วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
บทที่ ๑
พระวิปัสสนาจารย์ วันแรกควรให้กรรมฐานไปปฏิบัติ ๖ ข้อ คือ

๑. การเดินจงกรม
ให้ยืนตัวตรง เอามือขวาจับข้อมือซ้าย ส้นเท้าทั้ง ๒ ชิดเสมอกัน ส่วนปลายเท้าแยกออกจากกันพอประมาณยืนถนัด (ประมาณ ๒-๓ นิ้ว) ศีรษะตั้งตรงไม่ควรเอียงซ้าย หรือเอียงขวา ให้ทอดสายตาไปประมาณ ๔ ศอกคืบ ศีรษะของผู้ปฏิบัติก็จะไม่ก้มและเงยจนเกินไป พอดีแก่การเดินจงกรม(นาน)เมื่อท่ายืนเรียบร้อยแล้ว ให้หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่ร่างกาย อย่าให้สติออกไปจากร่างกาย ให้ภาวนาว่า “ยืนหนอๆๆ” ๓ หน พร้อมให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของรูปยืนให้เห็นรูปของตัวเองยืนอยู่ ตั้งแต่พื้นเท้าจนถึงปลายผมจากปลายผมถึงพื้นเท้า เห็นรูปยืนชัดคล้ายกับว่ามีกระจกใบใหญ่ทั้ง ๔ ด้านและทั้งข้างบน –ข้างล่าง เรียกว่าให้มีสติกำหนดพิจารณารู้รูปยืนให้ชัดเจนดีแล้วให้ลืมตาประมาณกึ่ง หนึ่ง(อย่าหลับตาเดิน) จากนั้นให้เคลื่อนสติไปจับอยู่เท้าขวา เดินช้าๆ พร้อมกับภาวนาอยู่ในใจว่า “ขวาย่างหนอ” ขณะที่ภาวนาในใจว่า “ขวา” ให้ยกเท้าขวาขึ้นพร้อมกัน ไม่ให้ก่อนไม่ให้หลังกัน ให้พร้อมกันพอดีๆ และให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของเท้าขวา ที่ยกขึ้นพร้อมกันไปด้วย เรียกว่าให้ครบองค์ ๓ คือ (๑) การยกเท้า (๒) ใจนึกคำบริกรรมว่า ”ขวา” และ (๓) ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของเท้าที่ยกขึ้น ขณะว่า “ย่าง” ต้องเคลื่อนเท้าไปอย่างช้าๆ พร้อมกับลากเสียงยาวๆ และให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของเท้าที่ย่างพร้อมกันไปด้วยเท้าและการลาก เสียงหยุดนิดหนึ่ง (ประมาณหนึ่งวินาที) ในขณะที่จะว่า “หนอ” และขณะว่า “หนอ” เท้าต้องลงถึงพื้นพอดีกันกับคำบริกรรม ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของเท้าที่กระทบพื้นพร้อมกันไปด้วย เท้าที่วางลงไม่ควรให้เอียงซ้าย หรือเอียงขวา ให้วางลงตรงๆ จนกว่าเท้าขวาจะนิ่ง แล้วจึงยกเท้าซ้ายภาวนาในใจว่า “ซ้ายย่างหนอ” ก็มีการกำหนด เช่น เท้าขวาการเดินให้ยกเท้าขึ้นประมาณครึ่งแข้ง แต่ละก้าวให้ส้นเท้าหน้ากับปลายเท้าหลัง ห่างกันประมาณ ๒-๓ นิ้ว เมื่อเดินสุดเสื่อหรือสุดสถานที่เดินจงกรมแล้ว ให้เอาเท้าเคียงกัน หยุดยืนหลับตา ภาวนาในใจว่า “ยืนหนอๆๆ” ว่าช้าๆ ๓ ครั้ง

มีการกำหนดพิจารณาดังที่กล่าวมาข้างต้น แล้วหมุนกลับ จะกลับด้านซ้ายหรือขวาก็ได้ โดยมากนิยมกลับด้านขวา และเวลากลับให้หมุนกลับทีละข้าง ในขณะหมุนกลับ ส้นเท้าขวาติดอยู่กับพื้น ยกเฉพาะปลายเท้าให้พ้นพื้น และหมุนไปช้าๆ โดยภาวนาในใจว่“กลับ..หนอ” จนเท้าขวาทำมุมกับเท้าซ้ายให้ได้ประมาณ ๙๐-๙๕ องศา
ในขณะเดียวกันให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการกลับของเท้า พร้อมกันไปด้วย ส่วนเท้าซ้ายให้ยกขึ้น พอพ้นพื้น แล้วหมุนไปตามพร้อมกับภาวนาว่า “กลับ..หนอ” ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการกลับเช่นเดียวกัน ให้หมุนกลับอย่างนี้ ๒ คู่ เท่ากับ ๔ ครั้ง ก็จะพอดีกับความต้องการ และหยุดยืนตรงอยู่กับที่ภาวนาว่า “ยืนหนอๆๆ” ๓ ครั้ง แล้วลืมตาเดินจงกรมต่อไป ภาวนาว่า “ขวาย่างหนอ” “ซ้ายย่างหนอ” ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการดังที่กล่าวมาข้างต้น
ให้เดินกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ประมาณ ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เป็นต้น (แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสมอันพอเหมาะพอควรแก่การทรมานกิเลสของตนของตน) ในขณะเดินจงกรมอยู่นั้น ไม่จำเป็นอย่าวอกแวกหันซ้าย หันขวา อย่าก้ม อย่าเงย ตามอำนาจของกิเลส (ให้มีสติ) เมื่อเดินจงกรมครบเวลาที่กำหนดแล้ว อย่าดื่มน้ำ อย่ากลืนน้ำลาย หรืออย่าทำกิจอื่นเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย เป็นต้น คั่นในระหว่างนั้น ควรให้เดินไปนั่ง ณ ที่นั่งติดต่อกันไปเลย การกำหนดจึงจะไม่ขาดระยะ สติก็จะไม่ขาดช่วง สติไม่ห่างไปจากรูปนามพิจารณารูปนามอยู่ตลอดเวลา ศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณก็จะแก่กล้าสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับในเวลาอันไม่ช้าไม่นาน
๒. การนั่ง

ผู้ที่จะเดินจงกรมให้จัดเตรียมอาสนะสำหรับนั่งไว้ใกล้ที่ เดินจงกรมให้เรียบร้อยก่อนแล้ว เมื่อเดินครบเวลาที่กำหนดไว้ ก็กำหนดเดินไปยืนที่อาสนะสำหรับนั่ง ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้รูปยืน (มีวิธีกำหนดยืน เหมือนกล่าวไว้ข้างต้น) แล้วให้นั่งลง โดยเวลานั่งให้ค่อยๆ ย่อตัวลง เอาเข่าขวาลงถือพื้นก่อนตามด้วยเข่าซ้าย แล้วจะอยู่ในท่าคุกเข่า สำหรับภิกษุ สามเณร และอุบาสก ให้เอาส้นเท้าซ้ายทับส้นเท้าขวา แล้วนั่งทับส้นลงไป เอามือขวาจับข้อเท้าขวา ขึ้นมาวางทับเท้าซ้ายเอามือขวาวางทับมือซ้ายหัวแม่มือชนกันหรือหัวแม่มือขวา ทับหัวแม่มือซ้ายก็ได้ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น ทอดสายตาลงต่ำประมาณ ๑ วา หน้าของผู้ปฏิบัติจะไม่ก้ม ไม่เงยจนเกินไป จะพอดี และศีรษะ ลำคอไม่ควรให้เอียงซ้าย หรือเอียงขวา ควรตั้งให้ตรง ถ้าเป็นอุบาสิกาให้นั่งพับเพียบหรือคนชรามาก และผู้มีร่างกายไม่พร้อมก็ให้นั่งเก้าอี้ได้ข้อสำคัญ ตั้งแต่เริ่มนั่งย่อตัวลงจนกว่าจะนั่งเสร็จนี้ ให้ภาวนาว่า “นั่งหนอๆๆ” ไปเรื่อยๆ พร้อมกับให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการนั่งนั้นทุกขณะๆ ไปจนกว่าจะนั่งเรียบร้อยเมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ให้หลับตาเอาสติมาจับอยู่ที่ท้องเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้ว เวลาหายใจเข้าท้องพองให้ภาวนาตามอาการของท้องที่พองขึ้นว่า “พองหนอ” ใจที่นึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน ให้ตรงกันพอดีอย่าให้ก่อนหรือหลังกัน พร้อมกับให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของท้องพองว่า ต้นพอง กลางพอง สุดพอง นั้นว่ามีอาการอย่างไรพร้อมกันไปในขณะเดียวกันด้วย เวลาหายใจออกท้องยุบลง ให้ภาวนาตามอาการของท้องที่ยุบลงว่า “ยุบหนอ” ใจที่นึกกับท้องที่ยุบนั้น ต้องให้ทันกัน ให้ตรงกันพอดีอย่าให้ก่อนหรือหลังกัน พร้อมกับให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของท้องยุบว่า ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ นั้นมีอาการอย่างไรพร้อมกันไปในขณะเดียวกันด้วยหมายเหตุ ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการพอง อาการนูน อาการยุบ อาการแฟบ ของท้องเท่านั้น อย่าแกล้งตะเบ็งท้อง อย่าไปดูลมเข้า-ลมออก อย่าบังคับลมหายใจให้ผิดจากอาการหายใจปกติ (คือ เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ฯลฯ เรามีอาการหายใจเป็นปรกติอย่างไร เราก็หายใจตามปรกติอย่างนั้น แต่ต้องให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการที่เป็นปัจจุบันนั้นๆ) ให้ภาวนาอย่างนี้ตลอดไปจนครบเวลาที่กำหนดไว้ อย่างต่ำประมาณ ๓๐ นาที อย่างกลาง ๑ ชั่วโมง อย่างสูง ๒ ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น แล้วแต่ประเภทความเหมาะสมแก่สติปัญญา บุญวาสนาบารมี แก่การทรมานกิเลสของบุคคลผู้เข้าปฏิบัติ
๓.เวทนา
เวทนา คือ เวทนา ๓ ได้แก่ สุข ทุกข์ อุเบกขา พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความสบาย ความไม่สบาย และเฉยๆ ในขณะที่เรานั่งอยู่นั้น (หรือในเวลา กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เดินจงกรมก็ตาม ฯลฯ) ถ้ามีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เช่น สุข ทุกข์ เหนื่อย เวียนศีรษะ เจ็บ ปวด แสบร้อน ซาบซ่าน หนาว เย็น คัน ชา หรือเฉยๆ เป็นต้น ถ้าอาการเหล่านี้ อาการใดอาการหนึ่งปรากฏขึ้นมาชัดเจน เช่น ถ้าเกิดความสุข ก็สุขมาก ถ้าเกิดความทุกข์ ก็ทุกข์มาก เป็นต้น คือมากกว่าอาการพอง-ยุบ และมากกว่าอาการเหล่าอื่น ในลักษณะเช่นนี้ให้ปล่อยอาการพองหนอ-ยุบหนอ แล้วให้เอาสติไปกำหนดพิจารณารู้ที่อาการของเวทนานั้นๆ มีความสุข มีความทุกข์ เป็นต้น โดยภาวนาว่า “สุขหนอ ทุกข์หนอ เหนื่อยหนอ เวียนศีรษะหนอ…คันหนอ ชาหนอ เฉยๆหนอ” เป็นต้น ตามอาการของเวทนานั้นๆ สุดแต่เวทนาอย่างไหนจะเกิดขึ้นปรากฏชัดเจนพร้อมกับให้มีสติกำหนดพิจารณารู้ อาการของเวทนานั้นๆ ว่ามีอาการอย่างไรพร้อมกันไปในขณะเดียวกันด้วย การกำหนดพิจารณารู้ เวทนามีทุกขเวทนา เป็นต้นนั้น ไม่ใช่กำหนดให้เวทนามีทุกขเวทนา เป็นต้นดับไป แต่เป็นเพียงให้โยคีผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของเวทนาที่เกิด ขึ้นในขณะนั้นให้ทราบชัดตามความเป็นจริงทุกขณะๆ ไปเท่านั้น และอย่าให้ความยินดี ชอบใจ หรือความยินร้ายไม่ชอบใจเกิดขึ้นมา ให้จิตของโยคีนั้นดำรงอยู่ในความเป็นกลาง ตลอดเวลา ในขณะที่พิจารณาอยู่นั้น แต่เมื่อในขณะที่มีสติกำหนดพิจารณารู้เวทนาอยู่นั้น สมาธิของโยคีผู้ปฏิบัติคนใดมีมาก วิปัสสนาญาณแก่กล้ามีกำลังมาก อาการของเวทนาอาจดับไปในขณะที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้นก็ได้ (และโยคีต้องพยายามจำให้ได้ว่า เวทนาดับไปในขณะที่เรากำหนดพิจารณารู้อาการของเวทนาอย่างไรอยู่ เวทนาจึงดับพรึบลงไปพร้อมกัน) แต่ถ้าสมาธิของโยคีมีน้อย และวิปัสสนามีกำลังอ่อน เวทนาจะไม่ดับ เป็นเพียงแต่เบาลงเมื่อเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ปรากฏชัด ก็ให้ไปกำหนดพิจารณารู้อาการ พอง-ยุบ ที่ปรากฏชัดอยู่ในขณะนั้นต่อไปอีก จนกว่าจะครบเวลาที่ตนกำหนดไว้
๔. จิต
ในเวลาที่เดินจงกรมหรือนั่งกำหนดอยู่นั้น ถ้าจิตคิดถึงบ้านเรือนเรือกสวนไร่นา ทรัพย์สินเงินทอง หรือกิจการต่างๆ คิดถึงอารมณ์ที่เป็นอดีตคิดถึงอารมณ์ที่เป็นอนาคต คิดถึงอารมณ์ที่เป็นบุญ เป็นบาป เป็นต้น ในขณะนั้นให้ปล่อยอาการพอง-อาการยุบ แล้วเอาสติไปกำหนดที่หทัยวัตถุ (หัวใจ) ภาวนาว่า “คิดหนอๆๆ” พร้อมกับกำหนดพิจารณา รู้อาการของจิตไปในขณะเดียวกันด้วย เช่น ในขณะเดินจงกรมหรือในขณะนั่งอยู่ แม้เมื่อจิตมีความดีใจ เสียใจ โลภ โกรธ หลง ราคะ มานะ เป็นต้น เกิดขึ้นร่วมก็ให้ปล่อย อาการพอง-อาการยุบ แล้วเอาสติไปกำหนดที่หัวใจเช่นเดียวกัน คือ
ถ้าดีใจ ให้กำหนดว่า “ดีใจหนอๆๆ”
ถ้าเสียใจ ให้กำหนดว่า “เสียใจหนอๆๆ”
ถ้าโลภ ให้กำหนดว่า “โลภหนอๆๆ”
ถ้าโกรธ ให้กำหนดว่า “โกรธหนอๆๆ”
ถ้าหลง ให้กำหนดว่า “หลงหนอๆๆ”
ถ้าราคะ ให้กำหนดว่า “ราคะหนอๆๆ”
ถ้ามานะ ให้กำหนดว่า “มานะหนอๆๆ”
ถ้าเกียจคร้าน ให้กำหนดว่า “เกียจคร้านหนอๆๆ”
ถ้าพอใจ ให้กำหนดว่า “พอใจหนอๆๆ”
ถ้าฟุ้งซ่าน ให้กำหนดว่า “ฟุ้งซ่านหนอๆๆ”
ถ้ารำคาญ ให้กำหนดว่า “รำคาญหนอๆๆ”
ถ้าสงสัย ให้กำหนดว่า “สงสัยหนอๆๆ”
ถ้าใคร่ครวญ ให้กำหนดว่า “ใคร่ครวญหนอๆๆ” เป็นต้น
พร้อมกับให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของจิตที่มีอาการ ต่างๆ กัน เช่น เกิดความดีใจ เกิดความเสียใจ เป็นต้น พร้อมกันไปด้วย การกำหนดพิจารณา รู้อาการของจิต (สิ่งที่เกิดร่วมกับจิต=จิตเจตสิก) นั้น ไม่ใช่กำหนดให้อาการของจิตมีราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ เป็นต้นดับไป แต่เป็นเพียงให้โยคีผู้ปฏิบัติมีสติ กำหนดพิจารณารู้อาการของจิตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนั้น ให้เห็นชัดเจนตามความเป็นจริงเท่านั้นและอย่าให้ความยินดี ชอบใจ หรือความยินร้าย ไม่ชอบใจเกิดขึ้นมา ให้จิตของโยคีนั้นดำรงอยู่ในความเป็นกลางตลอดเวลา ในขณะที่พิจารณาอยู่นั้น แต่เมื่อในขณะที่มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของจิตอยู่นั้นสมาธิของโยคีผู้ ปฏิบัติคนใดมีมาก วิปัสสนาญาณแก่กล้ามีกำลังมาก อาการของจิตอาจจะดับไปในขณะที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้นก็ได้ (และให้โยคีต้องพยายามจำให้ได้ว่า อาการของจิตจึงดับไปในขณะที่เรากำหนด พิจารณารู้อาการของจิตอย่างไรอยู่ อาการของจิตจึงดับพรึบลงไปพร้อมกัน) แต่ถ้าสมาธิของโยคีมีน้อยและวิปัสสนามีกำลังอ่อนอาการของจิตที่กำหนดอยู่ นั้นจะไม่ดับเป็นแต่เพียงเบาลงเมื่ออาการของจิตอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ปรากฏ ชัด ก็ให้ไปกำหนดพิจารณารู้อาการพอง-ยุบ ที่ปรากฏชัดอยู่ในขณะนั้นต่อไปอีก จนกว่าจะครบเวลาตามที่กำหนดไว้
หมายเหตุ : ถ้าเผลอลืมสติ กำหนดไม่ทันความเคลื่อนไหวของจิต(ความคิด)ถ้ามีสติกำหนดรู้ทันเมื่อไร จะเป็นระยะต้นของความคิดก็ตามระยะกลางของความคิดก็ตาม หรือระยะหลัง คือตอนปลายของความคิดก็ตามให้กำหนดว่า “คิดหนอๆๆ” ในขณะนั้นทันที
๕. เสียง
เสียงนั้นจะมีเสียงเดียวหรือมากเสียงก็ตาม ถ้าเสียงนั้นไม่รบกวนจิตใจของโยคีผู้ปฏิบัติ (คือเสียงไม่ปรากฏชัดเจนมาก) จิตใจของโยคีผู้ปฏิบัติมุ่งตรงต่อการกำหนดอาการพองหนอ-ยุบหนอ ทันปัจจุบันธรรมดีอยู่ก็ให้กำหนดอารมณ์นั้นต่อๆไป แต่ถ้าในขณะที่เดินจงกรม หรือนั่งกำหนดอยู่นั้น ถ้ามีเสียงดังปรากฏขึ้นมาชัดเจน หนวกหู ก่อให้เกิดความรำคาญ ทำให้เกิดความไม่สบายในการภาวนา หรือเสียงสรรเสริญ เสียงน่าใคร่ที่เป็นอิฏฐารมณ์ทั้งปวงที่ฟังแล้วทำให้จิตยินดี เป็นเหตุให้ละอารมณ์ที่เป็นปัจจุบันก็ตามเกิดขึ้นมารบกวนให้ปล่อยอาการพอง หนอ-ยุบหนอให้มีสติไปกำหนดที่หู โดยภาวนาว่า “ได้ยินหนอๆๆ” พร้อมกับกำหนดพิจารณารู้อาการกระทบของเสียงที่มากระทบในขณะนั้นพร้อมกันไป ด้วยการกำหนดพิจารณารู้อาการกระทบของเสียงที่มากระทบประสาทหูในขณะนั้น ไม่ใช่กำหนดให้อาการกระทบของเสียงมันดับไป แต่เป็นเพียงให้โยคีผู้ปฏิบัติมีสติ กำหนดพิจารณารู้อาการกระทบของเสียงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนั้น ให้เห็นชัดตามความเป็นจริงเท่านั้น และอย่าให้เกิดความยินดีหรือไม่ยินดี ให้จิตของโยคีนั้นดำรงอยู่ในความเป็นกลางตลอดเวลา ในขณะที่พิจารณาอาการกระทบของเสียงอยู่นั้น แต่เมื่อในขณะที่มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการกระทบของเสียงอยู่นั้น สมาธิของโยคีผู้ปฏิบัติคนใดมีมาก วิปัสสนาญาณแก่กล้ามีกำลังมาก อาการกระทบของเสียงจะปรากฏชัดเจนมาก ในขณะที่รู้ชัดเจนอยู่นั้น อาการของเสียงที่กระทบหูของเรานั้นมันดับพรึบลงไปเลย (โยคีต้องพยายามจำให้ได้ว่าอาการกระทบของเสียง มันดับลงไปในขณะที่เรากำหนดพิจารณารู้อาการกระทบของเสียงอย่างไรมันจึงดับ พรึบลงไปพร้อมกัน)แต่ถ้าสมาธิของโยคีมีน้อย และวิปัสสนาญาณมีกำลังอ่อน อาการกระทบของเสียงจะไม่ปรากฏชัด เวลากำหนดพิจารณารู้อาการ กระทบของเสียงก็จะไม่ดับ เป็นแต่เบาลงไม่ปรุงแต่งในเสียงเท่านั้น เมื่ออาการกระทบของเสียงไม่ปรากฏชัดก็ให้ไปกำหนดพิจารณารู้อาการพองหนอ-ยุบ หนอที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในขณะนั้นต่อไปอีก จนกว่าจะครบเวลาตามที่ตนกำหนดไว้
ข้อที่ต้องทำความเข้าใจ การกำหนดอารมณ์ทั้งปวง คืออารมณ์ ทางตา..หู..จมูก..ลิ้น..กาย..ใจ นั้น อารมณ์ไหนปรากฏชัดเจน แจ่มแจ้งก็ให้กำหนดอารมณ์นั้นๆ ก่อน เช่น ในขณะที่เรานั่งภาวนาอยู่นั้น อารมณ์เกิดขึ้นมาหลายทาง ทางหูก็มีเสียงมากระทบ ทางจมูกก็ได้กลิ่น ทางกายก็มีการกระทบ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือทุกขเวทนา เป็นต้น ที่เกิดร่วมจิตก็คอยแต่จะคิดถึงอดีต อนาคตอยู่เรื่อย และในขณะนั้นก็กำลังกำหนดอาการพองหนอ-ยุบหนออยู่ เมื่อสิ่งเหล่านี้มาประสบ และเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ให้เราเลือกกำหนดอารมณ์ที่ปรากฏชัดเจนที่สุด ถ้าเสียงก่อความรำคาญก่อความชอบใจติดอกติดใจมากกว่ารูปนิมิต มากกว่ากลิ่น มากกว่าทุกขเวทนา สุขเวทนา อุเบกขาเวทนา มากกว่าความคิด หรือมากกว่าอาการพองหนอ-ยุบหนอ ก็ให้กำหนดเสียงนั้น เสียก่อน รวมความว่า อารมณ์ไหนปรากฏชัดเจน แจ่มแจ้ง ให้กำหนดอารมณ์นั้น นั่นแลก่อน.
๖. นอน

เวลานอน ให้ค่อยๆ ย่อตัวลงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ แล้วนั่งคุกเข่าและนั่งพับเพียบลง (จะนอนตะแคงเอาสีข้างด้านขวาลงแบบสีหไสยาสน์ หรือจะนอนหงายก็ได้) จากนั้นให้เหยียดเท้าขวาออกก่อน แล้วตามด้วยเท้าซ้าย โดยภาวนาว่า “เหยียดหนอๆๆ” เสร็จแล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอน พร้อมกับภาวนาว่า “นอนหนอๆๆ” ในขณะที่ภาวนานั้น ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการความเคลื่อนไหวของร่างกายให้ทันปัจจุบันตลอด เวลา จนกว่าจะกำหนดจัดท่านอนให้เรียบร้อย จากนั้นให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการพองหนอ-ยุบหนอต่อไปจนกว่าจะหลับ พยายามคอยสังเกตให้ดีว่า จะนอนหลับไปในขณะไหน ขณะต้นพอง กลางพอง สุดพอง หรือต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เวลาตื่น ตื่นขึ้นในขณะต้นพอง กลางพอง สุดพอง หรือต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ และในขณะที่ตื่นขึ้นนั้นต้องรีบกำหนดจิตในขณะนั้นทันทีว่า “ตื่นหนอๆๆ” แล้วจึงค่อยกำหนดอยากลืมตา และให้มีสติกำหนดรู้อิริยาบถน้อยใหญ่ทั้งปวงมีการลุก การนั่ง การคู้ การเหยียด เป็นต้น ติดต่อสืบเนื่องกันไป ไม่ให้ขาดระยะจนกว่าจะถึงเวลาจำวัตร (นอน) อีก ผู้ปฏิบัติใหม่จะรู้สึกกำหนดยาก แต่เมื่อวิปัสสนาญาณแก่กล้าแล้ว จะเห็นว่าการกำหนดอิริยาบถน้อย-ใหญ่ ทั้งปวงนั้น สามารถกำหนดได้ทันปัจจุบันธรรมดี อิริยาบถบางอิริยาบถ เช่น เวลาทานข้าว อาบน้ำ แปรงฟัง ขณะทำวัตรเช้า-เย็น หรือพูดคุยกัน เป็นต้น ที่ไม่เคยกำหนดได้ทันปัจจุบันธรรม ก็สามารถมีสติกำหนดได้ทันปัจจุบันธรรม คล้ายๆ กับว่าการกำหนดอิริยาบถต่างๆ นั้นเป็นอัตโนมัติในตัวของมันเอง
ข้อควรระวังการนอนกำหนดนั้น โยคีผู้ปฏิบัตินั้นไม่ควรใช้ปฏิบัติในเวลากลางวันหรือสลับกับการกำหนดนั่ง ควรใช้กำหนดเฉพาะเวลานอนเท่านั้น เพราะโยคีผู้ปฏิบัติกำหนดอิริยาบถนอนแล้วโดยมากมักเผลอสติหลับไปเสีย
การกำหนดรูปยืน รูปนั่ง รูปนอน เป็นต้น ต้องกำหนดรูปในปัจจุบันขณะนั้น อย่าไปนึกกำหนดรูปที่เป็นอดีต อนาคต ให้กำหนดพิจารณารู้เฉพาะรูปที่เป็นปัจจุบันธรรมในขณะนั้นเท่านั้น.
สรุปวิธีการปฏิบัติ
การเดินจงกรม ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการที่ยกเท้าขึ้นเหวี่ยงลง ถูกพื้น กำหนดพิจารณารู้อาการของเท้าที่เคลื่อนไหวให้ทันทุกขณะที่ย่างก้าว อย่าเผลอ
การนั่ง ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้ความเคลื่อนไหวทุกขณะของท้องว่า ต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ อาการของท้องในปัจจุบันนั้นๆว่ามีอาการที่แท้จริงอย่างไร
เวทนา เวทนาทุกอย่างที่เกิดขึ้นทางกายและทางใจ ที่เป็นเหตุให้จิตใจคลาดเคลื่อนจากปัจจุบันธรรม (คือ เวทนาปรากฏชัดมาก) ให้กำหนดพิจารณารู้อาการของเวทนานั้นๆ ให้ทันปัจจุบันธรรมทุกประการ
จิต จิตที่คิดถึงอารมณ์ดี ร้าย ที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้จิตใจเขว คลาดเคลื่อนไปจากปัจจุบันธรรมนั้นให้มีสติกำหนด พิจารณารู้ทุกขณะแห่งความคิดที่ผุดขึ้น (คือ พยายามกำหนดให้ทันมากเท่าที่จะมากได้)
อิริยาบถย่อย เล็กๆ น้อยๆ จะต้องถือเป็นสิ่งสำคัญด้วยพยายามให้มีสติตามกำหนดพิจารณารู้อาการของ อิริยาบถนั้นๆ ให้ทันปัจจุบันธรรมตลอดเวลา
เมื่อไม่มีอารมณ์อื่นมารบกวน (คือ ไม่มีอารมณ์อื่นที่ปรากฏชัด) ให้กลับมาภาวนาว่า “พองหนอ-ยุบหนอ” ต่อไป และเมื่อมีอารมณ์อื่นเกิดขึ้นก็ให้กำหนดรู้อารมณ์ต่างๆ ตามที่กล่าวมา แล้วนั้นไม่ให้ขาดช่วง ไม่ให้ขาดระยะ ไม่ให้มีระหว่าง ให้มีสติกำหนดพิจารณารู้สืบเนื่องติดต่อกันไป ตลอดเวลา เว้นไว้แต่เผลอหรือหลับ
——————–
บทที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรศึกษาเพิ่มเติมพิเศษ
ให้เพิ่มการกำหนดทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นช่องทางเดิน และเป็นบ่อเกิดของบาปธรรมทั้งหลาย มีกิเลสคือราคะ เป็นต้น และเป็นช่องทางเดิน เป็นบ่อเกิดของกุศลธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตลอดถึงมรรค ผล พระนิพพาน
๑. เวลาตาเห็นรูป ให้ตั้งสติกำหนดพิจารณารู้ไว้ที่ตา ภาวนาว่า “เห็นหนอๆๆ”
๒. เวลาหูได้ยินเสียง ให้ตั้งสติกำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หู ภาวนาว่า “ได้ยินหนอๆๆ”
๓. เวลาจมูกได้กลิ่นให้ตั้งสติกำหนดพิจารณารู้ไว้ที่จมูก ภาวนาว่า “กลิ่นหนอๆๆ”
๔. เวลาลิ้นได้รส ให้ตั้งสติกำหนดพิจารณารู้ไว้ที่ลิ้น ภาวนาว่า “รสหนอๆๆ”
๕. เวลากายถูกต้อง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ให้ตั้งสติกำหนด พิจารณารู้ไว้ตรงจุดที่กายกระทบ ภาวนาว่า “ถูกหนอๆๆ”
๖. เวลาที่จิตเคลื่อนไหว (คือ มีความคิดเกิดขึ้น) ให้ตั้งสติกำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หทัยวัตถุ (ที่ตรงหัวใจ) ภาวนาว่า “คิดหนอๆๆ”
เวลาเดินจงกรม เดินระยะเดียว คือระยะที่ ๑ ขวา-ย่าง-หนอ ซ้าย-ย่าง-หนอ ให้เดิน ๓๐ นาที
เวลานั่ง เป็น ๒ ระยะ คือระยะที่ ๑-๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ ให้นั่ง ๓๐ นาที
เวลานอน เป็น ๒ ระยะ คือระยะที่ ๑-๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ ให้กำหนดพิจารณารู้เช่นนี้จนกว่าจะหลับไป
หมายเหตุ : เมื่อโยคีผู้ปฏิบัติกำหนดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ชัดเจนแล้ว อาการท้องพอง-ยุบ อาจจะไม่ปรากฏชัดเจนก็ได้ แต่ตรงกันข้าม เมื่อโยคีผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดอารมณ์เหล่านี้ชัดเจน แจ่มแจ้งดีแล้ว ก็พึงรู้เถิดว่า สติของโยคีผู้ปฏิบัติสมบูรณ์พอสมควรแก่การจะเป็นไปเพื่อสมาธิ วิปัสสนาญาณ เพื่อบรรลุมรรค ผล พระนิพพาน ในเวลาอันไม่ช้าไม่นานข้างหน้านี้แน่นอน
——————–
บทที่ ๒

การเดินจงกรม ๒ ระยะ
ให้เพิ่มการเดินจงกรมเป็น ๒ ระยะ ว่า “ยกหนอ-เหยียบหนอ”ในการปฏิบัติควรเดินจงกรมก่อนทุกครั้ง
เวลาเดิน เป็น ๒ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ ให้เดินระยะละ ๓๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เวลานั่ง เมื่อเดินครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้แล้ว จึงกำหนดเดินไปนั่ง ณ ที่นั่งให้นั่งเป็น ๒ ระยะเหมือนเดิม คือ ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ ให้นั่ง ๑ ชั่วโมง
เวลานอน เป็น ๒ ระยะเหมือนเดิม คือ ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอให้กำหนดพิจารณารู้เช่นนี้จนกว่าจะหลับไป
และให้เพิ่มการกำหนดต้นจิต (หัวใจ) ต้นจิตนั้น ได้แก่ ความอยากนั่นเอง เช่น อยากยืน อยากเดิน อยากนั่ง อยากลุก อยากกิน อยากดื่ม อยากพูด อยากคู้ อยากเหยียด อยากก้ม อยากเงย อยากถ่ายอุจจาระ อยากถ่ายปัสสาวะ อยากอาบน้ำ เป็นต้น
ตัวอย่าง เช่น เวลาอยากเดิน ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากเดินหนอๆๆ”
เวลาเดิน ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการเดิน ภาวนาว่า “ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอๆๆ”
เวลาอยากนั่ง ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากนั่งหนอๆๆ”
เวลานั่ง ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการนั่ง ภาวนาว่า “นั่งหนอๆๆ”
เวลาอยากลุก ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากลุกหนอๆๆ”
เวลาลุก ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการลุก ภาวนาว่า “ลุกหนอๆๆ”
เวลาอยากทานอาหาร ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากทานหนอๆๆ”
เวลาทานอาหาร ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการทาน ภาวนาว่า “ทาน
หนอๆๆ” หรือให้มีสติกำหนดพิจารณารู้รสไว้ที่ลิ้น ภาวนาว่า “รสหนอๆๆ”
เวลาอยากดื่ม ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากดื่มหนอๆๆ”
เวลาดื่ม ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการดื่ม ภาวนาว่า “ดื่มหนอๆๆ”
เวลาอยากพูด ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากพูดหนอๆๆ”
เวลาพูด ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการพูด ภาวนาว่า “พูดหนอๆๆ”
เวลาอยากดู ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากดูหนอๆๆ”
เวลาดู ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการดู (ไว้ที่ตา) ภาวนาว่า “ดูหนอๆๆ” หรือภาวนาว่า “เห็นหนอๆๆ” ก็ได้
เวลาอยากคู้ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากคู้หนอๆๆ”
เวลาคู้ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการคู้ ภาวนาว่า “คู้หนอๆๆ”
เวลาอยากเหยียด ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากเหยียดหนอๆๆ”
เวลาเหยียด ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการเหยียด ภาวนาว่า “เหยียดหนอๆๆ”
เวลาอยากก้ม ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากก้มหนอๆๆ”
เวลาก้ม ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการก้ม ภาวนาว่า “ก้มหนอๆๆ”
เวลาอยากเงย ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากเงยหนอๆๆ”
เวลาเงย ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการเงย ภาวนาว่า “เงยหนอๆๆ”
เวลาอยากถ่ายอุจจาระ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากถ่ายหนอๆๆ”
เวลาถ่ายอุจจาระ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการถ่าย ภาวนาว่า “ถ่ายหนอๆๆ”
เวลาอยากถ่ายปัสสาวะ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากถ่ายหนอๆๆ”
เวลาถ่ายปัสสาวะ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการถ่าย ภาวนาว่า “ถ่ายหนอๆๆ”
เวลาอยากอาบน้ำ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้ไว้ที่หัวใจ ภาวนาว่า “อยากอาบหนอๆๆ”
เวลาอาบน้ำ ให้เอาสติมากำหนดพิจารณารู้อาการอาบ ภาวนาว่า “อาบหนอๆๆ” เป็นต้น
ข้อสำคัญเวลาจะทำอะไรทุกอย่าง ให้กำหนดต้นจิตให้ทันปัจจุบันธรรมอย่าให้ก่อนหรือหลังกัน พยายามที่จะกำหนดให้ทันทุกครั้งไป และขณะนั้นต้องให้มีสติกำหนดพิจารณารู้อาการของจิต ที่เป็นปัจจุบันในขณะนั้น พร้อมกับภาวนาตามอาการที่ปรากฏในปัจจุบันนั้นๆ ให้พร้อมกันพอดีๆ อย่างนี้เรื่อยไป
การกำหนด ให้กำหนดทีละอย่าง พยายามกำหนดให้เป็นอิริยาบถเดียว จนจิต คำบริกรรม และอาการแห่งรูปนามนั้นๆ กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ก็จะเป็นเหตุทำให้จิต ดิ่ง นิ่ง มั่นคง แล้วจะพิจารณารู้อาการของรูปนามนั้นๆ จนเป็นเหตุให้เกิดพระไตรลักษณ์ขึ้นมา เมื่อพระไตรลักษณ์เกิดขึ้นมาและแก่สมบูรณ์ดีแล้ว พระไตรลักษณ์ก็จะพาจิตดำเนินเข้าสู่อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ แล้วก็ดับลงไปตรงมรรคญาณ อันเป็นเหตุให้กิเลสดับลงไปด้วย.
อานิสงส์การกำหนดต้นจิต “ความอยาก” โดยย่อ
๑. กำหนดเพื่อละความอยาก คือ ไม่ให้ความอยากเกิดขึ้น
๒. เพื่อตัดกำลังของราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน อวิชชา เป็นต้น ไม่ให้กำเริบ ฟุ้งซ่าน รบกวนจิตใจในขณะปฏิบัติธรรม
๓. เพื่อละตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
๔. เพื่อคั่นรูปคั่นนาม แยกรูปนามออกจากกันให้ปรากฏชัด
๕. เพื่อให้จิตเข้าถึงสภาวะที่เป็นธรรมชาติ เป็นกลาง อันเป็นฐาน ที่ถูกต้อง และแท้จริงของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
๖. เพื่อตัดอารมณ์ที่เป็นอดีตและอนาคตให้หมดไป คงปัจจุบันธรรมไว้เท่านั้น
๗. เพื่อละวิปลาสทั้งหลาย มีทิฏฐิวิปลาส เป็นต้น
๘. เพื่อสนับสนุนอุปถัมภ์วิปัสสนาให้สมบูรณ์ได้เร็วยิ่งขึ้น
๙. ทำให้สติสมบูรณ์ เมื่อสติสมบูรณ์ดีแล้ว อินทรีย์ทั้ง ๕ ก็จะสมดุลกันโดยอัตโนมัติ
๑๐. เพื่อทำองค์ของผู้ปฏิบัติให้ครบองค์ ๓ คือ อาตาปี สติมา สัมปชาโน
๑๑. เพื่อให้ผู้ปฏิบัติรู้ทันกระบวนการของจิต
อานิสงส์การกำหนดต้นจิต
พระภาวนาสุตาภิรัต
เขียนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓
บทที่ ๓
การเดินจงกรม ๓ ระยะ

ให้เพิ่มการเดินจงกรมเป็น ๓ ระยะ การนั่งเป็น ๓ ระยะ และการนอนเป็น ๓ ระยะ เมื่อต่อเข้ากับบทเดิมก็จะได้วิธีปฏิบัติ ดังนี้
เวลาเดินจงกรม เป็น ๓ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ให้เดินระยะที่ ๑ และที่ ๒ ระยะละ ๑๕ นาที ระยะที่ ๓๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมงเวลานั่ง เป็น ๓ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอให้นั่ง ๑ ชั่วโมง
เวลานอน เป็น ๓ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ
(ให้กำหนดพิจารณารู้อาการอยู่อย่างนี้จนกว่าจะหลับไป)
หมายเหตุ : ในขณะกำหนดว่า “ยุบหนอ” นั้น ท้องของโยคีผู้ปฏิบัติใด ยุบลงไปจนถึงคำว่าหนอ แล้วยังไม่พองขึ้นมาง่ายคล้ายๆ กับว่าท้องพอง-ยุบ นั้นห่างไกลกันนัก (ผู้มีปอดใหญ่ใจยาว) ในกรณีเช่นนี้ ให้เพิ่ม คำว่า “นั่งหนอ” เข้าไปอีกก็ได้ และในขณะที่กำหนดว่า “นั่งหนอ” ให้สำเหนียกดูอิริยาบถอาการของรูปนั่งที่ปรากฏในใจของเรา (มโนภาพ) เหมือนเรา ส่องกระจกประมาณแวบหนึ่ง หรือเท่ากับประมาณของสายฟ้าแลบ จากนั้นท้องจึงพองขึ้นมา คือ ในขณะท้องยุบลงนั้น กำหนด ๒ คำ คือ “ยุบหนอ-นั่งหนอ” เสร็จแล้วท้องจึงพองขึ้นมา
ส่วนขณะกำหนดว่า “นอนหนอ” นั้น ให้สำเหนียกดูอิริยาบถอาการของรูปนอนที่ปรากฏอยู่ในใจของเรา เหมือนอย่างสำเหนียกดูรูปนั่งนั่นแล
บทที่ ๔
การเดินจงกรม ๔ ระยะ

ให้เพิ่มการเดินจงกรม เป็น ๔ ระยะ การนั่ง เป็น ๔ ระยะ การนอน เป็น ๔ ระยะ เมื่อต่อเข้ากับบทเดิม ก็จะได้วิธีปฏิบัติดังนี้ คือ
เวลาเดินจงกรม เป็น ๔ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ให้เดินระยะละ ๑๕ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เวลานั่ง เป็น ๔ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ
ระยะที่ ๔ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ
(หมายเอาถูกก้นย้อยด้านขวาและซ้าย) ให้นั่ง ๑ ชั่วโมง
เวลานอน เป็น ๔ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ
ระยะที่ ๔ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ-ถูกหนอ
(หมายเอาถูกที่ศีรษะด้านขวา) ให้กำหนดพิจารณารู้เช่นนี้จนกว่าจะหลับไป
หมายเหตุ : ในการกำหนด พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ ในขณะกำหนดว่า “นั่งหนอ” นั้น ท้องของโยคีผู้ปฏิบัติใดยุบลงไปถึงคำว่า “นั่งหนอ” แล้วท้องยังไม่พองขึ้นมาง่าย ยังทิ้งระยะห่างอยู่ ก็ให้เพิ่มคำว่า “ถูกหนอ” เข้าไป อีกก็ได้ แต่ถ้าโยคีผู้ปฏิบัติกำหนดเพียง “พองหนอ-ยุบหนอ” สามารถทันปัจจุบันธรรมดี ไม่เผลอ สติเป็นไปติดต่อดี สมาธิก่อตัวดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มคำว่า “นั่งหนอ-ถูกหนอ” ก็ได้ สำหรับคนมีอายุมาก คนแก่เฒ่า หรือเด็กๆ ก็ไม่ควรเพิ่มการเดินจงกรม จะใช้เพียงระยะที่ ๑ “ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ” เวลานั่งจะใช้เพียง “พองหนอ ยุบหนอ” ก็สมบูรณ์ดีทุกประการ สามารถจะบรรลุ มรรค ผล พระนิพพาน ได้สมตามความปรารถนาตามปัจจัยนั้นๆ อันควรแก่เหตุ บุคคลบางท่านเพิ่มบทกรรมฐานเข้าแล้ว กำหนดไม่ได้ปัจจุบันธรรม ไม่ได้ผลดีก็มี บุคคลบางท่านเพิ่มบทกรรมฐานเข้าแล้วได้ผลดีและได้ผลอย่างรวดเร็วก็มี ผู้ปฏิบัติต้องรู้จักความพอดีของตนๆ
ส่วนคำว่า “หนอ”นี้ หมายความว่า ถูกที่ก้นย้อยด้านขวาและซ้ายรวม ๒ จุด คือ ให้เอาสติกำหนดพิจารณารู้ลงไปตรงส่วนของกันย้อยด้านขวาที่ถูกกับพื้นพร้อม กับภาวนาว่า “ถูกหนอ” ก่อน และก็ตามด้วยด้านซ้าย เช่น
พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ก้นย้อยด้านขวา)
พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ก้นย้อยด้านซ้าย)
และคำว่า “ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ” ทั้ง ๓ นี้ ต้องอยู่ในขณะที่ท้องยุบลงครั้งเดียวกัน คือ เมื่อกำหนดคำว่า “ยุบหนอ” ท้องยุบลงไป เมื่อถึงสุดยุบแล้วท้องยังไม่พองขึ้นมาในขณะนั้น ให้กำหนดเห็นอาการของรูปนั่งแวบหนึ่งพร้อมกับภาวนาว่า “นั่งหนอ” แล้วก็ภาวนาคำว่า “ถูกหนอ” ต่อ เสร็จแล้วท้องจึงพองขึ้นมา.
บทที่ ๕
การเดินจงกรม ๕ ระยะ

ให้เพิ่มการเดินจงกรมเป็น ๕ ระยะ การนั่งเป็น ๕ ระยะ และการนอนเป็น ๕ ระยะ เมื่อต่อเข้ากับบทเดิมก็จะได้วิธีปฏิบัติ ดังนี้
เวลาเดินจงกรม เป็น ๕ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-ลงหนอ-ถูกหนอ
ให้เดินระยะที่ ๑ – ๔ ระยะละ ๑๐ นาที เดินระยะ ๕, ๒๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เวลานั่ง เป็น ๕ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ
ระยะที่ ๔ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ
(หมายเอาถูกก้นย้อยด้านขวาและซ้าย)
ระยะที่ ๕ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ
(หมายเอาถูกเข่าด้านขวาและซ้าย) ให้นั่ง ๑ ชั่วโมง
เวลานอน เป็น ๕ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ
ระยะที่ ๔ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกศีรษะด้านขวา)
ระยะที่ ๕ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกสะโพกด้านขวา)
ให้กำหนดพิจารณารู้เช่นนี้จนกว่าจะหลับไป
บทที่ ๖
การเดินจงกรม ๖ ระยะ

ให้เพิ่มการเดินจงกรมเป็น ๖ ระยะ การนั่งเป็น ๖ ระยะ และการนอนเป็น ๖ ระยะ เมื่อต่อเข้ากับบทเดิมก็จะได้วิธีปฏิบัติ ดังนี้
เวลาเดินจงกรม เป็น ๖ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
ระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-ลงหนอ-ถูกหนอ
ระยะที่ ๖ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-ลงหนอ-ถูกหนอ-กดหนอ
ให้เดินระยะละ ๑๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เวลานั่ง เป็น ๖ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ
ระยะที่ ๔ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกก้นย้อยด้านขวาและซ้าย)
ระยะที่ ๕ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกเข่าด้านขวาและซ้าย)
ระยะที่ ๖ พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกตาตุ่มด้านขวาและซ้าย)ให้นั่ง ๑ ชั่วโมง
เวลานอน เป็น ๖ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ – ๒ พอง-หนอ ยุบ-หนอ
ระยะที่ ๓ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ
ระยะที่ ๔ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกศีรษะด้านขวา)
ระยะที่ ๕ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกสะโพกด้านขวา)
ระยะที่ ๖ พองหนอ-ยุบหนอ-นอนหนอ-ถูกหนอ(หมายเอาถูกตาตุ่มด้านขวา)
ให้กำหนดพิจารณารู้เช่นนี้จนกว่าจะหลับไป
หมายเหตุ : การนั่งให้เพิ่มคำว่า “ถูกหนอ” อีก ๖ จุดนั้น ต้องหมุนเวียนกันไปตั้งแต่จุดแรกคือ ถูกก้นย้อยด้านขวาเรื่อยไปจนถึงจุดสุดท้ายคือตาตุ่มด้ายซ้าย แล้วจึงเวียนมาเริ่มจุดแรกอีก เวียนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ เรื่อยไป คือ
๑. พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ถูกก้นย้อยด้านขวา)
๒. พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ถูกก้นย้อยด้านซ้าย)
๓. พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ถูกเข่าด้านขวา)
๔. พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ถูกเข่าด้านซ้าย)
๕. พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ถูกตาตุ่มขวา)
๖. พองหนอ-ยุบหนอ-นั่งหนอ-ถูกหนอ (ถูกตาตุ่มซ้าย)
เมื่อโยคีผู้ปฏิบัติดำเนินตามปฏิปทาดังที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้นให้ครบบริบูรณ์ดีแล้ว สติที่กำหนดพิจารณารู้รูปนามก็จะเป็นไปโดยต่อเนื่อง สมาธิก็จะก่อตัวมีกำลังเต็มที่ วิปัสสนาญาณเป็นฐานะที่ถึงภาวะความแก่รอบเต็มที่ คือ วิปัสสนาญาณมาถึงญาณที่ ๑๑ (สังขารุเปกขาญาณ) แล้ว ก็ถือว่าเป็นจุดสุดยอดของญาณโลกีย์ต้องให้ผู้ปฏิบัติรักษาอารมณ์ไว้ไม่ให้ เสื่อมถ้ากำลังของญาณมีเพียงพอเมื่อไร ก็จะเข้าสู่อารมณ์พระนิพพานเลย ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังอย่าให้เผลอสติให้มากเท่าที่จะมากได้ ผู้ปฏิบัติก็จะเป็นผู้ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ใกล้พระนิพพาน และเป็นผู้ไม่ควรเสื่อมจากพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ โดยประการทั้งปวงอย่างแน่นอน.
รวบรวม/เรียบเรียง/ปรับปรุง/เขียนโดย พระภาวนาสุตาภิรัต