพื่อจะเป็นแบบแผนสอนลูกสอนหลานต่อไป ซึ่งวันนี้อาตมาก็จะเอาเรื่องบุญมาพูดให้ญาติให้โยมฟัง ตื่นตอนเช้าก็ว่าทำบุญ วันพระวันเจ้าก็ทำบุญ มีแต่ทำบุญ ไม่รู้ตัวบุญมันเป็นยังไง อาจจะคิด เราทำบุญไปแล้ว ไม่รู้มันได้หรือไม่ได้ บุญนั้นจะอำนวยความสุขให้เราเกิดความสุขเกิดความสบายเมื่อไหร่ อาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมา บุญนั้นมันเป็นนามธรรม ญาติโยมทั้งหลาย บุญที่เราทำนี้เป็นนามธรรม นามนั้นหมายถึงสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตา ไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยหู ไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นมันเป็นผลของบุญแล้ว อย่างเราเกิดขึ้นมาแล้วมีความร่ำรวยอย่างนี้ อันนี้มันเป็นผลของบุญแล้วนะ ไม่ใช่ตัวบุญที่แท้จริง แต่เป็นผลของมัน

            คำว่า “บุญ” นั้น ท่านแปลว่า “ชำระ” คือบุคคลผู้ที่ทำบุญ อย่างเช่นญาติโยมมาทำบุญนี่แหละ จะเอาปลาทูก็ดี จะเอาไข่ก็ดี จะเอาแกง หรือจะเอาผัดก็ดี มาใส่บาตรพระสงฆ์ได้นั้น ก็ต้องชำระความตระหนี่ให้ออกไปจากจิตจากใจของตนเองซะก่อน ถ้าใครมีความตระหนี่ในจิตในใจ ก็ไม่สามารถที่จะทำบุญทำทานได้ เพราะฉะนั้น บุคคลที่จะทำทานได้นั้นต้องข่มความตระหนี่ ต้องชำระความตระหนี่ออกไปจากจิตจากใจ จึงจะสามารถทำบุญทำทานได้ เมื่อเราเอาความตระหนี่ออกไปจากจิตจากใจได้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ เมื่อความโกรธก็ดี ความโลภก็ดี ความหลงก็ดี เกิดขึ้นมาเราก็สามารถที่จะข่มมันได้ ชีวิตของเราราบรื่นกว่าเดิม

            บุญนั้นท่านแปลว่า “กรอง” คือเวลาเราทำบุญนี่มันจะกรองจิตกรองใจของเราไปเรื่อย ๆ  ยิ่งเราทำบุญไว้เยอะเท่าไหร่ บุญมันก็กรองไปเรื่อย กรองไปเรื่อย ทำให้ชีวิตของเรามันสุขขึ้นไป ละเอียดขึ้นไป คล้าย ๆ กับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีนี่ ทีแรกพระองค์ทรงบำเพ็ญไม่เยอะ เกิดเป็นคนหูหนวกก็มี เกิดเป็นคนตาบอดก็มี พระพุทธเจ้าของเรา ก่อนที่พระองค์จะมาตรัสรู้ เกิดเป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถา เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นกระต่าย เป็นสุนัขจิ้งจอก เป็นช้าง เหล่านี้ พระองค์ก็เคยเป็น สมัยที่บารมีของพระองค์ยังไม่เยอะ ทีนี้ในเมื่อบารมีของพระองค์เยอะขึ้น พระองค์ไม่ได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนะ พระองค์เกิดเป็นคน เกิดเป็นคนก็เป็นคนร่ำคนรวย เป็นคนมีรูปร่างหน้าตาสดสวยงดงาม อันนี้บุญมันกรองภพกรองชาติให้ละเอียดเข้าละเอียดเข้า คือเราเกิดมาแล้วเป็นคนยากจน เป็นคนทุกข์ยาก แต่ว่าเมื่อเราได้ทำบุญทำทาน บุญนั้นมันก็กรอง กรองความจนให้ออกไปจากจิตจากใจ กรองความโกรธ ความโลภ ความหลง ออกไปจากจิตจากใจ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ชีวิตของเรามันเจริญขึ้นไป เจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น บุญ ท่านจึงแปลว่า “กรอง

            บุญนั้นท่านแปลว่า “ความสุข” ทำไมจึงแปลว่าความสุข ก็เพราะว่าบุคคลผู้ที่ทำบุญไว้แล้วนั้น ก็ย่อมเกิดความสุข ขณะที่ทำบุญนี้ก็เกิดความสุข อย่างญาติโยมใส่บาตร ขณะที่ใส่บาตรก็เกิดความสุข เกิดความอิ่มใจ เกิดความพอใจ เวลาใส่บาตรนี่เกิดความสุขขึ้นมาแล้วนะ เราคิดจะทำบุญก็เกิดความสุขแล้ว เราทำบุญไปแล้วก็เกิดความสุขไปอีก อันนี้พูดถึงความสุขในปัจจุบันนี้นะ ไม่ได้กล่าวถึงผลหรืออนาคตกาลข้างหน้า เพราะว่าบุคคลผู้ที่จะทำบุญนั้น ก่อนที่จะทำบุญ จิตใจมันต้องเป็นกุศล คิดอยากทำบุญ คิดว่าโอกาสที่พระสงฆ์องค์เณรจะมาประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ หนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง ถ้าเราปล่อยโอกาสให้ล่วงไป เราก็คงจะไม่ได้ทำบุญ

            ขณะที่ท่านมารวมกันเยอะๆ เราก็ควรที่จะทำบุญ ขณะที่เราทำบุญ เรายื่นข้าวใส่บาตรนั่นแหละ กำลังจะเอาข้าวใส่บาตร เราก็คิดว่า โอ! โอกาสที่เราจะทำบุญนั้นไม่มี ปีหนึ่งมีครั้งหนึ่ง โอกาสนี้เหมาะแล้ว ขณะที่เรายื่นข้าวใสบาตรนั้นเราก็คิดว่า ทรัพย์สมบัตินี้ เราไม่ทำบุญทำทานเพิ่มเติมมันก็หมดไป เหมือนกันกับข้าว เรามีข้าวอยู่ในเล้า แต่เรามีแต่กิน ปีหนึ่งทำครั้งเดียว ทำแล้วก็กินไปๆ ปีที่สองไม่ทำอีกข้าวมันก็หมด บุญของเราก็เหมือนกัน เมื่อเราทำไปแล้วนี่ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เพราะบุญของเรา เรามีอยู่มีกินก็เพราะบุญของเรา เราหาอยู่หากินได้นี่ก็เพราะอาศัยบุญของเรา ในเมื่อเราไม่ทำบุญต่อ บุญมันก็หมดเหมือนกัน

            คนที่เก็บข้าวไว้เต็มเล้า ต่อมาข้าวมันหมด ไม่มีข้าวกินนี่มันมีความทุกข์ทรมานยังไง บุคคลผู้ที่มีบุญ เมื่อมีบุญแล้วก็กินแต่บุญๆ ไม่ทำบุญเพิ่มเติม บุญมันก็หมด เป็นเศรษฐีเกิดมาแล้วร่ำรวย แต่ว่าเมื่อรวยแล้วขณะที่ยังไม่ตายนั้นกลายเป็นคนจนก็มี จากเศรษฐีกลายเป็นคนจนก็มี เพราะอะไร ? ก็เพราะว่าบุญมันหมด ก็เลยเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เวลาเราใส่บาตรก็ให้เราดีใจด้วย ให้เราคิดว่า เรานั้นทำทรัพย์ภายนอกให้เป็นทรัพย์ภายใน ทำทรัพย์ที่ไม่มีประโยชน์ให้เป็นทรัพย์ที่มีประโยชน์ ทำทรัพย์ที่ไม่สามารถติดตามเราไปในภพน้อยภพใหญ่ ให้เป็นทรัพย์ที่ติดตามเราไปในภพน้อยภพใหญ่ได้ เหมือนกันกับเงาติดตามตัว

            ขณะที่เราทำบุญแล้วก็ให้เราดีใจด้วย ทำบุญแล้วก็ให้ดีใจ คิดว่าเราได้ประพฤติปฏิบัติตามวงศ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ต้องบำเพ็ญทานเสียก่อน พระองค์ไม่ได้ทานธรรมดานะ พระองค์ทานลูกด้วยทานภรรยาด้วย ทานข้าวของเงินทองก็ถือว่าเป็นของนอกกาย แต่ว่าทานลูกก็ดี ทานภรรยาก็ดี ทานชีวิตก็ดี ถือว่าเป็นปรมัตถทาน ที่เราสวดบารมีสิบทัศ ทานะปาระมีสัมปันโน ทานะอุปะปาระมีสัมปันโน ทานะปะระมัตถะปาระมีสัมปันโน ที่เราสวด อันนี้ทานลูกก็ดี ทานภรรยาก็ดี ทานชีวิตก็ดี ท่านถือว่าเป็นปรมัตถทาน เป็นทานที่ทานได้ยาก ลองดูซิ ใครจะกล้าทานภรรยา ใครจะกล้าทานลูก มันทานไม่ได้นะ โดยเฉพาะพระเวสสันดร ท่านมีกัณหาชาลี กำลังเป็นเด็ก กำลังน่ารักน่าชัง ท่านก็สามารถที่จะทานได้ นางมัทรีย์เป็นผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาสดสวยงดงาม มีความซื่อสัตย์ต่อสามี มีการอุปถัมภ์อุปัฏฐากเอาใจสามีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เคยเถียงสามี ไม่เคยว่าสามี เป็นภรรยาที่ดี เป็นนางแก้ว เป็นสตรีแก้ว เป็นอิตถีแก้ว ท่านก็ยังสามารถที่จะทานให้พระอินทร์ที่แปลงมาขอได้ เพราะอะไร ? เพราะว่าท่านต้องการพระสัมมาสัมโพธิญาณ

            การถวายทานเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดความสำเร็จ เพราะว่าความสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยบุญ สมมติว่าเราปรารถนาอยากเป็นเศรษฐี เราจะเป็นเศรษฐีได้ก็เพราะอาศัยบุญ เราปรารถนาให้มีรูปร่างสดสวยงดงาม มีผิวพรรณงาม มีเสียงไพเราะ มีอายุยืน ไม่ตายง่าย ๆ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่เป็นคนหูหนวกตาบอดง่อยเปรี้ยเสียขา ไม่เป็นคนพิกลพิการ สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยบุญ บุคคลผู้ที่จะมีสามีดี มีลูกดี มีภรรยาดี ไม่นอกใจ ไม่ทำชู้สู่สม มีลูกก็บอกง่ายใช้ฟัง อยู่ในโอวาท เคารพพ่อแม่ ไม่เถียงพ่อแม่ พวกนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญนะ ผู้ที่ไม่มีบุญนั้น เวลาเกิด ลูกผีก็มาเกิดด้วย บอกก็บอกยาก มันเกิดมาแทนที่จะมาช่วยพ่อช่วยแม่ทำการทำงาน เกิดมาเพื่อที่จะให้พ่อแม่มีความสุข ไม่ใช่ แต่เกิดมาเพื่อทำลายพ่อ เกิดมาเพื่อทำลายแม่

            พวกต้นกล้วยก็ดี ปลีกล้วยก็ดี ขุยไผ่ก็ดี เกิดขึ้นมาเพื่อทำลาย ขุยไผ่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมฆ่ากอไผ่ ปลีกล้วยเกิดขึ้นมา เมื่อกล้วยออกปลี ต้นกล้วยก็ต้องตายไป เกิดมาเพื่อฆ่าแม่ ม้าอัสดรม้าอาชาไนยก็เหมือนกัน เกิดมาเพื่อฆ่าแม่ ลูกทรพีก็เหมือนกัน เกิดขึ้นมาเพื่อทำให้พ่อแม่ได้รับควาททุกข์ทรมาน เพราะอะไร ? เพราะบาปมันให้ผล ก็เลยทำให้ลูกผีมาเกิดกับเรา เพราะฉะนั้น พ่อมีศีลแม่มีศีล ลูกก็ต้องมีศีลมีธรรม

            ทำไมถึงว่าอย่างนั้น ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่มาเกิดเป็นสามีภรรยากันนั้น ส่วนมากจะมาเกิดร่วมกันได้นั้นก็เพราะว่าอาศัยบุญเสมอกัน บุคคลเหล่านั้นมีบุญเสมอกัน มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีคุณงามความดีเสมอกัน ก็เลยได้มาเกิดเป็นสามีภรรยากัน แล้วลูกที่จะมาเกิดกับเราเขาก็เสมอกันกับเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ใครอยากได้ลูกดี อยากได้สามีดี ท่านว่าให้ทำตัวให้ดี ถ้ามีศีลมีธรรมก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ลูกที่ดีสามีที่ดี

            บุคคลผู้ที่ได้สามีดีลูกดีก็เพราะบุญ บุคคลผู้ที่เกิดขึ้นมาแล้วมีคนเคารพนับหน้าถือตาก็เพราะอาศัยบุญ บุญที่เราทำไว้แล้วนี่แหละจะเป็นเครื่องติดตามเราไปในภพน้อยภพใหญ่ ลมก็มาพัดไปไม่ได้ ลมจะมาทำลายบุญเราก็ไม่ได้ น้ำจะมาท่วมบุญเราให้หมดไปจากจิตจากใจก็ไม่ได้ ไฟจะมาไหม้ก็ไม่ได้ โจรจะมาปล้นไปก็ไม่ได้นะ บุญของเรานี้เราทำแล้วก็เป็นของเรา สามีทำก็เป็นของสามี ภรรยาทำก็เป็นของภรรยานะ ไม่ใช่ว่าสามีทำแล้วภรรยาก็ได้ด้วย ไม่ใช่นะ ถ้าสามีทำแล้วสามีก็ต้องไปบอกภรรยาให้ภรรยาอนุโมทนาด้วยจึงได้ ถ้าภรรยาทำแล้วกลับไปถึงบ้านก็บอกให้สามีอนุโมทนาด้วย สามีก็อนุโมทนาด้วยจึงได้

            เหมือนกับพระอินทร์กับนางสุชาดา พระอินทร์ทำบุญในสมัยที่เป็นมฆมาณพ กำลังบำเพ็ญบารมีด้วยปรารถนาจะเป็นพระอินทร์ เพราะบุคคลใดจะไปเกิดเป็นพระอินทร์ต้องบำเพ็ญวัตตบท ๗ ประการ มีเลี้ยงบิดามารดา มีความเคารพอ่อนน้อม เป็นคนไม่โกรธ เป็นต้น จึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ได้ ในสมัยที่มฆมาณพบำเพ็ญทาน ทำบุญทำทานสร้างศาลา ขุดน้ำบ่อก่อศาลา สร้างถนนหนทาง แต่นางสุชาดาไม่ได้อนุโมทนาด้วย มีแต่นั่งอยู่หน้ากระจก เขียนคิ้วทาปากแต่งตัว คิดว่าสามีของเราทำแล้ว เราก็คงจะได้ด้วย แต่เวลาตายไป นางสุชาดาเป็นนกกระยางขาว

            สามีเป็นพระอินทร์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทชื่อว่าไพชยนต์สูง ๑๖ โยชน์ มีบริวารมากมายประมาณไม่ได้ ภรรยาไม่ได้อะไร ภรรยาเป็นนกกระยาง เป็นสัตว์เดรัจฉาน หากินอยู่ในหนองน้ำ พระอินทร์ก็เลยตรวจดูว่า ภรรยาของตนไปเกิดอยู่ที่ไหน เมื่อตรวจดูก็เลยรู้ว่านางมาเกิดเป็นนกกระยาง ก็เลยสงสาร คิดว่าทำอย่างไรหนอ ภรรยาของเราจึงจะได้มาเกิดบนสวรรค์ ก็เลยเหาะมาปรากฏตัวอยู่ฝั่งแม่น้ำ ก็เลยบอกว่า เราเป็นพระอินทร์ ส่วนเธอเคยเป็นภรรยาของเรามาแต่ชาติปางก่อน นางนกกระยางขาวก็เลยระลึกชาติได้

            เมื่อระลึกชาติได้ก็เลยเสียอกเสียใจว่าตัวเองนั้นมัวแต่ประมาทไม่ทำบุญทำทาน ไม่รู้จักการให้ทานรักษาศีล ไม่รู้จักขุดน้ำบ่อก่อศาลา ไม่รู้จักสร้างถนนหนทาง มีแต่แต่งตัว ก็เลยคิดเสียใจ ก็เลยขอให้พระอินทร์ช่วย พระอินทร์ก็เลยบอกให้รักษาศีล เมื่อรักษาศีลแล้ว อานิสงส์ของศีลก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดบนสวรรค์ นางนกกระยางก็เลยรักษาศีล ขณะที่นางนกกระยางรักษาศีลอยู่นั้น พระอินทร์ก็แปลงร่างเป็นปลาตายลอยน้ำมา นางนกกระยางรักษาศีลก็ไม่กินปลาเป็น กินแต่ปลาตาย ขณะที่เห็นปลาตายลอยมาก็คาบเอาจะกิน ปลานั้นก็ดิ้น เมื่อปลาดิ้นนางนกกระยางก็ปล่อย นางนกกระยางรู้ว่าเป็นปลาเป็นก็ไม่กิน เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ บางครั้งก็ได้กิน บางครั้งก็ไม่ได้กิน นางนกกระยางก็อดทนเอา ในที่สุดก็ตายไป

            แต่ด้วยอานุภาพของศีล ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นภรรยาของพระอินทร์เหมือนเดิม อันนี้เป็นบุญกุศล เพราะฉะนั้นบุญนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นสมความประสงค์ได้ เราปรารถนามาเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี ไปเกิดเป็นเทวดาก็ดี ไปเกิดเป็นพรหมก็ดี ไปสู่พระนิพพานก็ดี ก็ต้องอาศัยบุญนะ คนไม่มีบุญนั้นปรารถนาเข้าไป ปรารถนาแล้วปรารถนาอีก สาธุ ขอให้ข้าพเจ้าถูกหวย ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวย ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีดี ได้ภรรยาดี ได้ลูกดี ปรารถนาเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้ทำบุญไว้ เปรียบเสมือนบุคคลผู้ที่เขามีเงิน มีเงินเป็นหลายแสนหลายล้าน เขาอยากได้บ้าน เขาไม่ปรารถนา เขาไปซื้อเอาเลย อยากได้รถเขาก็ไปซื้อเลย อยากไปเที่ยวนั่นไปเที่ยวนี่ก็ไป        

            แต่คนไม่มีเงิน สาธุ ขอให้ข้าพเจ้าถูกหวย ข้าพเจ้าจะสร้างบ้าน ข้าพเจ้าจะซื้อรถ ข้าพเจ้าจะสร้างโบสถ์สร้างศาลา อันนี้เรียกว่าคนไม่มีบุญ มันเป็นอย่างนั้น คนมีบุญนั้นเขาไม่ต้องปรารถนา มันสำเร็จขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาก็มีรูปร่างหน้าตาสดสวยงดงามเอง ไม่ต้องไปเสริมจมูก ไม่ต้องไปเสริมปาก ไม่ต้องไปแต่งหน้าแต่งตามาก มันก็สวยขึ้นมาเอง เพราะอะไร เพราะบุญเป็นเครื่องตกแต่งให้เกิดขึ้นมาแล้วสวยงามเองโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ

            เพราะฉะนั้น คนมีบุญจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข บุญนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ เปรียบเสมือนกับเราอยู่ในเมืองที่เขาตกแต่งไว้แล้ว เหมือนกับพวกที่เขามีบุญ เกิดขึ้นมาแล้วก็เกิดบนกองเงินกองทอง อยากได้บ้านก็ซื้อเอา อยากได้รถก็ซื้อเอา อยากได้อะไรก็ซื้อเอาหมด อยากได้อะไรอยู่ในตลาดนี่เดินไปเอาเลย อยากได้ของอยู่ของกินก็เดินไปเอาเลย อยากได้เสื้อผ้าอาภรณ์ก็เดินไปเอาเลย เปรียบเสมือนกับว่าโลกนี้เป็นของเขา เพราะเขามีเงินมีทองมีบุญ อยากซื้ออะไรอยากได้อะไรได้หมด เปรียบเสมือนว่าของในโลกนี้เป็นของของเขาแล้ว เพราะว่าเขามีเงินมีทอง อันนี้คนมีบุญ เป็นแบบนี้ เปรียบเสมือนกับเทวดา

            ผู้ที่จะไปเกิดเป็นเทวดาได้นี่ต้องมีบุญนะ เมื่อไปเกิดแล้วอาหารทิพย์มันก็ปรากฏขึ้นมาเอง เสื้อผ้าทิพย์ก็ปรากฏขึ้นมาเอง วิมาณทิพย์ก็ปรากฏขึ้นมาเอง เสียงทิพย์ อารมณ์อันเป็นทิพย์ก็ปรากฏขึ้นมาเอง มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร ก็เพราะบุญ บุคคลที่เกิดมาในชาตินี้ก็เหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเขามีความสมบูรณ์ทุกอย่าง เพราะอะไร ก็เพราะว่าบุญมันตกแต่งมาให้แล้ว คล้าย ๆ กับเทวดานั่นแหละ ตายไปแล้วก็ไม่ได้หายาก เทวดาไม่ต้องไปสีข้าวนะ ไม่ต้องไปดำนานะ เกิดมาแล้วมันสมบูรณ์ขึ้นมาเอง ไม่เหมือนมนุษย์นะ มนุษย์มันลำบาก จะกินก็ต้องดำนา ต้องทำไร่ทำนา ต้องทำมาค้าขายจึงได้อยู่ได้กิน มนุษย์นี้บุญน้อยกว่าเทวดา มันเป็นอย่างนั้น

            เพราะฉะนั้น บุญนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นสำเร็จทุกประการ บุคคลผู้ที่ได้เป็นเศรษฐีก็เพราะว่าบุญเป็นเครื่องสนับสนุน บุคคลผู้ที่จะได้เป็นกำนันเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เพราะว่าบุญสนับสนุน บุคคลผู้ที่ได้เป็นนายกก็ดี เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็ดี ก็เพราะว่าอาศัยบุญ บุคคลผู้ที่ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ ก็เพราะอาศัยบุญ บุคคลผู้ที่ออกปฏิบัติธรรมได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เพราะอาศัยบุญ บุคคลที่ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อาศัยบุญทั้งนั้น

            เพราะฉะนั้น บุญนั้นจึงถือว่าเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย บุญนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนนะญาติโยมทั้งหลาย เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่เหนือยิ่งไปกว่าบุญนั้นไม่มี ญาติโยมที่เกิดมานี้ บางคนก็เกิดมา ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี ญาติโยมเกิดมานี้มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจหรือยัง อย่างญาติโยมอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี อย่างนี้ เกิดล้มป่วยล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา ต้องเช็ดผ้าขี้ตีผ้าเยี่ยว ทำอย่างไรทีนี้ เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมีหรือเปล่าทีนี้ จิตใจมันก็กระสับกระส่าย ลูกก็ช่วยไม่ได้ ภรรยาก็ช่วยไม่ได้ หลานก็ช่วยไม่ได้ เงินทองที่หามาได้ ไม่รู้จะเอามาช่วยอย่างไร เอามาช่วยไม่ได้ อะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเราทีนี้ มีหรือเปล่า จิตใจก็ห่วงลูกบ้าง ห่วงภรรยาบ้าง ห่วงหลานบ้าง ห่วงทรัพย์สินเงินทองบ้าง ห่วงบ้านห่วงช่องบ้างทีนี้ จิตใจสับสนวุ่นวาย ตายไปใน

            ขณะที่ห่วงอย่างนี้ท่านว่าตายไปก็ไปเป็นเปรตเป็นอสุรกาย ห่วงทรัพย์ห่วงสินแบบนี้ อันนี้ก็เพราะว่าเราไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ถ้าขณะที่จะตายนั้นมันเกิดความไม่พอใจ ว่าเรานอนซมอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีใครมาดูแลเรา พวกลูกพวกหลานนี่ เราเลี้ยงโตแล้วก็ไม่มาดูแลเรา เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เกิดความโกรธขึ้นมา ตายพร้อมกับความโกรธความพยาบาท ตายไปก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เพราะว่าความโกรธมันมีลักษณะที่ร้อนเผาจิตเผาใจ นรกมันก็มีลักษณะที่ร้อนเผาจิตเผาใจเหมือนกัน

            คนที่ตายด้วยความโกรธก็ไปเกิดในนรก คนไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมันเป็นแบบนี้ ขณะที่กำลังจะตายมันเกิดความหลงทีนี้ ภรรยาเราก็ยังสาวยังสวยอยู่ ถ้าเราตายไปแล้วภรรยาเราจะมีสามีใหม่หรือเปล่าหนอ สามีเราก็ยังหนุ่มอยู่ เราตายไปแล้วสามีจะมีภรรยาใหม่หรือเปล่าหนอ เกิดความหลงในภรรยาในสามีในทรัพย์สมบัติ ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

            เหมือนนิทานธรรมบทท่านกล่าวไว้ว่า มีคนคนหนึ่ง หวงภรรยามาก เพราะภรรยาสวย หวงภรรยามาก ภรรยาไปไหนก็หวง จะไปพูดไปคุยกับใครก็หึง ถ้าภรรยาคุยกับคนอื่นหน่อยก็ฟึดฟัดขึ้นมาเลย ไม่รู้เขาพูดดีหรือพูดร้าย ไม่รู้เขาคุยธุระอะไรกัน เกิดความหึงหวงขึ้นมา ผู้เป็นภรรยานั้นไปชอบน้องชายสามี ก็เลยวางแผนฆ่าสามี ผู้เป็นสามีนั้นตายไปแล้วก็เกิดความอาลัยในภรรยา เมื่ออาลัยในภรรยา ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นงูเหลือม แล้วก็มานอนอยู่ในครัวเพราะอาลัยอาวรณ์ภรรยา ภรรยานั้นก็สั่งให้เขาเอางูเหลือมนั้นไปฆ่า โดนฆ่าตายแล้วแทนที่จะหมดอาลัย แทนที่จะคลายความรักจากภรรยาก็ไม่คลาย ตายแล้วก็มาเกิดเป็นวัว ภรรยาไปไหนก็เดินตาม ผู้เป็นภรรยาก็เลยคิดว่าอาจจะเป็นสามีของเรามาเกิดก็เลยสั่งเขาฆ่าอีก

            ผู้เป็นสามีก็ยังอาลัยอาวรณ์อยู่ ตายไปแล้วก็มาเกิดเป็นสุนัข ผู้เป็นภรรยาไปไหนก็วิ่งตาม ภรรยาไปไร่ไปนาก็วิ่งตาม วันหนึ่งผู้เป็นภรรยานั้นเข้าไปในป่า จะไปเก็บเห็ดหักฝืน สุนัขนั้นก็วิ่งตาม ขณะที่วิ่งตามไป พวกหนุ่มๆ ก็เลยแซวผู้เป็นภรรยานั้นว่า ไปเก็บเห็ดหักฝืนก็พาสุนัขไปด้วย ผู้เป็นภรรยานั้นก็เกิดความอายขึ้นมา ก็เลยวางแผนจะฆ่าสุนัข ก็เลยถือหม้อเดินไปท่าน้ำก็เลยเรียกสุนัขไปด้วย สุนัขก็ดีใจว่าเราไม่เคยได้ยินถ้อยคำอ่อนหวานจากภรรยาซักที ก็เลยกระดิกหางเดินไปหา เมื่อเดินไปแล้วนางก็เลยจับไป เอาทรายใส่หม้อปิดฝาอย่างแน่นหนา เอาเชือกข้างหนึ่งมัดคอสุนัข เอาเชือกอีกข้างมัดหม้อ กลิ้งหม้อลงน้ำ สุนัขก็วิ่งตามหม้อไป สุนัขก็ตายอยู่ในน้ำนั้น อันนี้เรียกว่าความห่วงหาอาลัยกันมันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

            บุคคลใดที่ไม่มีบุญเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เวลาตายไปแล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราทำบุญแล้ว บุญนี่แหละเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเราไม่ให้เราเกิดความกระสับกระส่ายในเวลาจะตาย ถ้าเรามีบุญเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เวลาจะตายมันก็ เป็นกรรมบ้าง เป็นกรรมนิมิตบ้าง เป็นคตินิมิตบ้าง เป็นกรรมก็คือทำให้เราคิดถึงว่า โอ เราเคยได้มาทำบุญ เคยใส่บาตรผู้ที่ทรงศีลทรงธรรม เมื่อเราคิดอย่างนี้มันก็เกิดจิตใจอิ่มขึ้นมาว่า โอ บุญนั้นจะให้เราไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้

            ถ้าใครทำบุญไว้มากกว่านั้น  ทำบุญด้วยจิตแรงใจแรงกว่านั้น บุญนั้นก็ไม่ใช่กรรมเฉย ๆ เป็นกรรมนิมิตปรากฏขึ้นมาเห็นรูปของพระ เวลาจะตายนี่เห็นพระเดินเรียงราย หรือว่าเห็นรูปของแม่ชี เห็นรูปของขันข้าวที่เราเคยทำบุญทำทาน จิตใจเราก็ไปยึด ยึดแล้วก็ตายไป ตายไปแล้วก็ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ถ้าใครทำบุญมากไปกว่านั้นอีก ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นเห็นคตินิมิต

            คติแปลว่าทาง ทางไป นิมิตก็คือนิมิตที่บอกทางที่เราจะไปเกิด ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเห็นวิมานบ้าง เห็นเครื่องทรงของเทวดา เห็นวิมานที่เราจะไปเกิด เวลาเราจะตาย ถ้าใครทำบุญไว้เยอะ จะเห็นวิมานอันเป็นทิพย์ เห็นเครื่องทรงอันเป็นทิพย์ เห็นอาหารอันเป็นทิพย์มาปรากฏ เราตายไปแล้วเราก็ไปเกิดในสถานที่ที่เราเห็นนั่นแหละ อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่พูดเอาเองนะ ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมากมายหลายประการ อันนี้เอามาพูดโดยย่อ ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก

            เหมือนกันกับธัมมิกอุบาสก ธัมมิกอุบาสก แปลว่า อุบาสกผู้ทรงศีลทรงธรรม  เข้าวัดเข้าวาเป็นประจำ ธัมมิกอุบาสกนี่เข้าวัดฟังธรรมเป็นประจำ ให้ทานรักษาศีลเป็นประจำ เวลาแกป่วยใกล้ตาย เนื่องจากแกมีบุญมาก เวลาแกป่วยใกล้จะตายนี่เดือดร้อนถึงเทวดา เทวดาทั้ง ๖ ชั้นเดือดร้อนว่า โอ ธัมมิกอุบาสกเป็นผู้มีบุญมาก ถ้าเราได้ธัมมิกอุบาสกมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นของเรานี้ สวรรค์ชั้นของเราก็จะรุ่งเรืองเพราะว่ามีคนมีบุญมาเกิด เปรียบเสมือนกับเศรษฐี เมื่อไปอยู่บ้านใดตำบลใดก็ทำบ้านนั้นตำบลนั้นให้เจริญ คนมีบุญไปเกิดในสวรรค์ชั้นใด ๆ ก็ทำให้สวรรค์ชั้นนั้น ๆ เจริญ เทวดาก็อยากได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นตัวเอง ก็เอาราชรถมาเทียม ประดับราชรถด้วยดอกไม้ของหอมอันเป็นทิพย์ เพื่อจะมาขอธัมมิกอุบาสกให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นของตนเอง

            เมื่อมาแล้วก็มารออยู่บนอากาศ ส่งเสียงเรียก ขอให้ท่านจงไปเกิดบนสวรรค์ของข้าพเจ้า ขอให้ท่านจงไปเกิดบนสวรรค์ของข้าพเจ้า ส่งเสียงเรียกธัมมิกอุบาสก ขณะนั้นธัมมิกอุบาสกกำลังฟังธรรมอยู่ ก็เลยพูดว่า อย่าเพิ่ง ๆ อย่าเพิ่งพูด ๆ หยุดก่อน ๆ พระก็ไม่รู้ นึกว่าธัมมิกอุบาสกนั้นเพ้อบอกให้พระหยุดเทศน์ พระก็เลยหยุดแล้วก็กลับวัด ลูกก็เลยว่าทำไมพ่อจึงบอกพระหยุด พ่อไม่เคยห้ามธรรมะ พ่อไม่เคยคัดค้านการฟังธรรม เพราะว่าการคัดค้านการฟังธรรมนั้นเป็นลักษณะของคนพาล พ่อเป็นบัณฑิตไม่เคยคัดค้านการฟังธรรม วันนี้ทำไมพ่อคัดค้านการฟังธรรม

            ธัมมิกอุบาสก็เลยบอกว่า พ่อไม่ได้คัดค้านการฟังธรรม แต่ว่าพ่อคัดค้านเทวดาที่มาเรียกพ่อให้เขาหยุดก่อนอย่าเพิ่งเรียก ลูกมองไม่เห็นเทวดา เห็นแต่พ่อ ก็เลยว่า พ่อละเมอเพ้อฟันเหรอ เทวดาอยู่ไหน ทำไมไม่เห็น พ่อก็เลยบอกว่าถ้าอยากเห็นก็เอาพวงดอกไม้มา พ่อจะอธิษฐานจิตให้เห็น ลูกก็เลยเอาพวงมาลัยมา พ่อก็เลยอธิษฐานจิตให้เทวดาจงปรากฏแก่คนทั้งหลาย เพื่อที่จะให้คนทั้งหลายนั้นเกิดศรัทธา ให้รู้จักว่านรกมีสวรรค์มี เมื่ออธิษฐานจบแล้ว เทวดาทั้ง ๖ ชั้นก็เลยปรากฏให้เห็น

            พ่อก็เลยถามว่าสวรรค์ชั้นไหนเป็นที่รื่นรมย์เป็นที่สบายดี ลูกก็เลยบอกว่าสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นที่รื่นรมย์เป็นที่สบาย แม้แต่พระโพธิสัตว์ก็ดี พระพุทธมารดาก็ดี ก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ก็เลยโยนพวงดอกไม้ไปคล้องที่แอกราชรถของสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วก็ตายไป แล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต อันนี้คนมีบุญเป็นแบบนี้นะ เลือกเกิดได้

            คนไม่มีบุญก็ยาก เกิดมาก็เป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถา ถือกระเบื้องขอทานถือกะลาขอข้าว เกิดมาแล้วก็ดำเกินไปขาวเกินไป เกิดมาแล้วไม่มีเสน่ห์ เสียงก็ไม่ไพเราะ รูปก็ไม่งาม เกิดมาฐานะยากจน จะเรียนหนังสือกับเขาก็ยาก ต้องไปยืมทุนรัฐบาลมาเรียน เรียนมาแล้วก็หาเงินใช้เขายาก อันนี้เรียกว่าคนไม่มีบุญ ลักษณะของบุญมันเป็นอย่างนั้น

            บุญนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอำนวยประโยชน์ให้เรา เราปรารถนามนุษย์สมบัติ เราก็ได้มนุษย์สมบัติก็เพราะบุญ เราปรารถนาสวรรค์สมบัติ ได้สวรรค์สมบัติได้บังเกิดในเทวโลกก็เพราะบุญ เราปรารถนานิพพานสมบัติ ได้ถึงพระนิพพาน หรือได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะบุญ

            บุญนั้นอำนวยประโยชน์ทั้งในโลกนี้ อำนวยประโยชน์ให้เราในโลกหน้าด้วย อำนวยประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานด้วย บุคคลผู้ใดมีบุญแล้วย่อมเกิดความสุขในที่ที่ตนเกิด บุคคลใดที่มีบุญ เกิดมาแล้วก็มีคนต้อนรับ ท่านกล่าวไว้ว่าบุคคลผู้ที่มีบุญนั้นเกิดมาแล้วก็มีคนมาต้อนรับ คล้าย ๆ กับเทวดา บุคคลผู้ที่มีบุญไปเกิดเป็นเทวดา ขณะที่ไปเกิดเป็นเทวดาก็มีเทวดาผู้ที่เป็นบริวารรอแล้วนะ พอตายปุ๊บก็ไปเกิดเป็นเทวดาปั๊บ พวกบริวารทั้งหลายก็มาแวดล้อมแล้ว มาแวดล้อมมาอนุโมทนาด้วยแล้ว พอไปชมสวนดอกไม้บ้าง พาไปชมนั่นชมนี่บ้าง นี่เรียกว่าคนมีบุญ เป็นแบบนั้น คนที่ตายจากสวรรค์มีบุญมาเกิดในมนุษย์ ขณะที่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็มีคนไปร่วมอนุโมทนาด้วย เหมือนกับลูกเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ลูกเศรษฐีนี่แหละ เวลาตายแล้วคนทั้งประเทศก็อนุโมทนาด้วย สวดมนต์ทำบุญอุทิศไปให้ เพราะอะไร เพราะว่าเขามีบุญ

            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่มีบุญนั้นมาเกิดก็มีคนต้อนรับ เปรียบเสมือนกับญาติพี่น้อง ท่านว่าญาติพี่น้องที่จากกันไปหลาย ๆ ปี อย่างเช่นเรามีลูกนี่แหละ มีลูกคนโตจากไปกรุงเทพเป็นห้าปีสิบปี ไม่เคยส่งข่าวให้พ่อแม่สักครั้ง จดหมายก็ไม่เขียนมา โทรศัพท์ก็ไม่โทรมา ญาติพี่น้องก็คิดถึง เมื่อผู้ที่จากไปนั้นกลับมา มาโดยที่ไม่บอกเรา ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เห็นกันมานานก็วิ่งเข้าไปหา ว่าผู้นั้นมาแล้วผู้นี้มาแล้ว คนนั้นก็มารับ คนนี้ก็มารับ บุคคลผู้ที่มีบุญก็เหมือนกัน เมื่อมาเกิดแล้ว คนนั้นก็ว่า โอ ลูกของเรามาเกิดแล้ว หลานของเรามาเกิดแล้ว เหลนของเรามาเกิดแล้ว มาดูด้วยกันหน่อย มาอนุโมทนาด้วยกันหน่อย อันนี้ลักษณะของผู้ที่มีบุญ เกิดมาแล้วก็มีคนต้อนรับ มันเป็นลักษณะอย่างนั้น

            บุคคลทำบุญไว้แล้ว ไม่ขาดทุน ไม่สูญกำไร ทำบุญแล้วมีแต่ดีอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาร่วมกันทำบุญในวันนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างประโยชน์ในโลกนี้ เป็นการสร้างประโยชน์ในโลกหน้า เป็นการเตรียมเสบียงในการเดินทาง เพื่อว่าจะได้ไม่ลำบากในการเดินทาง เพราะว่าบุญนี้เป็นเสบียงของบุคคลผู้ท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร เรียกว่าทำประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน

            อาตมภาพได้กล่าวสัมโมทนียกถาเรื่องบุญมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา วันนี้ก็มีชาวบ้านที่มาร่วมตักบาตร เป็นเจ้าภาพอาหารหวานคาวถวายแก่พระสงฆ์สามเณรปะขาวแม่ชีที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็คือชาวบ้านก่อนาดี ชาวบ้านปลาคล้าว ชาวบ้านโนนสูง และเจ้าภาพประจำคือชาวบ้านถ่อนใหญ่หมู่ ๗ หมู่ ๘ ก็ขอให้เจ้าภาพคือบ้านก่อนาดีก็ดี บ้านปลาคล้าวก็ดี บ้านโนนสูงก็ดี เจ้าภาพประจำคือบ้านถ่อนใหญ่ หมู่ ๗ หมู่ ๘ ก็ดี ขอให้เป็นผู้ที่ได้บุญเหมือนกัน พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี มาเดินจงกรมได้บุญแบบไหน ก็ขอให้ชาวบ้านที่กล่าวนามมาแล้วนี้ได้บุญแบบนั้น ขึ้นชื่อว่าความทุกข์ความยาก ขอให้ชาวบ้านที่เอ่ยนามมาแล้วนั้นอย่าได้พบเจอ เกิดภพหนึ่งชาติใด ขึ้นชื่อว่าเป็นคนถือกระเบื้องขอทานถือกะลาขอข้าวหากินฝืดเคืองนั้นขอให้อย่าได้ยิน เกิดภพหนึ่งชาติใดขอให้เป็นคนร่ำคนรวยคนสวยคนงามคนมีปัญญาดี เพียบพร้อมไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ แล้วก็มีโอกาสได้ประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมนำตนให้พ้นจากทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์กล่าวคือมรรคผลนิพพานด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.