วัดพิชโสภาราม

สุขและทุกข์

สุขและทุกข์


            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองแม้ปรินิพพานไปนานแล้วพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอโอกาสพระเถรานุเถระ ขอโอกาสสหธรรมิกทั้งหลายทั้งปวง ขอโอกาสผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใคร่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ทุกท่านทุกคน ณ โอกาสบัดนี้

            ต่อไปก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้เอามือลงแล้วก็ตั้งใจฟังธรรม เพราะว่าการฟังธรรมในการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต่างก็รู้ดีว่าเวลาฟังธรรมนั้นให้นั่งสมาธิฟัง เรียกว่าทำความสงบเคารพพระธรรม สักกัจจัง เรียกว่าการเคารพในการฟังธรรมนั้นถือว่าเป็นธรรมเนียมของบัณฑิต แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงทำความเคารพในพระธรรม

            สมัยหนึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามองไม่เห็นใครเลยที่เราตถาคตควรจะทำความเคารพ เรามองดูในมนุษย์โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก เราไม่เห็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เราตถาคตควรทำความเคารพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมีแต่พระธรรม ที่เราตถาคตนั้นควรทำความเคารพ” เพราะฉะนั้นธรรมะนี้จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีก็เกิดปัญญา เรียกว่าเกิดปัญญาทั้งที่เป็นโลกิยะ เกิดปัญญาทั้งที่เป็นโลกุตตระ ถ้าบุคคลใดฟังดีก็ยังประโยชน์ในโลกนี้ ยังประโยชน์ในโลกหน้า ยังประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานนั้นให้เกิดขึ้นมาได้ด้วยการฟัง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

            ธรรมะเกิดขึ้นทางตาก็เกิดขึ้นได้ ธรรมะเกิดขึ้นทางหูก็เกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นช่องเป็นทางของบุญและบาปสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในขณะนี้เรามาฟังธรรมก็เหมือนกับการศึกษาปริยัติธรรม เหมือนกับการสอบอารมณ์ เหมือนกับการพิจารณาการประพฤติปฏิบัติของเราว่าการประพฤติปฏิบัติของเราถูกต้องตามหลักของการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะตรงต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานหรือไม่ เพราะว่าการฟังธรรมนั้นถ้าเราฟังเป็นก็ย่อมเกิดปัญญามากมาย เรียกว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ ตลอดถึงนิพพานสมบัติก็เกิดขึ้นมาได้

            ขณะที่ฟังธรรมนั้นท่านให้เราเอาสติไว้ที่แก้วหูของเรา เรียกว่าโสตประสาทตรงส่วนไหนที่มันกระทบเสียง โสตประสาท หรือว่าแก้วหูของเรานั้นแหละเป็นที่กระทบเสียง เราก็เอาสติมาปักไว้ที่หูของเรา กำหนดว่า “เสียงหน๊อ เสียงหนอ” หรือว่า “ได้ยินหน๊อ ได้ยินหนอ” อย่างใดอย่างหนึ่งหรือว่าผู้ใดที่ขณะบริกรรมพุทโธ เราก็เอาสติมาไว้ที่แก้วหูของเรา ขณะที่เสียงมันกระทบหูเราก็บริกรรมว่า “พุทโธๆๆ” ไปจนกว่าจิตใจของเรามันจะสงบลงไปๆๆ เสียงมันจะรวมเข้าไหลเข้าๆๆ ในหูของเรา

            ขณะที่เสียงมันรวมตัวเข้าไหลเข้าในขณะนั้นก็แสดงว่าจิตของเรามันรวมเข้าเป็นสมาธิแล้ว เรียกว่าจิตของเราเริ่มนิ่งเป็นสมาธิแล้ว เมื่อจิตของเรานิ่งเป็นสมาธิเราก็รักษาจิตของเราให้ดี หรือว่ากำหนด “เสียงหน๊อ เสียงหนอ” “ได้ยินหน๊อ ได้ยินหนอ” หรือว่า “พุทโธ พุทโธ” คำใดคำหนึ่งไปจนกว่าจิตใจของเรามันจะดับลงไป แต่ขอให้เราจำให้ได้ว่ามันจะดับลงไปตอนที่เราบริกรรมว่าอย่างไร ผู้เทศน์เทศน์ถึงตอนไหนแล้วเราดับลงไป อันนี้พยายามจำให้ได้ ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง จำให้ได้ปีนี้ ปีหน้า หรือว่าปีต่อๆ ไป เราก็พยายามจำให้มันได้ อันนี้เป็นหลักของการประพฤติปฏิบัติธรรม

            ก่อนอื่นก็ขอย้อนหาคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ว่าทำไมเราจึงมารวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ที่แห่งนี้ ทำไมเราไม่ไปทำการงานอย่างอื่น ไม่ไปสวดมนต์ ไม่ไปสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างวิหาร ทำไมเราจึงมารวมกัน ทำไมจึงจัดการประพฤติปฏิบัติธรรมขึ้น ญาติโยมหรือว่าคณะครูบาอาจารย์บางรูปบางท่านอาจจะเกิดความกังขา หรือว่าอาจจะเกิดความสงสัย การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ถือว่าเป็นการเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

            เราคิดดูว่าสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบรมกษัตริย์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ เรียกว่าเป็นเจ้าฟ้าชาย พระองค์เสด็จออกบวช หลังจากเสด็จออกบวชแล้วพระองค์ก็ทรงมุ่งมั่นต่อการประพฤติปฏิบัติค้นคว้า ว่าทางไหนที่จะเป็นทางแห่งการพ้นทุกข์ เพราะพระองค์ทรงเห็นความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นพระองค์ก็ทรงค้นหาทางพ้นทุกข์ จนใช้เวลาถึง ๖ ปี พระองค์ทรงทรมานด้วยทุกกรกิริยามากมาย

            แต่พระองค์ก็ทรงฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นได้ จึงสามารถที่จะพ้นทุกข์ได้ พระองค์ไม่ได้ทรงสร้างอะไรขึ้นมาเลยแต่พระองค์ทรงปฏิบัติที่จิตใจของพระองค์ ปฏิบัติที่กาย ที่วาจา ที่ใจของพระองค์ เหมือนกับญาติโยม เหมือนคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี่แหละ มาประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะฝึกฝนอบรมจิตของตนเอง ถ้าบุคคลไม่ฝึกฝนอบรมจิตของตนเองแล้วบุคคลนั้นจะเป็นคนดีไม่ได้ บุคคลนั้นจะเป็นคนเลิศไม่ได้ บุคคลนั้นจะเป็นคนประเสริฐไม่ได้ บุคคลนั้นจะเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าขาดการฝึกจิต เพราะฉะนั้นการฝึกจิตนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า “เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา” ผู้ใดจักสำรวมจิตดวงที่เที่ยวไปดวงเดียวไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย บุคคลนั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดจักสำรวมจิตดวงที่เที่ยวไปดวงเดียว ดวงที่เที่ยวไปไกลไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็นที่อาศัย บุคคลนั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร เครื่องผูกแห่งมารคืออะไร เครื่องผูกแห่งมารก็คือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส คือสัมผัส คือธรรมารมณ์ต่างๆ ถ้าเรากล่าวโดยพิสดารก็คือยศถาบันดาศักดิ์ ความสวยความงามบรรดาที่มีอยู่ในโลกทั้งหลายทั้งปวงก็ถือว่าเป็นเครื่องผูกของมารด้วยกันทั้งนั้น ท่านจึงให้เราสำรวมจิต เพราะว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว จิตเป็นนายกายเป็นแหล่ง จิตเป็นผู้แต่งกายเป็นผู้กระทำ เรียกว่าจิตเป็นผู้สั่งกายนั้นทำตามคล้ายๆ ว่าเป็นทาส เราทำความชั่วเพราะอะไร

            เพราะจิตของเราชั่วสั่งให้กายไปลักเล็กขโมยน้อย สั่งให้กายไปทำชู้สู่สม สั่งให้กายของเรานั้นได้ทำอนาจารผิดศีลผิดธรรมต้องอาบัติอะไรต่างๆ เราไปทำชู้สู่สมต่างๆ ก็เพราะจิตของเรานั้นกระทำผิด แต่ถ้าจิตของเราดี จิตของเราตรง จิตของเราขาว จิตของเราบริสุทธิ์แล้ว เราจะทำบาปอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะว่าจิตของเรานั้นบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นการฝึกจิตนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า “จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ” การฝึกจิตนั้นเป็นการดีแท้ “จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ” จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเครื่องยืนยันให้เรารู้แล้วว่าการฝึกจิตนั้นเป็นการดีแท้ สิ่งใดที่จะดีเลิศ ประเสริฐกว่าการฝึกจิตนั้นไม่มี เราจะได้สมบัติมากมายเป็นร้อยล้านพันล้าน ได้เมียที่สวย ได้บ้าน ได้ทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล แต่ถ้าจิตของเราไม่ดี ก็ไม่สามารถที่จะเกิดความสุขในทรัพย์สมบัติเหล่านั้นได้ จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ การฝึกจิตเหมือนกับพวกเราทั้งหลายกำลังเดินจงกรมนั่งภาวนาอยู่นี้ ถือว่าเป็นการฝึกจิต ฝึกตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

            พวกเราทั้งหลายที่มารวมกันอยู่นี้เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็เพราะอะไร ก็เพราะว่าเรายังมีราคะ มีโทสะ มีมานะ มีตัณหา มีอวิชชา อยู่ในจิตในใจ ยังไม่สามารถที่จะประหัตประหารความทุกข์ในจิตในใจของเรา เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะเราไม่เคยปฏิบัติธรรมเราก็ไม่มีที่ยึดมั่นถือมั่น ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้ไม่มีการประพฤติปฏิบัติธรรม จิตใจก็ย่อมเลื่อนลอย เรียกว่าไม่มีหลักเป็นไม้หลักปักเลน หรือว่าเป็นไม้หลักปักตมลมพัดมาก็เอนโอนไปตามกระแสของสังคม เขาเอาข่าวมาว่าผีแม่หม้ายจะมาเราก็เกิดความตระหนกตกใจไปตามกระแสของสังคม ต้องเขียนคิ้ว ต้องทาปาก ต้องนุ่งซิ่น นุ่งกระโปรง อะไรทำนองนี้ เราก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของสังคม

            เขามีข่าวคราวว่าพระศรีอารย์มาเกิดเราก็ต้องแห่กันไปกราบไปไหว้ เพราะว่าพระศรีอารย์อุบัติขึ้นมาแล้วเราก็ไป หรือว่าหมอคนนั้นดีสามารถรักษาได้หายทุกโรคเป็นหมอเทวดา ที่เราฟังแล้วเราก็เกิดศรัทธาแล้วเราก็ไป อันนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่มีหลัก หรือว่าบุคคลใดจะมีความรู้เป็นปริญญาตรี ปริญญาโท จบปริญญาเอกเป็นด็อกเตอร์ เป็นผู้บริหาร เป็นผู้บัญชาการ เป็นนายธนาคาร เป็นผู้อำนวยการอะไรต่างๆ ก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วบุคคลนั้นก็ยังโง่อยู่ บุคคลนั้นก็ยังเขลาอยู่ บุคคลนั้นก็ยังหลงอยู่ เรียกว่าฉลาดในบางอย่าง แต่ว่าความฉลาดในการที่จะฝึกจิตของตนให้พ้นไปจากรูป จากเสียง จากกลิ่น จากรส จากอารมณ์คือ ราคะ โทสะ โมหะ นั้น ยังไม่สามารถที่จะทำได้ ก็ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

            สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเหตุเป็นผลที่พระอาจารย์เดือนเด่น พร้อมด้วยพระอาจารย์สำเริง อาจารย์รุ่งโรจน์ ได้ร่วมกันจัดการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะให้ญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นได้ฝึกฝนอบรมจิตใจของตนเอง ให้ญาติโยมทั้งหลายได้มีหลักในทางพระพุทธศาสนา ถ้าบุคคลใดไม่มีหลักก็จะไปไหว้ภูเขาบ้าง ไหว้ป่าไม้บ้าง ไหว้ภูตผีปีศาจอะไรต่างๆ บ้าง ว่าเป็นสรณะตามที่เราได้ศึกษา สรณะเหล่านั้นดีไหม ดี ทำให้คนคลายจากความทุกข์ คลายจากความตึงเครียด ทำให้มีที่พึ่งเบาใจได้ประการหนึ่ง แต่สรณะเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งสูงสุด บุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้วไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวงได้ นี่ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่เป็นสรณะอันสูงสุด สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่สรณะอันเกษม คือปลอดภัย

            บุคคลผู้อาศัยสรณะเหล่านี้แล้วย่อมต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร เกิดแล้วแก่ แก่แล้วเจ็บ เจ็บแล้วตาย ตายขึ้นมาแล้วก็ต้องถูกความโกรธ ถูกความโลภ ถูกความหลง แผดเผาจิตใจทำให้ร้อนรุ่มกลุ้มใจเบียดเบียนอยู่เป็นประจำ อันนี้เรียกว่าไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวงได้ แต่ผู้ใดถือเอาพระพุทธ ถือเอาพระธรรม ถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะ บุคคลเมื่ออาศัยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว จะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวงได้ นี่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสเปรียบเทียบให้พุทธบริษัททั้งหลายทั้งปวงนั้นได้เข้าใจชัดเจน ว่าถ้าอาศัยพระพุทธก็ดี อาศัยพระธรรม อาศัยพระสงฆ์แล้ว บุคคลนั้นจะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวงได้ จะเป็นความทุกข์คือความเกิด ความทุกข์คือความเจ็บ ความทุกข์คือความแก่ ความทุกข์คือความตาย ก็สามารถที่จะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะอะไร เพราะว่าบุคคลที่เกิดขึ้นมาแล้ว ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความแก่ ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความเจ็บ ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตายด้วยกันทั้งนั้น มีใครที่เกิดขึ้นมาที่ไม่บ่ายหน้าไปสู่ความแก่ ไม่บ่ายหน้าไปสู่ความเจ็บ ไม่บ่ายหน้าไปสู่ความตายนั้นไม่มี

            เหมือนดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมาแล้ว ก็ต้องบ่ายต้องคล้อย ต้องเลื่อน ต้องต่ำ ต้องอัสดง ต้องดับไปในที่สุด ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน เมื่อเราถูกความแก่เข้าครอบงำ ตาก็ฝ้าฟาง หูก็ตึง หัวก็ขาว เนื้อหนังก็สะพรั่งไปด้วยเส้นและเอ็น แต่ก่อนผิวพรรณเคยเปล่งปลั่งผ่องใส แต่เมื่อเราแก่ขึ้นมาแล้วร่างกายของเรานั้นไม่น่าดูไม่น่าชม แม้แต่ตัวเองก็ยังรังเกียจตัวเองจะกล่าวไปใยถึงบุคคลอื่น เมื่อเราถูกความเจ็บเข้ามาครอบงำ ร่างกายของเราก็เจ็บโน่นปวดนี่ บางครั้งก็เป็นโรคเบาหวาน บางครั้งก็เป็นโรคตับ โรคมะเร็ง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา อันนี้เรียกว่าความทุกข์ครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เรียกว่าความทุกข์นั้นบดบังสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

            ท่านกล่าวว่าเมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาแล้วก็ย่อมถูกความทุกข์นั้น เบียดเบียนเอา คล้ายๆ กับว่าความทุกข์นั้นเปรียบเสมือนกับภูเขาที่ปรากฏขึ้นในทิศทั้ง ๔ ขนสรรพสัตว์ทั้งหลายมา ไม่เลือกบุคคล ไม่เลือกชาติชั้น ไม่เลือกวรรณะ ไม่เลือกตระกูล ไม่เลือกอำเภอจังหวัด เรียกว่าเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายมาโดยถ้วนหน้ากัน นี่ พวกเราเกิดขึ้นมาก็ต้องถูกความทุกข์เบียดเบียน แต่เมื่อเราถูกความทุกข์เบียดเบียนอย่างนั้นเราจะพ้นจากความทุกข์ได้อย่างไร เราอาศัยธรรมะแล้วเราก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

            ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเราเป็นเศรษฐีมีเงินร้อยล้านพันล้าน มียศสูง เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ หรือว่าเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เราจะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ได้มั้ย เราไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ได้ เพราะอะไร เพราะว่าบุคคลไม่เคยประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สามารถที่จะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเวลาเราเกิดความแก่ครอบงำ เราก็แก่แต่กาย แต่ว่าใจของเรานั้นมีสมาธิ ใจของเรานั้นมีวิปัสสนาญาณ ใจของเรานั้นมีปีติ ใจของเรานั้นมีมรรคมีผล มีพระนิพพาน เป็นที่พึ่งที่อาศัย เวลาแก่ก็แก่แต่กายแต่ว่าใจมันสุข

            เหมือนพระเจ้ามหากัปปินะ ที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงครองราชย์บัลลังก์ เรียกว่าปกครองไพร่ฟ้าประชาชน วันหนึ่งได้พบว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พุทโธ อุปปันโน ธัมโม อุปปันโน สังโฆ อุปปันโน รู้ว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อุบัติขึ้น ก็เกิดปีติเกิดศรัทธา ก็ไปบวช เมื่อบวชแล้วก็ประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วก็ได้บรรลุธรรม เมื่อบรรลุธรรมแล้วท่านก็จะเปล่งอุทานว่า “สุขหนอๆ” เดินไปที่ไหนก็ “สุขหนอๆ”

            มีภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นปุถุชนยังไม่เคยบรรลุมรรคผลนิพพาน ยังไม่เคยถูกต้องพระนิพพาน ยังไม่เคยถูกต้องการละกิเลส เรียกว่ายังไม่เคยสัมผัสรสของพระนิพพาน ก็ไปถามท่านว่าความสุขที่ท่านได้ในสมัยที่เป็นฆราวาส เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ กับความสุขในสมัยที่ท่านมาเป็นพระ เป็นนักบวชฉันข้าวหนเดียว นุ่งห่มผ้าบังสุกุลอันปอนๆ อะไรมันมีความสุขมากกว่ากัน พระเจ้ามหากัปปินะก็ตอบว่า ความสุขของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์นั้น เปรียบเหมือนกับความสุขของขอทานที่ยินดีในคำข้าวอันเป็นเดนที่คนอื่นเขายื่นให้

            คิดดูซิความสุขของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์นั้นท่านอุปมาเหมือนกับขอทานที่ถือกระเบื้องถาดเก่าๆ ไปแล้วก็ไปขอเศษอาหารตามบ้านต่างๆ ที่เขาโยนเศษอาหารให้ นั่นแหละความสุขของพระราชาเช่นกับความสุขอย่างนั้นแหละ แต่ความสุขของบุคคลผู้ได้เสพปีติธรรม ได้เข้าถึงพระนิพพานนั้นเป็นความสุขที่ล้ำเลิศประเสริฐมากกว่าความสุขของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง มากกว่าความสุขของเทวดาทุกตัวทุกตน มากกว่าความสุขของพรหมทุกตัวทุกตน เพราะว่าเป็นความสุขของพระนิพพาน เรียกว่า  “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” สุขอื่นยิ่งกว่าพระนิพพานนั้นไม่มี

            เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทำคนทั้งหลายทั้งปวงให้พ้นไปจากความทุกข์ พ้นไปจากความลำบาก อย่างเช่นความทุกข์ภายนอก คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ซึ่งเป็นความทุกข์ตามธรรมดาธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีความทุกข์ภายใน คือความโศก ความพิไรรำพัน ความคับแค้นแน่นใจ หรือว่าความที่เราปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมความมุ่งมาดปรารถนา สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ให้เกิดความทุกข์ในจิตในใจของเรา เราตื่นขึ้นมาบางครั้งก็โกรธแล้ว นี่ก็เกิดความทุกข์ตั้งแต่เช้าแล้ว บางครั้งเราตื่นขึ้นมานั้นเกิดราคะ เรียกว่าราคะก็เป็นทุกข์ เพราะทำให้จิตใจร้อนรุ่ม

            เราเกิดขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมาแล้วเกิดความโลภครอบงำ เราเกิดความทุกข์ตั้งแต่เช้าแล้ว บางครั้งเราตื่นขึ้นมาถูกโมหะความมืดมนอนธการ ความหลงใหลมาครอบงำ เรียกว่าเกิดความทุกข์แล้ว เราต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหาอยู่หากินเดือดร้อนเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน อันนี้ก็ถือว่าเป็นความทุกข์แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นความทุกข์เป็นภัยของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง แต่เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วเราจะไม่ทำอะไรมันก็ไม่ได้ เราจะไม่หาอยู่หากิน เราจะไม่กระทบกระทั่งอารมณ์ต่างๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้เราครองเรือน ให้เราทำชีวิตนั้นให้มีความสุข สิ่งเหล่านี้ทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องอาศัยพระธรรม

            ถ้าบุคคลใดอาศัยพระธรรม บุคคลนั้นจะพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวงได้ จะเป็นความทุกข์กาย เรียกว่ากายิกทุกข์ หรือว่าเจตสิกทุกข์ คือทุกข์ใจก็ตาม ก็สามารถที่จะพ้นได้ อย่างที่ญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ก่อนโน้นเคยโกรธ โกรธพระเทศน์ไม่เพราะ ก็ไม่พอใจ แม่ครัวทำอาหารไม่ถูกใจก็เกิดความหงุดหงิดเกิดความรำคาญ แต่ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติ

            อาจารย์ท่านจะสอนว่าเราโกรธเราก็กำหนดที่จิตใจของเรา ตั้งสติให้ดีแล้วก็เพ่งลงไปที่จิตของเรา กำหนดว่า “โกรธหนอๆ” ความโกรธมันก็จะเบาลงไปๆๆ ลดลงไปตามอำนาจของสติ ตามอำนาจของสมาธิ ตามอำนาจของวิปัสสนาญาณที่มันเกิดขึ้นมา แต่ถ้าสติดี สมาธิดี วิปัสสนาญาณดีมันก็อาจจะดับ มันก็อาจจะหายไป เรียกว่าความโกรธมันก็จะเบาไปดับไปหายไป ตามอำนาจของสติ ตามอำนาจของสมาธิ ตามอำนาจของวิปัสสนาญาณ ตามอำนาจของมรรคผลพระนิพพาน

            อันนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นไปตามพระธรรมคำสั่งสอน อย่างเช่นความโกรธก็ดี ความโลภก็ดี ความหลงก็ดี ก็เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้มันจะหายไปไม่เป็น เหมือนสิ่งเหล่านี้มันเป็นของที่ไม่สามารถที่จะลบล้าง ไม่สามารถที่จะประหัตประหารได้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ธรรมะที่บุคคลประพฤติปฏิบัติดีแล้วนั้นแหละจะสามารถที่จะประหัตประหารสิ่งเหล่านี้ได้ ดังที่พระองค์บรรลุมรรคผลนิพพานสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี นี่พระองค์ทรงตรัสรู้มาแล้ว

            การที่ญาติโยมทั้งหลาย คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ก็ถือว่าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกจิตของเราให้มีที่พึ่ง ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตนั้นแก่แล้ว เปรียบเสมือนกับเกวียนที่ซ่อมด้วยไม้ไผ่ เรียกว่าไม่นานก็ต้องผุต้องพังไป เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายจงมีที่พึ่งเถิด จงอย่าอยู่อย่างคนไม่มีที่พึ่งเลย เธอทั้งหลายจงเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

            ผู้ใดสมบูรณ์ไปด้วยศีล ผู้ใดสมบูรณ์ไปด้วยความเพียร เจริญสมถะและวิปัสสนาอยู่เป็นนิจ ก็สามารถที่จะพ้นไปจากเครื่องผูกของมารได้ เพราะฉะนั้นญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ทำไมเราจึงเป็นทุกข์ ก็เพราะว่าเรานั้นมีบุญน้อย ทำไมเราเกิดขึ้นมาแล้วเราต้องถูกความโศก ความโลภ ความหลงครอบงำ ก็เพราะว่าเรานั้นมีบุญน้อย คณะครูบาอาจารย์ทุกรูปที่นั่งอยู่นี้ทำไมเราจึงเป็นทุกข์ ความทุกข์ตั้งแต่เกิดขึ้นจนถึงก่อนที่เราจะนอนนั้นมีความทุกข์อะไรบ้าง ความทุกข์เพราะความโกรธ ความทุกข์เพราะความไม่พอใจ ทุกข์เพราะหิว ความทุกข์เพราะร้อน ความทุกข์เพราะยุงกัด ความทุกข์เพราะกระหาย ความทุกข์เพราะเดินนาน ความทุกข์เพราะนั่งนาน นี่มันเกิดความทุกข์ขึ้นมา

            เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา ความทุกข์เหล่านี้แหละมันเกิดขึ้นมาจากไหน เกิดขึ้นมาจากกายและจิตของเรา ถ้าจิตของเรามีกรรมฐาน จิตของเรามีสมาธิ จิตของเรามีวิปัสสนาแล้ว ปัญญามันเกิดขึ้นมาเราก็สามารถที่จะพิจารณาอารมณ์ของกรรมฐานเหล่านี้ได้ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็จะลดน้อยลงไป เบาลงไป แล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ท่านกล่าวว่าทำคนให้ดีกว่าคน ทำคนให้สูงกว่าคน

            การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ทำคนให้เด่นกว่าคน ทำคนให้เป็นคน ทำพระให้เป็นพระ ทำคนให้เลิศกว่าคน อันนี้เป็นเพราะอะไร เพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ประพฤติปฏิบัติธรรมจึงเป็นที่กราบที่ไหว้ของคนทั่วไป จึงเป็นที่กราบที่ไหว้ของมนุษย์ เทวดา มาร พรหมทั้งหลายทั้งปวง พระอัครสาวกก็ดี พระอรหันตสาวกทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ก็อาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมจึงสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้

            ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงตลอดถึง อบต.ก็ดี ผู้ใหญ่บ้านก็ดี กำนันก็ดี เราจัดงานประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ก็ถือว่าเรานั้นเกื้อกูลต่อพระศาสนา เกื้อกูลต่อหมู่บ้าน เกื้อกูลต่ออนุชนรุ่นหลัง เรียกว่าทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน เรียกว่าเกื้อกูลต่อคนเป็นจำนวนมาก เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่หายาก ถ้าบุคคลใดไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านกล่าวว่าบุคคลนั้นเสียชาติเกิด เรียกว่าได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพุทธศาสนา แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม บุคคลนั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงแก่นของคนได้ ไม่เข้าถึงแก่นของพระศาสนาได้ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นของหายาก

            ถ้าบุคคลใดไม่มีบุญญาธิการที่ได้สั่งสมไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนแล้ว เห็นคนเขาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ไม่ยินดี เห็นเขามาเดินจงกรมนั่งภาวนาก็ไม่ศรัทธา เห็นเขานั่งภาวนาแทนที่จะเกิดความเลื่อมใส อยากจะเดินอยากจะนั่ง แต่กลับเกิดความรังเกียจหรือเกิดความเบื่อหน่าย อันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าบุญของบุคคลนั้นน้อย แต่ถ้าบุคคลใดมีบุญมาก มีบุญที่ได้กระทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อน เห็นพระเทศน์ก็อยากจะเข้าฟัง ฟังแล้วก็อยากประพฤติปฏิบัติ ประพฤติปฏิบัติแล้วก็ได้ผลของการประพฤติปฏิบัติธรรม นี้การประพฤติปฏิบัติธรรมมันเป็นอย่างนั้น

            บุคคลผู้ได้มีโอกาสมาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ขอให้ได้อนุโมทนาสาธุการ ชื่อว่าเราทั้งหลายทั้งปวงได้มาทางถูกแล้ว เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ หรือว่าเป็นเอกมรรคโค เป็นหนทางเส้นเดียวไม่มีสองเส้น ถ้าผู้ใดอยากจะพ้นไปจากความทุกข์ บุคคลนั้นก็ต้องมาประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าบุคคลใดไม่มาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านกล่าวว่ามีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ก็ไม่ประเสริฐเท่าบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเห็นความเกิดดับ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

                      โย จ วสฺสสตํ ชีเว         อปสฺสํ อุทยพฺพยํ

                      เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย        ปสฺสโต อุทยพฺพยํ.

            นี่ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น ว่าบุคคลผู้ไม่เห็นความเกิดดับของรูปนาม มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ไม่ประเสริฐเท่ากับบุคคลผู้เห็นความเกิดดับของรูปของนามมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว อันนี้เราเกิดมาตั้ง ๑๐๐ ปี ทำโน่นทำนี่ สร้างศาลา สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ขุดบ่อน้ำ สร้างถนน สร้างสะพาน เราก็คิดว่าเราทำประโยชน์ไว้มาก คิดว่าเราทำคุณไว้มาก แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ไม่ประเสริฐเท่าบุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเห็นความเกิดดับของรูปนามมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว อันนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบ

            สิ่งที่เราทำนั้นเป็นบุญเหมือนกันแต่ว่าอันนั้นเป็นโลกิยบุญ เรียกว่าทำแล้วทำให้เรามาเกิดในมนุษย์ ทำให้เราไปเกิดบนสวรรค์ ทำให้เราไปเกิดเป็นพรหม แต่ว่าบุญที่ทำที่เราเดินจงกรมนั่งภาวนานี้เป็นโลกุตตรบุญ เป็นบุญที่ทำแล้วเหนือโลก ทำแล้วพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นของหายาก ถ้าผู้ใดทำ ผู้นั้นจะพบกับความสุข แต่ก่อนโน้นเราอยู่กับบ้าน อยู่กับพ่อบ้านอยู่กับแม่บ้านก็ทะเลาะกันอยู่เรื่อย พ่อบ้านไปกินเหล้า แม่บ้านก็เกิดความไม่พอใจ ลูกเกเรอะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาจากวิบากกรรมทั้งนั้น เรียกว่าวิบากกรรมมันพาเราให้มาเกิดในลักษณะอย่างนี้

            อย่างเช่นเราเห็นคนหูหนวก ตาบอด เป็นเพราะอะไร วิบากกรรม เราเห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเพราะอะไร วิบากกรรม เราเห็นคนจน คนถือกระเบื้องขอทาน ถือกะลาขอข้าว เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะวิบากกรรม เราเห็นคนไปทำชู้สู่สม ไปทำผิดศีลอนาจาร ปล้น ฆ่า ฉุด อะไรต่างๆ เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะวิบากกรรม วิบากกรรมเหล่านี้นี่มันสนับสนุนให้เราทำกรรมใหม่อยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีกรรมฐาน เราจะไม่สามารถหยุดวิบากกรรมเหล่านี้ได้

            อย่างเช่นวิบากกรรมของสัตว์นรก บุคคลผู้ตายไปเกิดในนรกแล้วก็ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน บุคคลผู้ตกไปในนรกต้องถูกนายนิรยบาลนั้นทรมาน เมื่อพ้นไปจากนรกมาแล้วท่านกล่าวว่าบุคคลนั้นจะเป็นคนโหดร้าย เป็นคนมือไวใจเร็ว คล้ายๆ ว่าเป็นคนดุร้าย คล้ายๆ กับว่าถูกความร้อนของนรกนั้นมันตามมา หรือว่าสัญลักษณ์ของนรกนั้นมันตามมา ตราของนรกนั้นประทับมา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นเป็นคนดุร้าย เมื่อเป็นคนดุร้ายแล้ว ถ้าเราไม่มีกรรมฐานกรรมของนรกที่ทำให้เราเป็นคนดุร้าย ทำให้เราเป็นคนโกรธนั่นแหละ ก็จะพาให้เราไปทำบาปอีก ไปเถียงพ่อเถียงแม่ ไปด่าพ่อด่าแม่ ไปทุบตีสมณชีพราหมณ์ เหมือนกับพระเทวทัตไป เบียดเบียนพระพุทธเจ้า เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตกต่ำลงไปอีก อันนี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้ไม่มีกรรมฐาน

            ถ้าเรามีกรรมฐานเราก็กำหนด “โกรธหนอๆ” วิบากกรรมคือความชั่วก็ไม่สามารถที่จะให้เราทำกรรมใหม่ เรียกว่าไม่สามารถที่จะให้เราทำบาปต่อไปได้ จิตใจของเรามันก็จะสะอาดขึ้นๆ ขาวขึ้นๆ เราก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ในวันใดวันหนึ่งแน่นอน หรือว่าบุคคลใดบางคนบางท่านเป็นประเภทโลภะ เป็นผู้มีความโลภมาก เรียกว่ากอบโกยโกงกินเอาแต่ของบุคคลอื่นมาเป็นของตัวเอง ของหลวงก็ไม่เว้น ของวัดก็ไม่ว่า เอาหมด ในลักษณะอย่างนี้ตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรต

            เหมือนกับเปรตที่เป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสารตายไปแล้วก็เป็นอสุรกาย หลบๆ ลี้ๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าปรากฏตัว เพราะความชั่วของตนเองที่ได้กระทำไว้ ไม่กล้าสู้หน้าสังคม ไม่องอาจ ไม่กล้าหาญ เพราะอะไร เพราะความชั่วที่ตนเองกระทำไว้ พอพ้นไปจากความเป็นเปรตแล้วก็ต้องมาเกิดเป็นคน เมื่อเกิดเป็นคนแล้วก็ต้องเป็นคนยากจน ข้นแค้น อนาถา หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ หากินอย่างไรก็ไม่ขึ้น มีเงินมีทองก็ร่อยหรอหมดไป เพราะอะไร เพราะว่าวิบากกรรมตามมา ในลักษณะอย่างนี้เราพยากรณ์ได้เลยว่าบุคคลนั้นเกิดมาจากเปรต เรียกว่าเกิดมาจากภพภูมิของเปรต

            ถ้าเราไม่มีกรรมฐานเราก็จะไปโกงคนอื่นต่อไปอีก เราก็จะไปโลภของคนอื่นต่อไปอีก แต่ถ้าเรามีกรรมฐานเราก็กำหนด “โลภหนอๆ” หรือว่า “อยากได้หนอๆ” บาปใหม่มันก็ไม่เกิดขึ้นมา บาปเก่ามันก็จะหมดลงไปๆๆๆ ในที่สุดขันธสันดานของเราก็บริสุทธิ์ หรือว่าบุคคลใดเป็นประเภทโมหะ ลุ่มหลง มืดมนอนธการ เหมือนปิดตาเข้าถ้ำ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่รู้บุญรู้บาป ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้ว่าประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว เรียกว่าความมืดมนอนธการ หรือว่าคนตาบอดกับคนใจบอดนั้นต่างกัน คนตาบอดก็เป็นทุกข์ในชาตินี้ คนตาบอดไม่สามารถที่เดินไปไหนได้คล่องแคล่วว่องไว แต่ว่ายังสามารถที่จะคลำทางไปได้ ยังสามารถไปสำเร็จกิจของตนเองได้

            เหมือนกับบิดามารดาของสุวรรณสามตาบอด ก็สามารถไปอาบน้ำ สามารถไปขับไปถ่ายไปกินอะไรได้หมด สามารถเจริญฌาน สามารถถือศีลได้เหมือนกับบิดามารดาของสุวรรณสาม แต่ว่าคนใจบอดให้ทานก็ให้ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าใจบอดแล้ว รักษาศีลก็รักษาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าใจบอดมองไม่เห็นคุณของทาน มองไม่เห็นคุณของศีล ไม่ต้องกล่าวไปกับการเจริญสมถะกรรมฐาน ไม่ต้องกล่าวไปถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะอะไร เพราะว่าใจบอด คนใจบอดนี้ตายไปแล้วย่อมไปสู่อบายภูมิ ย่อมไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้ทำคุณงามความดี ไม่สร้างสมอบรมบารมีใส่ตนเอง

            การที่คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้มาร่วมกันจัดงานปริวาสกรรมนี้ ถือว่าเป็นบุญใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่งานบุญอะไรก็ตาม เราคิดดูว่างานบุญอะไรที่จะมีบุญมากเท่ากับบุญปริวาสกรรมมีมั้ย ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ บุญออกพรรษาก็ดี บุญกฐินก็ดี หรือว่าบุญข้าวจี่ก็ดี บุญผเวสก็ดี บุญบั้งไฟ บุญสรงน้ำ ตลอดถึงบุญชำระ บุญเข้าพรรษา บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดินอะไรต่างๆ บุญเหล่านี้จะสู้บุญปริวาสกรรมมั้ย หรือว่าบุญบวชก็ดี บุญอะไรก็ดี สร้างโบสถ์ สร้างวิหารก็ดี สร้างศาลาก็ดี สร้างพระพุทธรูปก็ดี บุญเหล่านั้นมันจะสู้บุญปริวาสกรรมมั้ย เราคิดดูซิ บุญปริวาสกรรมนั้นมีหมด ให้ทานก็อยู่ตรงนี้แหละ รักษาศีลก็อยู่ตรงนี้ ฟังธรรมก็อยู่ตรงนี้ แสดงธรรมก็อยู่ตรงนี้ หรือว่าบุญเจริญสมถกรรมฐานก็อยู่ตรงนี้ บุญสมาธิสมาบัติก็อยู่ตรงนี้ บุญวิปัสสนาญาณก็อยู่ตรงนี้ บุญบรรลุมรรคผลนิพพานก็อยู่ตรงนี้ นี่เราคิดดูซิ เป็นมหาบุญ เป็นมหากุศล เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว ปีหนึ่งมีอยู่ ๙ คืน ๑๐ วัน ถ้าบุคคลใดทันก็ทัน ถ้าบุคคลใดไม่ทันบุญนั้นก็จะผ่านพ้นไป เรียกว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก หรือว่าเป็นกาลทาน เรียกว่าเป็นการถวายทานตามกาล ไม่ใช่ว่าบุญกฐินเป็นกาลทานอย่างเดียว การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ก็ถือว่าเป็นกาลทาน

            ถ้าบุคคลใดทำทานทัน บุคคลนั้นก็ได้ประโยชน์ บุคคลนั้นก็ได้อานิสงส์ แต่ถ้าบุคคลใดผัดวันประกันพรุ่ง คิดว่าวันนี้เรายังไม่ไป วันนี้เรายังไม่ทาน วันนี้เรายังไม่รักษาศีล วันนี้เรายังไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม กาลเวลามันก็ล่วงเลยไป น้ำขึ้นให้รีบตัก ถ้าน้ำลดลงแล้วอีกวัน ๒ วัน ๓ วัน วันที่ ๕ คณะครูบาอาจารย์ก็แยกกันกลับบ้าน กลับวัดกลับวา วัดแห่งนี้ก็จะไม่มีการประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว นี่เรียกว่าญาติโยมจะมาเห็นพระรวมกันอย่างนี้เป็นของหายาก เราเห็นพระเป็นร้อยไม่ใช่เป็นของหายาก เราเห็นพระเป็น ๓๐๐ ๔๐๐ ๕๐๐ ไม่ใช่เป็นของหายาก แต่เราเห็นพระเดินจงกรม นั่งภาวนานี้เป็นของหายากมาก เป็นของหายาก เป็นของประเสริฐ เพราะอะไร เพราะว่าเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างนี้จึงพ้นไปจากความทุกข์

            บุคคลถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วจะประเสริฐอย่างไรเล่า บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมถึงจะไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี แต่เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนกับพระอริยเจ้า เราทำบุญทำทานกับท่านก็เหมือนกับว่าเราทำบุญทำทานกับพระอริยบุคคล บุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่มันก็เกิดขึ้นมา เรียกว่าบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่นั้นท่านอุปมาอุปไมยว่าบุคคลที่ทำบุญทำทานกับบุคคลผู้ไม่มีศีล หรือว่ามีศีลน้อย ไม่บริสุทธิ์ หรือว่าทำกับบุคคลผู้ที่ไร้ศีลก็เหมือนกับหนองน้ำเล็กๆ

            แต่ถ้าบุคคลใดทำบุญกับบุคคลผู้มีศีลนั้นท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับน้ำนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เหมือนกับทะเลหลวงชลาลัย นี่มันกว้างใหญ่ถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นการทำบุญกับบุคคลผู้มีศีลนั้น กับพระอริยบุคคลที่เป็นเนื้อนาบุญคู่ของบุรุษ ๔ คู่ คือพระโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผลนั้นเป็นคู่บุรุษ ๔ คู่ รวมกันเป็น ๘ นี้เป็นเนื้อนาบุญ บุคคลใดได้ทำบุญกับบุคคลเหล่านี้ บุคคลนั้นก็จะได้บุญมากอานิสงส์มาก

            ถ้าบุคคลนั้นระลึกถึงบุญกุศลของตนเองอยู่ แล้วก็ตายไปบุคคลนั้นก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ แต่พระองค์ทรงตรัสต่อไปอีกว่า ถ้าบุคคลใดยังไม่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์ก็ตาม แต่ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็เหมือนกับเราทำบุญนั้นกับพระอริยบุคคล บุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่มันก็เกิดขึ้นมา เมื่อบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำ แก่บุคคลผู้ปรนนิบัติเหมือนกับญาติโยมทั้งหลายมาปรนนิบัติพระสงฆ์กำลังปฏิบัติธรรม ญาติโยมก็ได้ประสบบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่ เมื่อเราประสบกับบุญใหญ่อานิสงส์ใหญ่ผลบุญมันเป็นอย่างไร ท่านกล่าวว่าได้เมียก็ดี ได้ผัวก็ดีก็ได้ดั่งใจตนเอง เรียกว่าเราพูดอะไรก็เข้าใจกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ได้ลูกก็เป็นลูกที่ว่านอนสอนง่าย ไม่เกเร ไม่ไปเสพสุรา ยาบ้า อะไรต่างๆ เราไปอยู่ในสถานที่แห่งใดก็มีอยู่มีกินมีข้าวมีน้ำอุดมสมบูรณ์ อันนี้ก็เพราะอานิสงส์ใหญ่

            โรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงรักษาไม่หาย อย่างเช่น โรคตับก็ดี โรคมะเร็งก็ดี มันก็ไม่เกิดขึ้นมา เพราะว่าเรามีบุญ เรียกว่าเราเกิดในที่แห่งหนตำบลใดฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล โรคระบาดอะไรต่างๆ โรคร้ายสงครามต่างๆ มันไม่เกิดขึ้นมา เหมือนกับภาคใต้ เหมือนกับประเทศอิสราเอลอะไรต่างๆ ที่เกิดสงครามเสี่ยงต่อความตาย เสี่ยงต่อความพิการต่างๆ อันนี้มันเป็นเพราะอะไร เพราะว่าบุญของคนเหล่านั้นมันน้อย

            การสร้างสมอบรมคุณงามความดีใส่ตนเองนั้นเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายนั้นควรที่จะต้องพยายาม อย่างเช่นมีการประพฤติปฏิบัติธรรมในลักษณะอย่างนี้หายาก ทราบจากพระอาจารย์เดือนเด่นว่าปีนี้เป็นปีแรกมีอุปสรรค มีปัญหามากมาย แต่ก็สามารถที่จะฟันฝ่าไปได้ เพราะว่ามารย่อมไม่ยินดีในการประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าผู้ใดไม่ยินดีในการประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้นั้นก็ถือว่าเป็นมาร เรียกว่าขัดขวางวิถีทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดไปขัดขวางการประพฤติปฏิบัติธรรมผู้นั้นจะตกนรกหมกไหม้ ตายไปแล้วเกิดขึ้นมาก็ถูกเขาขัดขวาง จะไม่พบพระสัทธรรม จะไม่เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่เข้าสู่วิถีของมรรคปฏิปทา เรียกว่าจะเป็นผู้ที่ต้องตกไปสู่ความทุกข์สิ้นกาลนาน

            สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน อย่างเช่นทำให้บุคคลออกจากสมาธิเพียงนิดเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่มีสมาธิมากเวลาเข้าสมาธิก็เข้าสมาธิได้ไว บริกรรมพองหนอยุบหนอยังไม่ถึง ๒-๓ ครั้งก็เข้าสมาธิดับไป บางครั้งท่านพูดให้ฟังว่าท่านนั่งสมาธิไป พองหนอยุบหนอไปมันเข้าสมาธิแล้วมันดับไป พอดับไปแล้วก็ไปปรากฏนิมิต นิมิตไปเห็นกองจีวรสูงเป็นภูเขาเลากา เทือกเขาแห่งจีวร เรียกว่าเห็นจีวรวางกันเป็นไตรๆๆ ทับถมกันสูง เป็นภูเขายาวสุดลูกหูลูกตา สูงเทียมปลายพร้าวปลายตาล ท่านก็ถามบุคคลผู้ดูแลอยู่นั้นว่า อันนี้เป็นอะไร บุคคลผู้ดูแลนั้นก็บอกว่า อันนี้เป็นจีวรของภิกษุของสามเณร อ้าวภิกษุสามเณรไปไหนล่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านถามในสมาธิ คนที่ดูแลก็บอกว่า ภิกษุสามเณรเหล่านั้นทำความชั่วต้องอาบัติต่างๆ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในนรก อ้าวเมื่อไปเกิดในนรกนั้นทำไมจีวรถึงมากองกัน มันเป็นกฎของนรก บุคคลผู้ที่จะไปตกนรกนั้นก็ไปแต่ตัว จีวรซึ่งเป็นธงไชยของพระอรหันต์ก็ปลิวออกแล้วก็รวมกันเป็นไตรผูกมัดกัน กองกันเป็นเทือกเขาแห่งจีวรนี้แหละ

            บุคคลผู้มีศีลถ้าประพฤติปฏิบัติผิดก็ต้องไปสู่อบายภูมิ เหมือนกับนิมิตที่ท่านปรากฏขึ้นมา ท่านนั่งอยู่อย่างนั้นแหละ ท่านว่าประมาณ ๑๒-๑๔ ชั่วโมงรู้สึกตัวขึ้นมาก็แป๊ปเดียว นี้คืออำนาจของสมาธิที่เคยสงบไว้แต่ก่อน แล้วท่านเคยพูดให้ฟังครั้งหนึ่งเวลานั่งภาวนาไป พองหนอยุบหนอไม่นานมันสงบไป พอสงบไปแล้วก็ฝัน ฝันว่าเห็นสามเณรซื้อเลข ๕๐ สตางค์ไปซื้อเลขตามครูบาอาจารย์สมัยก่อนโน้นยังไม่มีคณะครูบาอาจารย์พร่ำสอน บวชตั้งแต่เป็นเณรอายุ ๑๓ ปี ก็ไปหลงซื้อเลขกับเขาครั้งเดียว ๕๐ สตางค์ บาปที่ซื้อเลขนั้นแหละทำให้ขานั้นไปแช่อยู่ในหม้อนรก เวลานั่งสมาธิไปมันสงบไปแล้วก็ขานั้นไปแช่อยู่ในหม้อนรก พอรู้สึกตัวขึ้นมาท่านกล่าวว่าขานั้นมันพองบวมปวดอยู่เป็นครึ่งเดือนหายาหาอะไรมาใส่ก็ไม่หาย เลยครึ่งเดือนไปมันก็หายของมัน อันนี้เป็นเพราะวิบากกรรมซื้อเลขแค่ ๕๐ สตางค์ ถ้าเรามีศีลแล้วเราไม่รักษาศีลมันลำบาก เรียกว่ามันเกิดความทุกข์เกิดความทรมาน ในเมื่อท่านมีสมาธิดีนั้นแหละ

            พอดีวันหนึ่งหลวงตาท่านนั่งสมาธิอยู่ หลวงตากำลังเข้าสมาธิอยู่ดีๆ ท่านเป็นสามเณรก็เอานิ้วชี้ไปแทงที่สีข้างของหลวงตา ทำให้หลวงตานั้นสะดุ้งออกจากสมาธิหลังจากนั้นก็เข้าสมาธิไม่ได้ตั้งนาน ไม่ว่าท่านเข้าสมาธิอย่างไรๆ ก็เข้าไม่ได้ต้องไปขอขมาลาโทษ มีขันธ์ ๕ ไปขอท่าน ขอขมาโทษหลวงตาจึงสามารถเข้าสมาธิได้ อันนี้บาปกรรมถ้าเราเดินจงกรมนั่งภาวนาแล้วเราไม่เคารพ เราพูดเอะอะเสียงดังโวยวาย ทำอย่างโน้นอย่างนี้ทำให้บุคคลอื่นนั้นออกจากสมาธิ ก็เท่ากับเราเอาไฟเผาหัวตนเองเรียกว่าเราสร้างกองไฟขึ้นมาเผาหัวตนเอง ทำให้ปัญญาทั้งหลายทั้งปวงมันเสื่อมสิ้นไป ทำให้มืดมนอนธการ ทำบาปนานาประการ ในที่สุดก็เป็นขยะของสังคม เพราะอะไร เพราะการประพฤติปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องนี่สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาจากการผิดพลาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ เพราะอะไร เพราะไม่มีกรรมฐานนี่แหละ ถ้าขาดกรรมฐานจะเป็นไปในลักษณะอย่างนี้ ทำให้เกิดเป็นคนที่ไร้ค่าไร้ราคาได้

            สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมควร เป็นสิ่งที่ดี กรรมฐานเป็นเครื่องเจียระไน กาย วาจา ใจ ของคนให้เป็นคนดี กรรมฐานเป็นเครื่องเจียระไน กาย วาจา ใจ ของคนให้เป็นคนประเสริฐ ให้เป็นพ่อที่ดีแม่ที่ดี ผู้ใหญ่บ้านที่ดี ผู้ใหญ่ที่ดี เป็นที่พึ่งของลูกของหลานเป็นหูเป็นตาของบ้าน เป็นแสงสว่างนำญาตินำโยม นำบ้านนำเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปก็เพราะอาศัยกรรมฐาน

            วันนี้อาตมภาพได้กล่าวธรรมมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ ด้วยบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ก็ขอให้บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นจงได้มารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายที่มาร่วมกัน ประพฤติปฏิบัติธรรมในวันนี้จงเป็นผู้ที่มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ขอให้โชคลาภร่ำรวย มั่งมีศรีสุข ขอให้เงินไหลนอง ขอให้ทองไหลมา ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอุปสรรคอันตรายทั้งหลายทั้งปวง หายจากทุกข์ หายจากโศก หายจากโรค หายจากภัย หายจากเคราะห์ เสนียดจัญไรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้มีโอกาสได้ประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม นำตนให้พ้นไปจากความทุกข์ถึงสันติสุข กล่าวคือมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้ๆ นี้ด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.