วัดพิชโสภาราม

สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุ

สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุ


          ต่อไปก็ขอให้ท่านภาวนา ตั้งจิตตั้งใจของเราให้สงบ เราทั้งหลายก็รู้ดีว่าชีวิตของเรานั้นก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราถึงจะมีบุญมาก ถึงจะมีความรู้มาก ถึงจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากมาย แต่ความแก่ก็ไม่ยกเว้น ความเจ็บก็ไม่ยกเว้น แม้แต่ความตายก็ไม่ยกเว้น เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องดำรงอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่แล้วก็ดับไป อันนี้เป็นลักษณะของความจริงที่ปรากฏเกิดขึ้นแก่ชาวโลกทั้งหลายทั้งปวง

          เพราะฉะนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่คนทั้งหลายทั้งปวงแล้ว คนทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่สามารถที่จะหลีกลี้ หลบซ่อน หรือว่ากำบังอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ไม่รอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปได้ ทุกคนก็ต้องตกอยู่ในสภาพตามความเป็นจริง คือจะต้องละสังขาร ละโลกนี้ไปตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจึงเกิดขึ้นมาด้วยเหตุ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจึงตั้งอยู่ด้วยเหตุ แล้วสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็จะละสังขาร ละโลกนี้ไปด้วยเหตุ

          เหตุที่ให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงได้เกิดขึ้นมานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า บุญ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นมา ความต่างกันโดยหน้าตา โดยผิวพรรณ โดยลักษณะอาการ ความละเอียด ความหยาบ ความลุ่มลึก ความสุขุม ความโง่ หรือว่าความฉลาดทั้งหลายทั้งปวงนั้น ความต่างกันทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาก็เพราะความต่างกันแห่งบุญ คือความต่างกันแห่งเหตุ เหตุที่ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาแล้วมีเหตุต่างกัน ก็เพราะว่าบุญสร้างมาต่างกัน

          ผู้ที่สร้างเหตุมาในลักษณะ ทำเหตุคือการทำบุญนั้นไว้น้อย ชาติก่อนภพก่อนโน้นเคยเป็นคนตระหนี่ เคยเป็นคนถี่เหนียว ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่พ่อแก่แม่ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่สมณะชีพราหมณ์ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติมิตรสหายลุง ป้า น้า อา ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อบุคคลทำเหตุมาในลักษณะอย่างนี้ เวลามาเกิดในภพหน้าชาติหน้าก็เป็นคนยากจนข้นแค้นอนาถา ต้องถือกระเบื้องขอทาน ต้องถือกะลาขอข้าว หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ บ่าแบกหลังหนุน ปากกัดตีนถีบ เรียกว่าต้องลำบากในการทำมาหากิน ก็เพราะอะไร ก็เพราะว่าเหตุที่สร้างไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนคือบุญนั้นเราสร้างไว้น้อย ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ต้องมีความต่างกันกับสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง

          แต่ว่าบางคนบางท่านที่เกิดมาแล้วด้วยอานุภาพของเหตุที่ดี ด้วยอานุภาพบุญที่เขาได้กระทำไว้มากในภพก่อนชาติก่อน แต่ก่อนโน้นภพก่อนนั้นเขาให้ทานมามาก เขาเป็นผู้ที่เสียสละแก่พ่อแม่ อุปถัมภ์ค้ำจุนแก่บิดามารดา อุปถัมภ์ค้ำจุนแก่สมณะชีพราหมณ์ เขาอนุเคราะห์สงเคราะห์แก่ลุงป้าน้าอาวนิพกคนขอทานทั้งหลายทั้งปวง ให้รับข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ บุญกุศลที่เขาได้กระทำความดีในภพก่อนชาติก่อนนั้นแหละ ก็จะมาเป็นเหตุให้เขาได้เกิดมาเป็นคนดี เกิดมาแล้วก็มีเงินไหลนองมีทองไหลมา มีข้าวมีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีครูบาอาจารย์คอยรับ มีครูบาอาจารย์คอยแนะนำพร่ำสอน มีพ่อที่ดี มีแม่ที่ดี มีมิตรสหายที่มีความอนุเคราะห์สงเคราะห์ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน นี้ในลักษณะเหตุที่ได้สร้างสมอบรมมาก็คือบุญกุศลนั้นแหละทำให้คนนั้นเป็นไปต่างๆ กัน ก็เพราะอานุภาพของบุญ

          เพราะฉะนั้นเหตุทั้งหลายทั้งปวงสรุปลงแล้วก็คือ บุญกุศลที่ได้สร้างสมอบรมมาแล้วต่างๆ กัน สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาแล้วก็เกิดขึ้นมาเพราะเหตุ เมื่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจะตั้งอยู่ ก็จะตั้งอยู่ด้วยเหตุ ตั้งอยู่ตามเหตุตามปัจจัย หมดเหตุแล้วก็ถือว่าหมดปัจจัยก็ต้องละจากโลกนี้ไป อันนี้เป็นธรรมดาของสัตว์ทุกคน จะเป็นพระ จะเป็นเณร จะเป็นเถร เป็นชี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นชีพราหมณ์ ชีพุทธ เป็นพ่อขาวอะไรทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้น ก็จะเป็นไปในลักษณะอย่างนี้ คือเมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยแล้วก็ต้องละจากโลกนี้ไป เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจึงตั้งอยู่เพราะเหตุ

          เหตุคืออะไร เหตุก็คือบุญกุศลนี้แหละเป็นเครื่องยังชีวิตของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงให้อยู่รอดปลอดภัย ถ้าผู้ใดหมดบุญหรือหมดเหตุแล้ว อยากอยู่ก็อยู่ไม่ได้ อยากจะตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ลำบากก็ต้องขวนขวายในการสร้างเหตุใหม่ เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มารวมกัน บางคนก็อาจจะรวยมาในเบื้องต้นแต่พอวิถีชีวิตเลย ๒๐ ปี ๒๕ ปีแล้ว พ่อแม่ล้มหายตายจากไป วิถีชีวิตบางครั้งอาจจะเปลี่ยนจากคนรวยมาเป็นคนจน อันนี้เพราะอะไร เพราะเหตุแห่งความรวยนั้นเขาทำมานิดหนึ่ง ทำมาได้ชั่วหน่อยหนึ่ง เหตุแห่งความรวยก็ได้สนับสนุนเขาได้ในปฐมวัย

          แต่บางครั้งบางคราว บางคนเป็นคนดีเข้าวัดเข้าวาเคารพครูบาอาจารย์แล้วก็ใส่บาตร ทำบุญทำทานอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่ออายุกาลผ่านไปๆ ผ่านมาถึง ๒๕ ปี บางครั้งอาจจะไปกินเหล้าเมาสุรา อาจจะไปเล่นการพนัน อาจจะไปทดลองยาเสพติดอะไรต่างๆ ก็ทำให้วิถีชีวิตนั้นเปลี่ยนไป จากคนดีกลายเป็นคนชั่ว จากคนดีกลายเป็นคนเลว ก็สามารถที่จะเป็นได้ เพราะอะไร เพราะเหตุมันเปลี่ยนไป บุญกุศลที่สั่งสมนั้นอาจจะไม่ตามคุ้ม ตามปกป้อง ตามดูแลรักษาได้ อันนี้เรียกว่ากลายจากคนดีเป็นคนร้ายได้

          เพราะฉะนั้นเหตุทั้งหลายทั้งปวงนั้น บางครั้งบางคราว เราอาจจะโทษท้าวทวยเทวา เราอาจจะโทษสถานภูผาป่ากว้าง เราอาจจะโทษต้นไม้ภูเขาเทวดาภูตผีปิศาจ โทษอย่างโน้นโทษอย่างนี้ แต่ความจริงนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นมาจากการกระทำ การกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดเหตุแห่งสุข เป็นเหตุให้เกิดเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งสุขหรือว่าเหตุแห่งทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาจากการกระทำทั้งหมดทั้งสิ้น จะเป็นเหตุแห่งสุขน้อยสุขมาก สุขในมนุษย์ สุขในสวรรค์ สุขในพรหมโลก หรือว่าสุขในพระนิพพาน ก็เกิดขึ้นมาจากการกระทำ

          หรือว่าเหตุแห่งทุกข์จะเป็นทุกข์ในอบายภูมิ คือทุกข์ในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือว่าทุกข์ในเมืองมนุษย์เป็นคนแขนขาดขาขาด เป็นคนหูหนวกตาบอด เป็นคนโง่เง่า เป็นคนเสียสติ เป็นคนกำพร้าอนาถาไร้ที่พึ่งต่างๆ สิ่งเหล่านี้ความทุกข์เหล่านี้มันก็เกิดขึ้นมาจากเหตุคือบาปกรรม ที่เรากระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่มันสั่งสมแล้วมันผลิดอก มันออกผล ก็ทำให้บุคคลนั้นได้รับความทุกข์ หรือว่าได้รับความทุกข์ปางตาย บางครั้งก็ทุกข์จนทนไม่ได้ก็ตายไป อันนี้เป็นลักษณะของความทุกข์ แล้วก็ความสุขที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี้

          เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมขณะนี้เราก็ตั้งอยู่ด้วยเหตุ เพราะฉะนั้นเหตุทั้งปลายทั้งปวงที่กระผมได้กล่าวไว้ ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นตั้งอยู่ด้วยเหตุ ในขณะที่ตั้งอยู่นั้นก็เสวยเหตุ คือการให้ผลของเหตุนั้นมันปรากฏขึ้นมา บ้างก็เกิดความร่ำรวย บ้างก็เกิดความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน บ้างก็เกิดความเจริญรุ่งเรืองในชื่อเสียง เกียรติยศ สรรเสริญ บางครั้งเรากระทำในสิ่งที่ยังไม่น่าสรรเสริญมาก แต่คนทั้งหลายทั้งปวงก็สรรเสริญเยินยอ คนทั้งหลายทั้งปวงก็ให้เกียรติ บางครั้งความชั่วที่เรากระทำแล้วยังไม่เปิดเผย ความชั่วยังไม่ตีแผ่ให้สาธารณชนทั้งหลายได้รับรู้ ในลักษณะอย่างนี้ก็เรียกว่าเหตุแห่งความดีที่เราทำแต่ภพก่อนชาติก่อนนั้นมันให้ผล เรียกว่าเราทำความชั่วอย่างไรตำรวจก็จับไม่ได้ คนทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่รู้ เราทำความชั่วคนทั้งปลายทั้งปวงก็ยกย่องสรรเสริญอยู่ ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าความดีมันปกป้อง ความดีที่เราทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนคุ้มครอง รักษา ดูแลเราเป็นอย่างดี เพราะอะไร เพราะบุญนั้นมันยังคุ้มครองอยู่ มันยังให้ผลอยู่ มันยังออกดอกออกผลให้เราเชยชมอยู่

          แต่บางครั้งบางคราวบุญมันหมด เราทำผิดกฎหมาย เราไปหลบอยู่ไหนตำรวจก็ยังไปตามจับได้อยู่ บางครั้งก็ต้องละบ้าน ละลูก ละเมีย ละครอบครัว ละญาติพี่น้องทั้งหลายทั้งปวงไปหลบไปซ่อนอยู่ที่อื่น อยู่ในถ้ำ อยู่ในเหว อยู่ในตำบล อำเภอ จังหวัดอื่น ตำรวจก็ยังตามไปจับได้ เพราอะไร เพราะว่าบาปมันให้ผลแล้วบุคคลนั้นย่อมได้รับความทุกข์ระทมสมกับเหตุที่ตนเองได้กระทำมา ตำรวจก็ตามไปจับได้ หลบซ่อนดีขนาดไหนก็ตามการให้ผลของบาปนั้นไม่มีใครที่จะสามารถต้านทานได้ จะหลบอยู่ในถ้ำในเหว อยู่ในซอกภูผา ดำลงไปในน้ำก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากบาปธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้

          ถ้าผู้ใดดำลงไปในน้ำแล้วพ้นจากบาปธรรม พ้นไปจากความตาย ปลาทั้งหลายทั้งปวงก็จะพ้นจากบาปธรรม ก็จะพ้นไปจากความตาย พ้นไปจากทุกข์โทษได้ แม้แต่ปลาที่อยู่ในน้ำก็ยังถึงซึ่งความตาย ถึงซึ่งทุกข์โทษในการไล่ล่าของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง การหลบไปอยู่ในน้ำก็ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัย

          หรือว่าดำดินลงไปใต้ดิน แม้ไส้เดือนแม้สัตว์อยู่ใต้ดินก็ต้องตายเหมือนกัน ก็ต้องถูกมนุษย์ทั้งหลายไปขุดเอาเหมือนกับกบ เหมือนกับเขียด ถึงจะอยู่ใต้ดินเมื่อบาปกรรมมันให้ผลแล้วก็ต้องถูกมนุษย์นั้นไปขุดไปล่า เพราะอะไร เพราะบาปมันให้ผลแล้วจะหลบอยู่ในที่ไหนได้บาปต้องตามให้ผลอยู่ในที่นั้น

          เพราะฉะนั้นการซ่อนตัวของบุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมไม่เป็นผล เมื่อบาปนั้นมันให้ผลแล้วบุคคลนั้นก็ต้องเสวยวิบากของตนเอง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ขอกล่าวให้เข้าใจว่า ความตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่เพราะเหตุ เหตุก็คือบุญกุศลที่พวกเราทั้งหลายได้กระทำไว้ บางคนบางท่านเห็นคนป่วย บางคนป่วยแล้วเหมือนจะตายแต่ไม่ตาย ได้รับความทุกข์ทรมาน

          เหมือนกับโยมคนหนึ่งโยมคนนั้นเป็นเพชฌฆาต ไม่ใช่เพชรฆาตฆ่าคนแต่เป็นเพชฌฆาตฆ่าวัว ฆ่าควาย เขาจะฆ่าวัวฆ่าควายอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๑๕ ตัว ๑๖ ตัว ต้องฆ่าทุกอาทิตย์เพื่อที่จะหาเงินเลี้ยงครอบครัวตัวเอง ฆ่าทุกวันๆ มีรถตั้งหลายคัน มีรถ ๓ คัน ๔ คัน ๕ คัน ลูกหลานก็ว่านอนสอนง่าย ลูกสาวก็เชื่อฟัง ลูกชายก็แสนดี โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่เกิดขึ้น สามีก็ดี ภรรยาก็ดี เงินไหลนองทองไหลมา ใช้เงินเหมือนกับอาเสี่ย เหมือนกับคนมีเงินมีทองสร้างบ้านหลังโต ซื้อไร่ซื้อนาซื้อสวน ทุกสิ่งทุกอย่างบริบูรณ์สมบูรณ์หมด ทั้งๆ ที่เขาฆ่าวัวอาทิตย์ละ ๑๕-๑๖ ตัว คิดดูซิ ฆ่ามาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แต่ทำไมรวยถึงขนาดนั้น มีรถตั้งหลายคัน มีบ้าน มีที่ดิน ที่นา มีอะไรสมบูรณ์ไปหมด บาปกรรมไม่มีหรือ ทำไมเขาจึงไม่ได้รับผลของกรรม บาปกรรมนั้นลำเอียงหรือเปล่า หรือว่าบาปกรรมนั้นไม่มี

          บางท่านบางคนที่ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาก็อาจจะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนั้น คงจะไม่มีแล้ว อาจจะเป็นทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป อาจจะคิดอย่างนั้น บางคนที่ไม่เคยศึกษาพระศาสนา แต่เมื่อเราพิจารณาดูด้วยสติ พิจารณาดูด้วยปัญญาแล้วเราจะเข้าใจว่า บุคคลผู้ที่เกิดมาทำบาปถึงขนาดนั้นแต่ทำไมจึงร่ำรวยอยู่ได้ ชีวิตเขาจึงหัวเราะร่าเริงเบิกบานอยู่ได้ ทำไมหนอ

          พิจารณาไปพิจารณามาก็รู้ว่าผลบุญที่เขาทำแต่ภพก่อนชาติก่อนนั้นยังตามปกปักปกป้องคุ้มครอง อกุศลกรรม คือบาปกรรมที่เขาทำนั้นยังไม่ให้ผล บาปกรรมหรืออกุศลกรรมนั้น ยังไม่สามารถที่จะให้ผลกับเขาได้ เขาก็ได้เสวยความสุขตามอานุภาพของบุญที่เขาทำไว้ แต่เมื่อกาลผ่านไปๆ ถึงวัยชราของเขา ก็เกิดโรครุมเร้า แล้วก็เกิดเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ เกิดอาการหายใจไม่สะดวกที่คอก็เหมือนกับมีเสียมมีอะไรมาติดมาขัด เวลามันติดมันขัดก็มีเสียงร้องเหมือนกับวัวที่ถูกเชือดต้องไปเยียวยารักษา ทำอย่างไรๆ ก็รักษาไม่หายจำเป็นต้องขายไร่ขายนาทรัพย์สินทั้งหมดทั้งปวงที่หามาได้ก็หมดไปๆ เมียก็เป็นอีกแบบหนึ่งประพฤติไม่ดี ลูกก็กินหล้าเมายาเที่ยวเตร่เฮฮา นี่บาปกรรมมันให้ผลเงินทองที่หามาได้ทั้งหมดทั้งปวงก็หมดไป ไร่นาก็ขายไป รถราก็ขายไป ลูกก็ประพฤติไม่ดี ภรรยาก็ประพฤติไม่ดี เล่นการพนัน กินเหล้าเมาสุราต่างๆ ความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงรวมมา ผลสุดท้ายก่อนที่จะตายไม่เหลืออะไรทรัพย์สมบัตินั้น แม้แต่บ้านที่จะอยู่ก็ยังลำบาก เงินที่จะไปหาโรงพยาบาล ไปหาหมอก็ลำบาก ผลสุดท้ายก่อนที่จะตายก็ร้องเหมือนวัวเหมือนควายที่กำลังโดนเชือด ในที่สุดก็ตายไปด้วยอานุภาพของบาป

          คิดดูว่าบุคคลผู้ตายไปด้วยความทุกข์ ด้วยความทรมาน ตายไปด้วยความลำบาก จะเป็นไปในลักษณะอย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา” เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ “จิตฺเต อสงฺกิลิฎฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา” เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น

          เพราะฉะนั้นทุคติที่บุคคลตายไปแล้วไปเกิดในทุคติเพราะว่า จิตใจมันเศร้าหมอง บุคคลผู้ที่ตายด้วยความครวญคราง ตายด้วยความทุกข์ทรมานส่วนมากก็ไปสู่ทุคติ นิมิตแห่งนรก นิมิตแห่งอบายภูมิปรากฏขึ้น ก่อนที่เขาจะตายก็คือความทุกข์ความทรมานความดิ้นรน ความทุรนทุราย ความไม่สบายกายปรากฏขึ้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นนิมิต ถ้าเรามองด้วยสติ มองด้วยปัญญา บุคคลผู้ตายด้วยความทุกข์ทรมานในลักษณะอย่างนี้เป็นนิมิตแห่งการไปเกิดในนรก

          เพราะฉะนั้นบุคคลผู้มีกรรมฐานเหมือนกับพวกเราทั้งหลายที่ได้มาร่วมกันบำเพ็ญสติ บำเพ็ญสมาธิ บำเพ็ญปัญญา เวลาเราบำเพ็ญสติ สติของเรามันสมบูรณ์ เวลาเราเกิดความทุกข์ในการพลัดพรากจากลูกจากเมีย พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก หรือว่าพลัดพรากจากสิ่งของที่เราปรารถนาแล้ว เราไม่ได้ตามที่เราปรารถนา เรามีสติยับยั้งกำหนด เราพิจารณาอยู่เป็นประจำว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปด้วยอานุภาพของบุญ ถ้าเราไม่ทำบุญแล้วเราอยากได้จีวรสวยๆ ก็คงจะไม่ได้ ญาติโยมอยากได้บ้านหลังโตๆ ก็คงไม่ได้ เราไม่ได้สั่งสมอบรมมาเราอยากมียศเป็นพระครู มียศเป็นเจ้าคุณ ถ้าเราไม่ได้ทำบุญทำกุศลมาแล้วทำอย่างไรๆ เราก็ไม่ได้ ญาติโยมที่ปรารถนาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็น ส.ส. เป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าอะไรต่างๆ ถ้าบารมีของเราไม่มีปรารถนาอย่างไรๆ มันก็ไม่ได้

          แต่ถ้าบารมีของเรามันมีแล้วไม่ปรารถนามันก็ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมเป็นไปตามเหตุและผล เหตุและผลเท่านั้นที่หมุนเวียนและเปลี่ยนไปสิ่งอื่นไม่มี มีแต่เหตุและผลเท่านั้นที่ปรากฏ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

          เพราะฉะนั้นบุคคลทั้งหลายทั้งปวงเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องกระทำเหตุให้ดี กระทำเหตุให้สมบูรณ์ กระทำเหตุให้เลิศ กระทำเหตุให้ประเสริฐ กระทำเหตุให้วิเศษ ภพชาติของคนนั้นก็จะดี ก็จะเลิศ ก็จะประเสริฐ ก็จะวิเศษ แต่ถ้าผู้ใดทำเหตุเลวไปกระทำชั่ว ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี คนอื่นจะรู้ หรือไม่รู้ การให้ผลของกรรมนั้นไม่มีผล กรรมมันจะให้ผลอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราหลบทำความชั่วแล้วคนไม่รู้บาปมันจะไม่ให้ผลนั้นไม่ใช่

          ถึงเราทำความชั่วคนอื่นไม่รู้บาปนั้นมันจะให้ผลเหมือนเดิม เราทำต่อหน้าบาปมันก็ให้ผลเหมือนเดิม เราทำลับหลังบาปมันก็ให้ผลเหมือนกัน เรียกว่าบาปนั้นจะไม่มีการยกเว้นการให้ผลต่างๆ

          เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายทั้งปวงที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเรามากระทำเพราะเหตุ เรียกว่าเรามาสร้างเหตุที่ดี สร้างเหตุที่เลิศ สร้างเหตุที่ประเสริฐ สร้างเหตุที่วิเศษ เพื่ออะไร เพื่อความดีของชีวิต เพื่อความเลิศของชีวิต เพื่อความประเสริฐของชีวิต เพื่อความวิเศษของชีวิต ชีวิตที่เลิศ ชีวิตที่ ชีวิตที่ประเสริฐ ชีวิตที่วิเศษ ก็คือชีวิตที่มีทาน มีศีล มีภาวนา มีศรัทธา มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มีวิปัสสนา มีมรรค มีผล มีพระนิพพาน เรียกว่าเป็นชีวิตที่ดี ที่เลิศ ที่ประเสริฐ ที่วิเศษตามลำดับ

          ทานก็ดีระดับหนึ่ง ศีลก็ประเสริฐระดับหนึ่ง สมาธิก็เลิศระดับหนึ่ง มรรคผลนิพพานก็วิเศษอีกระดับหนึ่ง อันนี้เป็นความดี ความเลิศ หรือความประเสริฐของชีวิตที่กล่าวมา เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม จึงถือว่าเป็นสิ่งที่เราทำเหตุไว้ดี เมื่อทำเหตุดีเราไม่ต้องกล่าวถึงพรุ่งนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เราไม่ต้องนึกถึงมะรืนนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เราไม่ต้องนึกถึงวันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร เราไม่ต้องนึกถึงอาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า หรือไม่ต้องระลึกนึกถึงภพหน้าว่าจะเป็นอย่างไร

          ก็เพราะวันนี้มันดีแล้วพรุ่งนี้มันก็ต้องดี เมื่อพรุ่งนี้ดี มะรืนนี้มันก็ต้องดี เมื่อมะรืนนี้ดีวันต่อๆ ไปมันก็ต้องดี อาทิตย์หน้าก็ต้องดี เดือนหน้าก็ต้องดี ปีหน้าก็ต้องดี ปีต่อๆ ไปก็ต้องดี ภพหน้า ชาติหน้าก็ต้องดี เพราะเหตุแห่งความดีมันเต็มเปี่ยม ความดีมันบริบูรณ์แล้ว

          เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคราวที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงบำเพ็ญเหตุแห่งความดีให้บริบูรณ์ไป ภพชาติของพระองค์ก็เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับๆ บารมีก็เพิ่มขึ้นไปตามลำดับๆ ในที่สุดพระองค์ก็ถึงหลักชัยของพระองค์ คือพระองค์ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พุทธคยา ประเทศอินเดีย ที่เราได้ไปกราบไปไหว้ที่อินเดีย ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ ได้เกิดความปีติ ได้เกิดขนพองสยองเกล้า

          เราเข้าไปในเขตที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้กราบได้ไหว้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่พระองค์ทรงตัดกิเลส ราคะ โทสะ โมหะให้สิ้นไป พระองค์ทรงชนะพญามารคือท้าววสวัสดีมาร อยู่ที่ตรงนั้น พระองค์ทรงทำลายเสนามารทั้งหลายทั้งปวงให้ราบคราบไป พระองค์ทรงประกาศชัยชนะ คือ ความเหนือกิเลสทั้งหลายทั้งปวง อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ เราไปกราบแล้วก็เกิดปีติ เกิดขนพอง เกิดน้ำตาไหล เกิดตัวเบา ตัวเย็น จิตเยือกเย็นระลึกนึกถึงว่าอานุภาพแห่งบุญนั้น ถ้าผู้ใดทำให้สมบูรณ์แล้วอานุภาพของบุญนั้นเป็นไปได้ทุกอย่าง สำเร็จทุกอย่าง บุญนี้น่ากระทำ น่าบำเพ็ญจริงๆ หนอ ถ้าเราพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลแล้ว เราจะเข้าใจในลักษณะอย่างนี้

          เมื่อบุญกระทำสมบูรณ์แล้ว แม้ปรารถนาเป็นพุทธเจ้าก็สำเร็จ มารจะมีฤทธานุภาพมากมายก็แพ้อานุภาพของบุญ เสนามารจะมีมาก ท่านกล่าวว่าเปรียบเสมือนกับหมู่ผึ้งที่แผ่ออกมาจากรวงผึ้ง ดำไปหมด เสนามารที่ยกมาทำลายพระพุทธเจ้าก็เต็มท้องฟ้าไปหมดไม่มีที่ว่าง ถึงกระนั้นก็ยังแพ้อานุภาพของบุญ เพราะฉะนั้นอานุภาพของบุญนั้นช่างยิ่งใหญ่ ช่างดี ช่างเลิศ ช่างประเสริฐ ช่างวิเศษ

          เพราะฉะนั้นบุญที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันบำเพ็ญ ได้มาเดินจงกรม ได้มานั่งภาวนา ได้มาแผ่เมตตา อันนี้เรียกว่าเป็นบุญอันเลิศ เป็นบุญอันประเสริฐ เป็นบุญอันวิเศษแล้ว เราทั้งหลายได้บำเพ็ญในวันนี้ดีแล้ววันต่อๆ ไปก็ดี เราอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลน้อมถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็ถือว่าพวกเราทั้งหลายนั้นเป็นผู้กตัญญูกตเวทีต่อท่าน ท่านถือว่าเป็นพ่อทางธรรม เราอาจจะเกิดกับแม่อีกคนหนึ่ง เราอาจจะเกิดกับพ่ออีกคนหนึ่งที่ให้กำเนิดเกิดมา ได้อัตภาพเป็นคนเป็นมนุษย์ขึ้นมาก็เพราะว่าพ่อกับแม่อีกท่านหนึ่ง แต่เราได้มารู้ปฏิปทาแห่งการปฏิบัติ ได้มีผ้ากาสาวพัสตร์ห่มกาย เพราะว่าท่านเป็นพ่อทางภิกษุภาวะ เป็นผู้บวชให้เรา เป็นอุปัชฌาย์เรา เป็นผู้ให้กำเนิดในเพศของภิกษุ เราได้บวชในพระพุทธศาสนาก็เพราะว่าท่านเมตตาบวชให้เรา

          อย่างญาติโยมได้บวชถือศีล ๕ ถือศีล ๘ ก็ถือว่าบวชในพระธรรมวินัยเหมือนกัน เมื่อเราได้บวชแล้วเราก็ยังได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ อะไรที่จะเป็นบาปอะไรที่จะเป็นบุญเราก็รู้จากท่าน อะไรที่ทำแล้วจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เรียกว่าหนทางการมาเกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ได้เทศน์ประจำ หนทางที่จะไปเกิดบนสวรรค์ท่านก็เทศน์อยู่เป็นประจำ หรือหนทางที่ไปเกิดในพรหมโลกคือการฝึกสมาธิ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็สอนญาติสอนโยมสอนแม่ชีให้ฝึกสมาธิ จนเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้สมาธิตั้ง ๖ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง แต่ท่านก็ไม่ให้ยึดติดในสมาธิ ให้ฝึกสมาธิด้วยปัญญา ให้เรียนรู้สมาธิด้วยปัญญา ไม่ติดไม่ข้องไม่จมอยู่ในสมาธิแล้วก็อาศัยสมาธินั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การเจริญวิปัสสนาให้ผลได้ไวขึ้น หรือว่ายิ่งๆ ขึ้นไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็สอนวิปัสสนากรรมฐาน

          เพราะบุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมมีอยู่ ๒ ประเภทคือ ประเภทที่ ๑ คือได้บำเพ็ญสมาธิไว้มาก ประเภทที่ ๒ บำเพ็ญสมาธิไว้น้อยแต่บำเพ็ญวิปัสสนาไว้มาก เวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมบุคคลผู้บำเพ็ญสมาธิไว้มากวิปัสสนาไว้น้อย บุคคลนั้นก็ต้องอาศัยสมาธินั้นอบรมจิต เมื่อจิตถูกสมาธิอบรมแล้วก็สามารถบรรเทาราคะ โทสะ โมหะนั้นไม่ให้เกิดขึ้นมาได้ เมื่อราคะ โทสะ บรรเทาด้วยอำนาจการอบรมของสมาธิ สมาธิอบรมจิตก็ทำให้ราคะ โทสะ มันเบาลง เมื่อเบาลงไปๆ นานไปๆ ก็เกิดปัญญาขึ้นมา เมื่อสมาธิอบรมจิต จิตก็สามารถที่จะบรรเทาข่มราคะ โทสะ โมหะ ไว้ได้ เมื่อข่มไปๆ นานๆ สัจธรรมมันปรากฏขึ้นมาก็เกิดปัญญาขึ้นมา ก็เอาปัญญาที่มีสมาธิเป็นพื้นฐานนี้แหละเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วก็จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อันนี้เป็นประเภทหนึ่ง

          อีกประเภทหนึ่งสมาธินั้นบำเพ็ญไว้น้อย เวลามานั่งภาวนาก็เจ็บตรงโน้นปวดตรงนี้ บางครั้งก็รำคาญ บางครั้งก็ฟุ้งซ่าน บางครั้งก็มีจิตประกอบไปด้วยราคะ บางครั้งก็มีจิตประกอบไปด้วยโทสะ บางครั้งก็มีจิตประกอบไปด้วยโมหะ ห่วงหาอาลัย เรือกสวนไร่นา บ้านช่องเรือนชานต่างๆ อันนี้เรียกว่าจิตที่ประกอบไปด้วยโมหะมันเป็นอย่างนั้น เวลาประพฤติปฏิบัติธรรมลำบาก จิตใจจะสงบแม้ ๕ นาทีก็ยังยาก แต่เขาพยายามตั้งสติให้ทันปัจจุบันธรรม จะคู้จะเหยียด จะก้ม จะเงย จะกิน จะดื่ม จะพูด จะคิด จะทำกิจอะไรๆ ก็ตาม จะนิ่งอยู่ก็ตามบุคคลนั้นมีสติรู้อยู่ในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

          เมื่อวิปัสสนากรรมฐานเจริญขึ้นไปตามลำดับๆ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความปรุง ความแต่ง ความฟุ้ง ความซ่านต่างๆ ความห่วงหาอาลัยต่างๆ นั้นเข้ามาไม่ได้ ด้วยอานุภาพของสติ สตินั้นเป็นเกราะป้องกันสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ให้เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เจริญภาวนา ความโกรธก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสติของบุคคลนั้นสมบูรณ์ ราคะก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสติของบุคคลนั้นสมบูรณ์ โมหะก็เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าสติของบุคคลนั้นสมบูรณ์ บาปธรรมที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคตก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าบุคคลนั้นมีสติสมบูรณ์ สติที่บุคคลเจริญวิปัสสนาสมบูรณ์นี้แหละก็จะพาบุคคลนั้นดำเนินไปในวิปัสสนาปฏิปทา ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้วิปัสสนาเจริญขึ้นไปตามลำดับๆ ในที่สุดก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ อันนี้เป็นอีกแบบหนึ่ง

          บุคคลนั้นมีหลายประเภท เพราะฉะนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นเป็นผู้อุดมด้วยการสอนลูกศิษย์ลูกหา เราไปบางสำนัก “อย่านั่งนานนะ นั่งนานไม่ได้นั่งนานมันเป็นสมาธิหัวตอ นั่งแล้วไม่เกิดสติเกิดปัญญาอะไร ไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน หยุดเดี๋ยวนี้” อะไรทำนองนี้ อันนี้เรียกว่าคนที่สอนนั้นไม่เข้าใจในหลักการของการสร้างบารมี ว่าคนที่มาประพฤติปฏิบัติกับเรานั้นมีบารมีต่างกัน ร้อยคนก็ร้อยอย่าง พันคนก็พันอย่าง หมื่นคนก็หมื่นอย่าง แสนคนก็แสนอย่าง ไม่เหมือนกันสักคน บารมีนั้นไม่เหมือนกัน

          เหมือนกับหน้าตาของคนเรานั้นแหละไม่เหมือนกัน หน้าตาของเราเกิดมาพ่อเดียวกันแม่เดียวกันก็ต่างกัน เพราะอะไรจึงต่างกัน เพราะบารมีมันต่างกัน แม้นิ้วมือของเรา ๕ นิ้ว นิ้วก้อยก็ไม่เหมือนกับนิ้วโป้ง นิ้วโป้งมือก็ไม่เหมือนกับนิ้วกลาง นิ้วกลางก็ไม่เหมือนกับนิ้วชี้ นิ้วชี้ก็ไม่เหมือนกับนิ้วนาง แม้แต่อวัยวะของเรานั้นมันก็ต่างกัน นิ้วเท้าของเราก็เหมือนกันทำไมมันเป็นอย่างนั้นก็บุญมันต่างกัน หัวแม่มือก็เกิดขึ้นด้วยบุญอย่างหนึ่ง นิ้วกลางก็เกิดขึ้นด้วยบุญอีกอย่างหนึ่ง นิ้วก้อยก็เกิดขึ้นด้วยบุญอีกอย่างหนึ่ง ถ้าผู้ใดมีบารมีมาก นิ้วมือนิ้วเท้าก็สวยงาม เหมือนกับที่เราได้ศึกษาในพระไตรปิฎก ว่านางเทพอัปสรมีเท้าแดงเหมือนกับเท้านกพิราบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีนิ้วมืออันสดสวยงดงาม ไม่มีข้อไม่มีปล้อง เป็นนิ้วมือที่ละเอียด มีกงจักรอยู่บนฝ่ามือ มีกงจักรอยู่ฝ่าเท้าในลักษณะอย่างนั้น อันนั้นก็ถือว่าเกิดขึ้นมาด้วยอานุภาพของบุญ

          แต่สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของบาป เราก็ไปพิจารณาของชูชก ชูชกนั้นมีบาป มีเท้าคด มีเท้าคู้ มีหลังงอ มีผิวพรรณที่มีตุ่ม มีไฝ มีกระ เต็มไปหมด เหมือนกับปิศาจเดินได้อะไรทำนองนี้ ทำไมต่างกันอย่างนั้นก็เพราะอานุภาพของบาป ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนเกิดขึ้นมาด้วยอานุภาพของบุญและบาปด้วยเหตุและผล เหตุและผลเท่านั้นที่หมุนเวียนและและเปลี่ยนไปสิ่งอื่นไม่มี

          เพราะฉะนั้นวันนี้อาตมภาพได้กล่าวธรรมะในเรื่องเหตุในเรื่องผล ในเรื่องการเกิดขึ้นตั้งอยู่ยังไม่ถึงดับไป เพราะว่าเราดับไปก็ดับไปด้วยเหตุก็เห็นว่าเวลามันสมควรก็ขอยุติการกล่าวธรรม.