ฮีตสิบสอง
เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแสดงถึงความเป็นชาติเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมานาน เป็นเอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น และมีส่วนช่วยให้ชาติดำรงความเป็นชาติของตนอยู่ตลอดไป
ฮีตสิบสอง มาจากคำสองคำ คือ ฮีต และ สิบสอง
ฮีต มาจากคำว่า จารีต ซึ่งหมายถึง ความประพฤติ ธรรมเนียม ประเพณี ความประพฤติที่ดี สิบสอง มาจากคำว่า สิบสองเดือน
ดังนั้นคำว่า ฮีตสิบสอง หมายถึง ประเพณีที่ประชาชนในภาคอีสานปฏิบัติกันมาในโอกาสต่าง ๆ ทั้งสิบสองเดือนของแต่ละปี ฮีตแต่ละอย่างกำหนดให้ปฏิบัติในแต่ละเดือนครบทั้ง ๑๒ เดือน เดือนใดมีจารีตประเพณีอะไรประจำเดือน นักปราชญ์โบราณได้วางฮีต ๑๒ ไว้ ดังนี้
๑. เดือนเจียง (เดือนอ้าย) บุญเข้ากรรม
บุญเข้ากรรมเป็นกิจกรรมของสงฆ์ เรียกว่า เข้าปริวาสกรรม (หรือเรียกว่า ประพฤติวุฏฐานวิธี แปลว่า ระเบียบออกจากอาบัติสังฆาทิเสส) โดยให้พระภิกษุสงฆ์ที่ต้องอาบัติ สังฆาทิเสสได้สารภาพต่อหน้าบุคคล คณะ และสงฆ์ เพื่อเป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน แล้วปรับตัวประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระวินัย หรือภิกษุผู้ไม่ได้ต้องอาบัติ แต่ต้องการเข้าประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมตามจารีตประเพณี เป็นการเผื่อเหนือตกใต้ พิธีเข้าปริวาสกรรมกำหนดไว้ ๙ ราตรี หรือตามจำนวนวันที่ผู้เข้าปริวาสปกปิดไว้ สถานที่เข้าปริวาส จะกำหนดเอาวัดใด วัดหนึ่ง หรือสถานที่ใด สถานที่หนึ่ง เช่นป่าช้า ที่ว่างเปล่าภูเขา อันสงบ สงัด เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติที่ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตเห็นว่าสามารถประพฤติปริวาสกรรมได้ก็ควร แต่ต้องมีภิกษุ ๔ รูปสวดกรรมให้และกำหนดเขตอันเหมาะสมให้ แล้วประพฤติปริวาสในสงฆ์นั้นหรืออย่างน้อยต้องมีภิกษุ ๑ รูปดูแล เมื่อประพฤติปริวาสมีราตรีที่ปกปิดสมบูรณ์เพียงพอดีแล้ว จึงขอสงฆ์ประพฤติมานัตต์ ๖ ราตรี เมื่อประพฤติมานัตต์ในสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูปสมบูรณ์ดีแล้ว จึงแจ้งต่อสงฆ์เพื่อขอพิธีอัพภานกรรมต่อสงฆ์ ๒๐ รูป สวดอัพภาณ แปลว่า เรียกเข้าหมู่ (หรือสงฆ์ ๒๐ รูป รับรองความบริสุทธิ์ ชื่อว่าเรียกเข้าหมู่) พิธีทำบุญเข้าปริวาสกรรมถือว่าเป็นบุญใหญ่ มีอานิสงส์เป็นอเนกประการ เพราะภิกษุผู้มาเข้าปริวาสกรรม จะเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ อีกทั้งได้บำเพ็ญสมถกรรมฐานทำความสงบให้เกิดขึ้นแก่จิตแก่ใจและได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันไปด้วย สามารถที่จะบรรลุมรรค ผล ยังสังโยชน์เบื้องต่ำเป็นต้นให้สิ้นไปได้ เพราะฉะนั้น การทำบุญเนื่องในบุญเข้ากรรมจึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาเท่าทุกวันนี้
๒. เดือนยี่ บุญคูณลาน การทำบุญคูณลาน
จะทำเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ในพิธีนี้จะมีการทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ชาวบ้าน ลานข้าว ที่นาและตอข้าวบริเวณใกล้ลานข้าวถือว่าเป็นสิริมงคล ทำให้ข้าวในนาอุดมสมบูรณ์ เจ้าของนาจะอยู่เย็นเป็นสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าจะงอกงามและได้ผลดีในปีต่อไป เมื่อเสร็จพิธีทำบุญคูณลานข้าวแล้ว ชาวบ้านจึงจะขนข้าวใส่ยุ้งและเชิญขวัญข้าว คือ พระแม่โพสพไปยังยุ้งข้าวและทำพิธีสู่ขวัญข้าวสู่ขวัญเล้า (ยุ้ง) ข้าวเพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป
๓. เดือนสาม บุญข้าวจี่
เป็นการทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบอุโบสถ ชาวบ้านจัดเตรียมข้าวจี่แล้วนำไปถวายพระภิกษุสามเณรที่วัด เมื่อพระฉันเสร็จแล้วมีการฟังเทศน์ฉลองข้าวจี่และรับพร มูลเหตุที่มีการทำบุญข้าวจี่ มีเรื่องเล่าไว้ว่า นางปุณณทาสีได้ถวายปิ้งรำ (ข้าวจี่) ซึ่งเป็นอาหารที่คนยากจนกินเป็นประจำ ไปถวายพระพุทธเจ้า พลางคิดว่า ขนมแป้งข้าวจี่เป็นเพียงขนมของทาสที่ต่ำต้อยพระพุทธองค์คงไม่เสวย ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้จิตใจของนาง จึงทรงเสวยแป้งข้าวจี่ต่อหน้านางทำให้เกิดความปีติดีใจได้ฟังธรรมและได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ครั้นตายไปก็ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ชาวอีสานจึงได้แบบอย่างในการทำแป้งข้าวจี่ ทำบุญข้าวจี่ถวายพระมาโดยตลอดจวบจนปัจจุบัน
๔. เดือนสี่ บุญพระเวส
(บุญพระเวสสันดรหรือบุญมหาชาติ) คำนี้ออกเสียงว่า ผะเหวด เป็นสำเนียงของชาวอีสานที่มาจากคำว่า พระเวส ซึ่งหมายถึงพระเวสสันดร การทำบุญผะเหวด เป็นการทำบุญและฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรชาดก หรือเทศน์มหาชาติ ซึ่งมีจำนวน ๑๓ กัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระเวสสันดร ผู้ซึ่งบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ด้วยการให้ทานหรือทานบารมีในชาติสุดท้าย เพื่อเป็นทิฏฐานุคติให้อนุชนรุ่นหลังได้เจริญรอยตามแบบการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาเสวยพระชาติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า บุญพระเวสเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของชาวอีสาน นิยมทำกันทุกหมู่บ้าน ด้วยความเชื่อว่าหากได้ฟังเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์จบภายในวันเดียว อานิสงส์จะดลบันดาลให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตย ซึ่งเป็นยุคแห่งความสุข ความสมบูรณ์ตามพุทธคติที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล หรือเป็นคติธรรมให้ชาวอีสานทุกบ้านระลึกนึกถึงวิถีทางของพระโพธิสัตว์ในการบำเพ็ญบารมีให้สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยการนำเอาธรรมคือ ทาน ศีล สมาธิ ภาวนาปัญญา เข้าไปสู่หมู่บ้านของตนๆเพื่อความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดี กินดี ปลอดภัยจากอุปัทวะอันตรายทั้งหลาย ทั้งปวง อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากัน ชาวอีสานจึงได้สืบต่อรักษาประเพณี มาจนเท่าทุกวันนี้
๕. เดือนห้า บุญสงกรานต์
(บุญสรงน้ำ) เป็นการทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ นิยมทำในเดือนห้าเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายนถึงวันที่ ๑๕ เมษายน คำว่า สงกรานต์ เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไป ในที่นี้ หมายถึง พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักราศรีหนึ่ง เป็นเดือนที่เริ่มต้นปีใหม่ การทำบุญสงกรานต์จะมีพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อความสุขสงบร่มเย็น ปราศจากความหม่นหมองในชีวิต เป็นการขอพรจากพระสงฆ์และผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้าน นอกจากนี้ ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรก่อพระเจดีย์ทรายและมีการละเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานนานตลอดทั้ง ๓ วัน คติอีกอย่างหนึ่งถือว่าเป็นปีใหม่ไทย เริ่มต้นด้วยการถวายน้ำสรงพระพุทธรูป พระสงฆ์ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ผู้ใหญ่ ผู้มีคุณ ถือว่าเป็นการขอขมา ลาโทษ ที่เคยล่วงเกินมาตลอดทั้งปี และเป็นการขอพรจากพระรัตนตรัย และผู้ใหญ่ทั้งหลาย อันจะเป็นแนวทางในการดำเนินให้ถูกต้องในสัมมาชีพ เจริญในหน้าที่การงานยิ่งๆขึ้นไปและเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีในชุมชนนั้นๆให้มีความกลมเกลียวสามัคคี สมัครสมานรักใคร่กันเป็นอย่างดี ดังนั้นชาวอีสาน ชาวไทยทั้งปวง จึงสืบต่อรักษาประเพณีวันสงกรานต์มาจนเท่าทุกวันนี้
๖. เดือนหก บุญบั้งไฟ (บางแห่งถือเอาบุญวิสาขบูชาเป็นสำคัญ)
บุญบั้งไฟเป็นงานสำคัญของชาวอีสานก่อนลงมือทำนา ด้วยความเชื่อว่าเป็นการขอฝนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าในนาอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ในงานจะมีการแห่บั้งไฟ และจุดบั้งไฟ เพราะเชื่อว่า เป็นการส่งสัญญาณขึ้นไปบอกพญาแถน ให้ส่งน้ำฝนลงมา ระหว่างที่มีการจุดบั้งไฟชาวบ้านจะมีการเซิ้งอย่างสนุกสนาน การทำบุญบั้งไฟนับเป็นการชุมนุมที่สำคัญของคนในท้องถิ่น ที่มาร่วมงานบุญกันอย่างสนุกสนานเต็มที่
คติอีกอย่างหนึ่งเป็นบุญเดือนวันวิสาขปุณณมีบูชา คือการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน (ดูประเพณีวันวิสาขบูชา)
๗. เดือนเจ็ด บุญซำฮะ (บุญชำระ)
เป็นการทำบุญเพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีเป็นเสนียดจัญไรอันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บ้านเมือง เป็นการปัดเป่าความชั่วร้ายให้ออกจากหมู่บ้าน ชาวบ้านจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้เรียบร้อยเป็นการทำความสะอาดครั้งใหญ่ในรอบปี สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายให้ขจัดออกไป เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจะพร้อมใจกันนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่ศาลากลางบ้าน โยงด้ายสายสิญจน์จากหลังคาเรือนของตนทุกหลังคาเรือนมาที่ศาลากลางบ้าน เพื่อให้พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ให้เป็นสิริมงคล ถือโอกาสเป็นการทำบุญ สมาทานศีล ฟังการเจริญพระพุทธมนต์ ฟังธรรม (ในเรื่องมูลเหตุแห่งการทำบุญซำฮะและมูลเหตุแห่งการอยู่เย็นเป็นสุขตามคติของชาวพุทธ) และได้ทำบุญถวายจตุปัจจัยไทยทานแก่พระสงฆ์ เป็นการทำบุญก่อนที่จะมีการทำไร่ไถนา เพื่อความมีลาภผลพูนทวีในการทำไร่ไถนา ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าเจริญรุ่งเรือง ผู้คนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและปราศจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มูลเหตุที่มีการทำบุญซำฮะ เนื่องมาจากสมัยพุทธกาลมีโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาด มีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมากที่เมืองไพศาลี พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จมาโปรดทำให้เกิดฝนห่าใหญ่มาชำระบ้านเมือง มีการสวดปัดรังควานและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ตามหมู่บ้านและแก่ชาวบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคลทุกอย่างทุกประการชาวอีสานจึงได้สืบต่อรักษาบุญซำฮะ มาเท่าทุกวันนี้
คติโบราณ พราหมณ์ นอกจากทำบุญซำฮะแล้วยังมีการทำพิธีบูชาผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน ผีเมือง ผีปู่ตา ผีตาแฮก (ผีประจำไร่นา) และเซ่นสรวงหลักเมืองเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้มีพระคุณเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข
๘. เดือนแปด บุญเข้าพรรษา
การเข้าพรรษาเป็นกิจของพระภิกษุสามเณรที่จะต้องอยู่เป็นประจำในวัดใดวัดหนึ่งตลอด ๓ เดือน กำหนดเอาตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ห้ามมิให้พระภิกษุสามเณรไปพักแรมที่อื่น (ถ้ามีกิจจำเป็นตามพุทโธวาท การสัตตาหะไปก็ควร) การทำบุญเข้าพรรษาเป็นประเพณีทางศาสนาโดยตรง จึงคล้ายกับภาคอื่นๆ ในประเทศไทย ในพิธีจะมีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร มีการฟังธรรมเทศนา ชาวบ้านจะหล่อเทียนขนาดใหญ่ถวายวัดเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และเก็บไว้ตลอดพรรษา การทำเทียนถวายวัดในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา มีความเชื่อแต่โบราณว่า หากใครทำเทียนไปถวายวัด เมื่อเกิดชาติใหม่ ผู้นั้นจะได้เสวยสุข หากมิได้ขึ้นสวรรค์ แต่เกิดบนโลกมนุษย์ผู้นั้นจะมีความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญาไหวพริบเป็นเลิศ ประดุจแสงเทียนอันสว่างไสว
๙. เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน
เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ชาวบ้านจะพากันทำข้าวปลาอาหารคาวหวานพร้อมหมากพลูตั้งแต่เช้ามืดห่อใส่ใบตอง เรียกว่า ข้าวประดับดิน นำไปวางไว้ตามโคนต้นไม้ในบริเวณวัด เพื่อให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้นมากิน เพราะเชื่อว่าในช่วงเดือนเก้าผู้ที่ล่วงลับแล้วจะได้รับการปลดปล่อยให้ออกมาท่องเที่ยวได้ ในพิธีบุญข้าวประดับดิน ชาวบ้านจะวางข้าวประดับดินไว้ พร้อมจุดเทียนบอกกล่าวให้มารับเอาอาหารและส่วนบุญนี้ จากนั้นชาวบ้านจะเอาอาหารไปทำบุญตักบาตรถวายทานแด่พระภิกษุสามเณร สมาทานศีล ฟังเทศน์และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
๑๐. เดือนสิบ บุญข้าวสาก
เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย โดยมีการทำสลากให้พระจับ เพื่อที่จะได้ถวายของตามสลากนั้น เป็นการทำบุญที่ต่อเนื่องจากพิธีในเดือนเก้า เพราะถือว่าเป็นการทำบุญส่งผู้ล่วงลับไปแล้วที่ได้ออกมาท่องเที่ยว ให้กลับสู่แดนของตน ในเดือนสิบนี้ชาวบ้านจะนำห่อข้าวสากไปวางไว้บริเวณวัด พร้อมจุดเทียนและบอกให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว มารับอาหารและผลบุญที่อุทิศให้
๑๑. เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษา
จัดทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นการทำบุญที่สืบเนื่องมาจากบุญเข้าพรรษาในเดือนแปด ที่พระภิกษุสามเณรได้เข้าพรรษาเป็นเวลานานถึง ๓ เดือน ดังนั้น ในวันที่ครบกำหนด พระภิกษุสามเณรเหล่านั้นจะมารวมกันทำพิธีออกวัสสาปวารณา วันนี้เป็นวันที่ภิกษุสามเณรมีโอกาสมาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงกันที่วัด ชาวบ้านถือว่าเป็นวันสำคัญและเป็นระยะที่ชาวบ้านหมดภาระในการทำนาไร่ อากาศในช่วงนี้จะเย็นสบายจึงถือโอกาสมาร่วมกันทำบุญ มีการตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร มีการกวนข้าวทิพย์ถวาย รับศีลสวดมนต์ฟังเทศน์และถวายผ้าจำนำพรรษา ตอนค่ำจะมีการจุดประทีปโคมไฟในบริเวณวัดและหน้าบ้าน บางท้องถิ่นอยู่ใกล้บริเวณแม่น้ำจะมีการไหลเรือไฟ (ล่องเฮือไฟ) เพื่อเป็นการบูชาคารวะแม่คงคา บางแห่งมีการแข่งเรือยาวเพื่อความสนุกสนานและสามัคคีร่วมกันในงานอีกด้วย
๑๒. เดือนสิบสอง บุญกฐิน
เป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบ ๓ เดือน งานบุญนี้มีระยะเวลาทำตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ มูลเหตุที่มีการทำบุญกฐินนั้น มีเรื่องเล่าว่า มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ระหว่างการเดินทางนั้นยังเป็นช่วงหน้าฝน และระยะทางไกลจึงทำให้ผ้าจีวรของพระภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลน ไม่สามารถหาผ้าผลัดเปลี่ยนได้ พระพุทธเจ้าได้เห็นถึงความยากลำบากนั้น จึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้ เป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังออกพรรษา ชาวบ้านจึงได้จัดผ้าจีวรนำมาถวายพระภิกษุในช่วงเวลาดังกล่าว จนกลายเป็นประเพณีทำบุญกฐินมาจวบจนปัจจุบัน ก่อนการทำกฐินเจ้าภาพจะต้องจองวัดและกำหนดวันทอดกฐินล่วงหน้า เตรียมผ้าไตรจีวรพร้อมอัฐบริขารและเครื่องไทยทาน มีการบอกบุญแก่ญาติมิตร ตอนเช้าในพิธีจะแห่ขบวนกฐินเพื่อนำไปทอดที่วัด และแห่กฐินเวียนประทักษิณรอบอุโบสถ ๓ รอบ จึงทำพิธีถวายผ้ากฐินจากปุยฝ้ายจนสามารถนำไปทอดให้เสร็จภายใน ๒๔ ชั่วโมงนับแต่เวลาเริ่มทำเชื่อว่าจะได้บุญมากกว่าอย่างอื่น