วัดพิชโสภาราม

ปฏิบัติดีจะมีสุข

ปฏิบัติดีจะมีสุข

(เทศน์ที่บ้านเขตประชาพัฒน์)

          ขอโอกาสพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระอธิการไมตรีนะครับผม ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมสาธุชนผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมทุกท่าน ต่อไปก็เป็นช่วงเวลาแห่งการทำจิตทำใจให้สงบ ก็ขอให้คณะญาติโยมทุกท่านได้ทำจิตทำใจของตนเองให้สงบโดยพยายามสละความง่วงเหงาหาวนอน ความเซื่องซึม ความอ่อนแอ ความท้อแท้ทั้งหลายทั้งปวงนั้นออกไปจากดวงจิต ทำจิตใจของเราให้สดชื่น ให้กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง ทำให้จิตใจของเรานั้นตั้งมั่นด้วยอำนาจแห่งศีล แห่งสมาธิ แห่งปัญญา

          วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกันบำเพ็ญคุณงามความดี ต่างคนต่างท่านก็มีหน้าที่ เมื่อเราสละหน้าที่การงานทั้งหลายทั้งปวงได้มาร่วมกันบำเพ็ญบารมี จึงเป็นความดี เป็นประวัติศาสตร์ของชีวิตที่เราได้มาร่วมกันอุทิศชีวิตประพฤติปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบารมี มีการให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญภาวนาตลอด ๙ คืน ๑๐ วันซึ่งเป็นของหายาก ชีวิตหนึ่งๆ แต่ละคนจะทำได้ในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นของหายาก การที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมตลอด ๙ คืน ๑๐ วันนั้นจึงเป็นของหายาก

          ถ้าผู้ใดมีบารมี มีบุญญาธิการได้สั่งสมไว้ ถ้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมบุคคลนั้นก็อาจจะกลับจิตกลับใจจากร้ายกลายเป็นดีก็ได้ กลับจากมิจฉาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิก็ได้ กลับจากความไม่เลื่อมใสมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็ได้ กลับจากความไม่มีศรัทธาในครั้งแต่ก่อนโน้น กลับมาเป็นผู้ศรัทธาบำรุงพระพุทธศาสนาก็เป็นได้ ถ้าผู้นั้นตั้งจิตตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ตั้งจิตตั้งใจไตร่ตรองรับเอาพระธรรม ที่ได้สวดมนต์สาธยาย ที่ได้ทำวัตรสวดมนต์แปล เอามาพิจารณาเอามาใคร่ครวญพิจารณาให้เกิดความแยบยลในจิตในใจ เราก็อาจจะเป็นผู้กลับร้ายกลายเป็นดี ผู้เห็นผิดมาเห็นถูกต้องได้ อันนี้ถือว่าเป็นการสร้างทางถูก ปลูกทางชอบไว้ให้แก่บุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง เรียกว่าเป็นหนทางอันประเสริฐ เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่บ้านเขตประชาพัฒน์จัดขึ้นนั้นจึงถือว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ถูกต้อง เป็นการทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า หรือประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นมา

          เราคิดดูว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างน้อยๆ พวกเราทั้งหลายที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเราได้อะไรบ้าง อย่างน้อยๆ เราก็ได้พักผ่อนทางกาย แต่ก่อนโน้นกายของเรานั้นร้อนไปด้วยการหาเงินหาทอง ร้อนไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันและกัน กายของเรานั้นร้อนไปด้วยการที่เราจะต้องตรากตรำทำงานต่างๆ แต่ว่าเมื่อเราทั้งหลายทั้งปวงได้มาพักผ่อน ได้เข้ามาสู่ร่มของศีล ร่มของธรรม ร่มของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ทำให้กายของเราเป็นกายเย็น กายของเราเป็นกายสงบ กายของเราเป็นกายสะอาดปราศจากมลทินคือบาปธรรม ด้วยการที่พวกเราทั้งหลายได้รักษาศีล ๘ อันนี้ถือว่าเป็นความสุขในเบื้องต้น ที่เรามีความสบายกายพักผ่อนจากการทำงานแล้วกายของเราก็สงบเพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พองหนอ ยุบหนอ โดยที่กายของเรานั้นสงบจากบาปธรรม ไม่ประพฤติผิดทางกาย ทางวาจา แล้วกายของเราสะอาดไปด้วยอำนาจของการรักษาศีล ด้วยอำนาจของปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ ที่เกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรม อันนี้ก็ถือว่าเป็นความสุขในเบื้องต้นของการประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว

          แล้วก็บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เบื้องต้นนั้นก็ถือว่าเป็นการลดความทุกข์ บรรเทาความทุกข์ ทำความทุกข์ ทำความโศก ทำความโลภ ทำความหลง ทำความมัวเมา ทำความยึดมั่นถือมั่นให้เบาลง ให้ลดลง ให้สร่างลงด้วยอำนาจของการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราทั้งหลายกำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เราทำความโกรธ ทำความโศก ทำความโลภ ทำความหลง ทำความมัวเมา ทำความยึดมั่นถือมั่นนั้นให้เบาลงอย่างไร

          คือถ้าเรามีสติ มีสัมปชัญญะกำหนดทันปัจจุบันธรรมแล้ว ความโลภมันก็สร่างไปเองของมัน มันก็บรรเทาไปเองของมัน ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี ความยึดมั่นในทรัพย์สินเงินทอง ในบ้านในช่อง ในเรือกสวนไร่นาก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันบรรเทาลงเอง เพราะอะไร เพราะเรากำหนดทันปัจจุบันธรรม มีอารมณ์ของกรรมฐานนั้นเป็นที่ยึด มีอารมณ์ของกรรมฐานเป็นที่เกาะ มีอารมณ์ของกรรมฐานเป็นที่เกี่ยวที่รั้ง จิตใจของเราไม่ยินดีในอารมณ์ทั้งที่เป็นอารมณ์ที่ชอบใจไม่ชอบใจ ก็เลยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเรานั้นสร่างจากความโลภ สร่างจากความหลง สร่างจากความยึดมั่นถือมั่น สร่างจากความมัวเมาต่างๆ เราทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นผู้ที่เบาจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว ด้วยอำนาจของการประพฤติปฏิบัติธรรม

          การประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าเรามีสติ มีสัมปชัญญะแล้ว ความโศก ความพิไรคร่ำครวญต่างๆ ไม่สามารถที่จะครอบงำเราได้ ความผิดพลาดในชีวิต ผิดหวังในหน้าที่การงาน บางคนบางท่านก็อาจจะคิดสั้น อาจจะไปทำร้ายตัวเอง หรืออาจจะทำร้ายผู้ที่ทำให้เราไม่สมปรารถนาก็ได้ เพราะอะไร เพราะว่าเราส่งจิตไปตามอารมณ์เหล่านั้น แต่ถ้าเราดึงจิตเข้ามากำหนดทันปัจจุบันธรรม สิ่งเหล่านั้นมันค่อยเบาลง บางลง แล้วค่อยสงบระงับไป

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมเบื้องต้น แท้ที่จริงนั้นก็เพื่อจะยังความสุขให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าเราประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วมีความสุขในภพหน้าชาติหน้า อย่างนั้นไม่ใช่ พระพุทธศาสนานั้นเป็นสัจธรรม เป็นปัจจัตตัง ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมในปัจจุบันนี้ รู้แจ้งเห็นจริง เราก็มีความสุขในปัจจุบัน แค่เราทำจิตทำใจของเราให้สงบ ไม่คิดถึงอารมณ์ที่ล่วงมาแล้ว ไม่พะวงถึงอารมณ์ที่ยังไม่มาถึงมีปัจจุบันธรรมอยู่ เราก็มีความสบายแล้ว ผ่อนคลายความเครียด ผ่อนคลายโรคประสาทต่างๆ ที่จะมาเยี่ยมเยือนเราแล้ว เราก็นอนหลับสบาย อันนี้เป็นอานิสงส์ของคนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงมีความสุขในปัจจุบันนี้

          แล้วก็การประพฤติปฏิบัติธรรมที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ถือว่าเรานั้นประพฤติตามวงศ์ของพระอริยบุคคล ตามวงศ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม พระองค์แสวงหาหนทางมรรค ๘ เพื่อที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะเป็นหนทางถูกต้องอยู่ตั้ง ๖ ปี แล้วพระองค์ก็ทรงได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็สั่งสอนพุทธบริษัทสาวกทั้งหลายทั้งปวงให้ประพฤติปฏิบัติตาม พวกเราทั้งหลายนี้เป็นผู้โชคดี ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมอันประเสริฐ การที่พวกเราจะออกจากห้วงมหรรณพภพสงสาร ออกจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเราเว้นเสียจากการประพฤติตามมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ทำอย่างไรๆ เราก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้

          อย่างเช่นเราจะพ้นไปจากความโกรธ เราจะพ้นอย่างไรๆ เราก็พ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่เจริญรอยตามมรรคมีองค์ ๘ เราจะพ้นไปจากความอิจฉาความยึดมั่นต่างๆ ที่รุมเร้าจิตใจของเราอยู่เป็นประจำ ถ้าเราไม่มีมรรคมีองค์ ๘ ไม่มีปฏิปทาที่ถูกต้อง ไม่มีปฏิปทาที่จะยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น ไม่มีปฏิปทาที่จะยังมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสคือการบรรลุมรรคผลนิพพานได้

          เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายมาประพฤติปฏิบัติธรรม มาเดินจงกรมนั่งภาวนานี้จึงถือว่าเป็นการสืบทอด เป็นธรรมทายาท เป็นผู้มารับเอามรดกธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้สาบสูญไม่ให้สิ้นไป หรือว่าไม่ให้มันจางไป ให้มรดกธรรมของพระพุทธเจ้ายังเข้มข้นอยู่ในใจของเรา ด้วยอำนาจของปีติ ด้วยอำนาจของปัสสัทธิ ด้วยอำนาจของมรรคของผลของพระนิพพานที่ปรากฏอยู่ในจิตในใจ

          แต่ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างนั้น ปีติเราไม่ได้สัมผัส ปัสสัทธิเราไม่ได้รับรู้ สมาธิเราไม่ได้เข้าถึง วิปัสสนาญาณมรรคผลเราไม่ได้ทำให้แจ้ง แล้วความเข้มข้นของพระศาสนาจะปรากฏขึ้นได้อย่างไร มรดกธรรมถึงจะมีค่าเราก็ทอดทิ้งพระธรรมคำสั่งสอนอันเป็นส่วนแห่งปฏิปัตติธรรม หรือส่วนแห่งปฏิเวธธรรม ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรานั้นทอดทิ้งพระธรรมของสมเด็จพ่อที่บำเพ็ญบารมีมาตั้ง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป อุทิศชีวิตทั้งชีวิตนั้นเพื่อพุทธศาสนิกชน เพื่อพุทธบริษัท เพื่อสาวกของพระองค์เอง

          เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมจึงชื่อว่ามารักษามรดกธรรมของสมเด็จพ่อ ซึ่งเป็นมรดกที่เลิศกว่ามรดกของจักรพรรดิ มรดกของเทวดา มรดกของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง มรดกของพรหมโลก มารทั้งหลายทั้งปวงสู้มรดกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือมรดกธรรมนี้ไม่ได้ เพราะมรดกทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงได้แล้วก็ยังไม่พ้นไปจากความทุกข์ ถึงได้แล้วก็ยังไม่พ้นไปจากความดีใจเสียใจ ถึงได้แล้วก็ยังไม่พ้นไปจากความบ่นเพ้อพิไรรำพันต่างๆ พระเจ้าจักรพรรดิก็บ่นเพ้อพิไรรำพัน รวยล้นฟ้าจนไม่มีอะไรจะกินก็มีความทุกข์ เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี ก็ยังมีการจุติ มีการเคลื่อนย้าย มีความโกรธ มีความโลภ มีความหลง อยู่ในจิตในใจในขันธสันดาน แต่มรดกธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นมรดกธรรมที่ขจัดมลทินออกจากจิตจากใจของปวงสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่ปฏิบัติให้สมบูรณ์แล้ว

          พวกเราทั้งหลายที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม อย่ามองค่าของการประพฤติปฏิบัติธรรมให้น้อยไป อย่ามองค่าของการประพฤติปฏิบัติธรรมให้เบาไป อย่ามองค่าของการประพฤติปฏิบัติธรรมให้น้อยเกินไป ขอให้เรานั้นมองไปที่จุดหมายปลายทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีตั้ง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป เพื่อที่จะเข้าถึงจุดจุดนี้ คือการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ยอดยิ่ง ก็คือการบรรลุมรรคผลพระนิพพาน

          ที่เราทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติธรรมนี้เกิดขึ้นมาจากความเหน็ดเหนื่อย เกิดขึ้นมาจากความเมื่อยล้า เกิดขึ้นมาจากความเมตตา เกิดขึ้นมาจากความสงสาร เกิดขึ้นมาจากความเพียรแล้วเพียรอีกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ เพียรแล้วเพียรอีก ตายเป็นลิง เป็นช้าง เป็นม้า เป็นวัว เป็นควาย พระองค์เคยเป็นหมดแต่ละภพแต่ละชาติก็เก็บหอมรอมริบคุณงามความดีสร้างสมอบรมบารมี กว่าที่จะได้เป็นพระโพธิสัตว์ กว่าที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเรียกว่าบำเพ็ญมามาก

          เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญมาแล้วมาถึงยุคของพวกเราทั้งหลาย พวกเราทั้งหลายก็ควรที่จะรักษามรดกนั้นให้เป็นมรดกที่ล้ำค่าด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริงตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้ อันนั้นเป็นการรักษาโดยถูกต้องแล้วเป็นการรักษาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกต้องตามพุทธประสงค์ของพระองค์ ตนเองก็มีความสุขบุคคลอื่นก็มีความสุข ตนเองปล่อยวางบุคคลอื่นก็ปล่อยวาง ตนเองว่างคนอื่นก็ว่าง ตนเองสะอาดคนอื่นก็สะอาด ตนเองสงบคนอื่นก็สงบ สังคมก็สงบ ชาวโลกทั้งหลายทั้งปวงก็สงบ อันนี้เป็นปฏิปทาที่พระองค์ทรงพาบำเพ็ญมา เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่พวกเราทั้งหลายประพฤติปฏิบัติ จึงชื่อว่ารักษามรดกธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          แล้วก็การประพฤติปฏิบัติธรรมที่พวกเราทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ชื่อว่าเป็นการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบูชาอันสูงสุด เราจะบูชาด้วยเงินด้วยทองด้วยดอกไม้ด้วยผ้าผ่อนแพรพรรณ หรือว่าด้วยรัตนะแก้ว ๗ ประการ ด้วยนพรัตน์แก้ว ๙ ประการ หรือว่าเราจะบูชาด้วยการสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างวิหารมากมายก่ายกองถึงขนาดไหนก็ตาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าเป็นอามิสบูชา เป็นวัตถุบูชาคือบูชาด้วยวัตถุ บุคคลจะมีอานิสงส์จากการบูชานั้นก็คือได้เป็นอุปนิสัยแห่งสวรรค์ เป็นอุปนิสัยแห่งพรหม เป็นอุปนิสัยแห่งการได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลข้างหน้า

          หรือว่าเราทำบุญทำทานแล้วก็อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดบนสวรรค์ ขอให้เป็นปัจจัยให้ได้ฌานได้ไปเกิดเป็นพรหม ขอให้เป็นปัจจัยให้รู้แจ้งเห็นจริงได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้รู้แจ้งเห็นจริงในอนาคตกาล แต่การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติบูชานี้ ไม่รอให้ถึงอนาคตกาลแต่ปรากฏผลที่ปัจจุบันนี้ หรือว่าทำขณะนี้รู้ขณะนี้ ทำขณะนี้เห็นขณะนี้ ทำขณะนี้สัมผัสขณะนี้ ทำเดี๋ยวนี้ก็ได้ผลในปัจจุบันนี้ในขณะนี้ อันนี้เรียกว่าเป็นปฏิบัติบูชา อย่างที่ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงกำลังมาประพฤติปฏิบัตินี้ มีคนไหนที่คัดค้านว่าประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไร มีไหม ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจริงๆ แล้วอย่างน้อยๆ ก็ต้องได้รับความสงบ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้รับปีติ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้รับปัสสัทธิ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้รับสมาธิ อย่างน้อยๆ ก็ได้เกิดปัญญาหรือว่าเกิดมรรคเกิดผลเกิดพระนิพพานขึ้นมาตามลำดับ อันนี้เป็นผลที่ปรากฏในปัจจุบัน

          เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาของเรานั้นจึงเป็นพระศาสนาที่เปิดเผยทนแก่การพิสูจน์ บุคคลผู้ที่จะนับถือศาสนาได้มั่นคงนั้นต้องเป็นบุคคลผู้ชอบพิสูจน์พระศาสนา ไม่เหมือนกับศาสนาอื่นที่ปิดบังซ่อนเร้น ไม่ให้วิจารณ์คัมภีร์ต่างๆ ไม่ให้วิจารณ์คำสอนของพระผู้เป็นเจ้าถ้าผู้ใดวิจารณ์ผู้นั้นก็บาป ถูกศาลตัดสิน ถูกศาลไต่โทษ ถูกศาลประหารชีวิตเลยก็มี เราได้อ่านประวัติของศาสนาอื่นๆ พวกนักบวชไปวิจัยวิจารณ์คำสั่งสอนก็เลยทำให้ศาลของศาสนานั้นสั่งประหารบุคคลเหล่านั้นก็มีอันนี้เรียกว่าเป็นศาสนาอื่น

          ส่วนพุทธศาสนาของเรานั้นบุคคลผู้ที่จะนับถือศาสนามั่นคงแจ่มแจ้งลึกซึ้งถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาแล้ว บุคคลนั้นต้องศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เหมือนกับคณะญาติโยมทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้แหละ ถ้าเราศึกษาด้วยการเรียนปริยัติธรรมเราจะได้รู้เรื่องแผนที่ ว่าแผนที่ที่จะไปสู่กองบุญ ไปสู่ขุมทรัพย์นั้นไปทางไหน เราก็จะได้รู้ว่าขุมทรัพย์ที่แท้จริงอยู่ตรงไหน การเรียนพระปริยัติธรรมก็เหมือนกันก็เหมือนกับการเรียนแผนที่ว่า บ้านแก้งเหนือตั้งอยู่ตรงไหน อุบลตั้งอยู่ตรงไหน เราก็ไปถูกต้อง

          หรือว่าการเรียนปริยัติธรรมนั้นท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับเรียนตำรารักษาโรค โรคตาแดงนี้ทำอย่างไรเราจึงจะรักษาโรคตาแดงได้ โรคเบาหวานเราต้องรักษาอย่างไร ตามหลักสูตรของแผนโบราณหรือปัจจุบัน เราก็ต้องเรียนรู้ตามหลักสูตรนั้น หรือว่าโรคมะเร็ง ในเบื้องต้น ท่ามกลาง มะเร็งถึงขั้นสุดขั้นที่ ๓ เราควรที่จะดูแลรักษากันอย่างไร นี้เรียกว่าเรียนตำรารักษาโรค ก็คือการเรียนปริยัติธรรม

          หรือว่าการเรียนพระปริยัติธรรมนั้นท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับตำราทำอาหาร ตำราทำอาหารนั้นเราชอบแกงส้มเราจะทำอย่างไร เราผัดเผ็ดจะทำอย่างไร หรือว่าเราจะทำอาหารเจ เหมือนกับที่พวกเราทานมังสวิรัติที่พวกเราทานนี้เราจะทำอย่างไร ก็ต้องมีตำรับตำรา มีครู มีอาจารย์ การเรียนพระปริยัติธรรมก็เหมือนกัน การที่เราจะปรุงแต่งจิตปรุงแต่งใจให้จิตใจของเราสงบเราต้องปรุงแต่งด้วยธรรมข้อไหน เราต้องปรุงแต่งด้วยธรรมคือ สติสัมปชัญญะ หรือว่าเราจะปรุงแต่งให้เกิดวิปัสสนาญาณเราจะต้องปรุงแต่งด้วยธรรมหมวดใด เราต้องปรุงแต่งด้วยสติสัมปชัญญะ ธรรมหมวดใดเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้ามพ้นซึ่งโอฆะแหล่งแก่งกันดาน ธรรมหมวดนั้นก็คือโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ นี้ก็มีตำรับตำราสูตรแห่งความสงบ สูตรแห่งการข้ามพ้นก็เหมือนกับสูตรอาหาร เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าการเรียนพระปริยัติธรรมนั้นก็เหมือนกับการทำอาหารต่างๆ ไม่ต่างอะไรกัน อันนี้เป็นเรื่องการศึกษาพระพุทธศาสนา เราศึกษาพระปริยัติธรรม

          แต่ถ้าเราศึกษาพระปฏิปัตติธรรม เราศึกษาเราจะรู้ลึกไปกว่าการเรียนพระปริยัติธรรม เพราะการเรียนพระปริยัติธรรมนั้นเปรียบเสมือนกับเราเลี้ยงโค แล้วก็นับฝูงโคว่าตอนเช้านี้เราต้อนฝูงโคไปกี่ตัว แล้วก็ฝูงโคนั้นได้กินหญ้ากินอะไร อิ่มหนำสำราญไหม ตอนเย็นเราก็ต้องนับว่าโคที่เราต้อนไปกินหญ้าตอนเช้าครบไหม แล้วก็ต้อนกลับมาสู่นายจ้างรับเงินค่าจ้างไป ส่วนนมก็ดี น้ำนมที่เกิดขึ้นมาจากนมโคนั้นเราไม่ได้รับประทาน เพราะอะไร เพราะเราเป็นเพียงคนรับจ้างเลี้ยงโคอยู่ การเรียนพระปริยัติธรรมก็เหมือนกัน

          แต่ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติดูแล้ว เราก็จะรู้ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมันให้ผลอย่างไร เมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้วเราก็รู้หลักการเดินจงกรมนั่งภาวนาเพียงแต่ให้เรามีสติสัมปชัญญะเท่านั้นแหละ ความสุข หรือว่าความสบายใจ ความโล่ง ความโปร่งมันเกิดขึ้นมามากมายแล้ว มีเงินเป็นร้อยล้านก็จริงซื้อความโล่ง ความโปร่งไม่ได้ แต่เรามีสติทันปัจจุบันธรรมเท่านั้นแหละ ความโล่ง ความโปร่ง ก็เกิด ความปรุง ความแต่ง ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญมันก็สงบระงับไป ทั้งๆ ที่เรามีเงินมากมายก็ซื้อขจัดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ บางคนมีเงินเป็นร้อยล้านเป็นประสาทก็มี เพราะอะไร เพราะกำหนดไม่ทันปัจจุบันธรรม ไม่รู้แจ้งเห็นจริงซึ่งปฏิปัตติธรรม เหมือนกับคณะญาติโยมทั้งหลายทั้งปวง อย่าคิดว่าการเดินจงกรมมีสติเป็นของเล็กน้อย

          อย่าคิดว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมมีสัมปชัญญะในการคู้ การเหยียด การก้ม การเงยนั้นเป็นของเล็กน้อย สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ได้มาด้วยการบำเพ็ญบารมีตั้ง ๔ อสงไขย กับแสนมหากัป ที่พระองค์ทรงแนะนำพร่ำสอน เป็นสิ่งที่มีค่า เป็นสิ่งที่มีราคา เป็นสิ่งที่จะนำสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นไปจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง นี่แหละเป็นปฏิปทาแห่งการพ้นทุกข์ ไม่ใช่อยู่ที่อื่น ไม่ต้องไปหาที่อื่น หาที่สติ หาที่สัมปชัญญะ หาที่ร่างกายอันยาววาหนาคืบกว้างศอกอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ตรงไหน

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่พวกเราทั้งหลายประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ ถ้าเราศึกษาพระศาสนาให้ลึกซึ้งมาถึงปฏิปัตติศาสนาแล้วก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเข้าใจพระพุทธศาสนามาก เคารพพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น รักพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น เทิดทูนบูชาพระพุทธศาสนามากขึ้น มากถึงกับว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ถ้าเราศึกษาพระพุทธศาสนาลึกเข้าไปอีกด้วยการแทงตลอด ด้วยการบรรลุมรรคผลนิพพานนับตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้น บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้เกิดศรัทธาเลื่อมใสพระศาสนาอย่างมั่นคง เป็นอจลศรัทธา ศรัทธาไม่หวั่นไหว ศรัทธาไม่คลอนแคลน ศรัทธาไม่รู้จักเสื่อมคลาย ศรัทธาไม่รู้จักสูญสิ้น เป็นศรัทธาที่ดิ่งลงไปสู่ศีล สู่สมาธิ สู่มรรค สู่ผล สู่พระนิพพาน จะไม่ถอยกลับมาสู่ความยินดีในอารมณ์ความโกรธ ความโลภ ความหลง หรือความยินดีในความเป็นมิจฉาทิฏฐิอีก

          แต่ถ้าบุคคลใดยังไม่ถึงความเป็นอริยบุคคล มีพระโสดาบันเป็นต้น จิตใจอาจจะถอนออกจากความศรัทธา อาจจะถอนออกมาจากความเชื่อมั่น อาจจะถอนออกมาจากความเคารพ ความนับถือ ความเลื่อมใสแล้วก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปนับถือศาสนาที่ไม่ตรงต่อมรรคมีองค์ ๘ ก็มี อันนี้เป็นความลึกซึ้งของพระศาสนาที่เกิดขึ้นมาจากการประพฤติปฏิบัติธรรม

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นถึงมันจะไม่แยบยลด้วยหลักฐานเบสิกเบื้องต้นแต่มันแยบยลด้วยอารมณ์ที่เกิดขึ้นในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะสิ่งที่ลึกซึ้ง สุขุม คัมภีรภาพนั้นไม่ใช่ทะเลหลวงชลาลัย ไม่ใช่ท้องฟ้า ไม่ใช่จักรวาลที่เป็นของลี้ลับหรือว่าเป็นของลึกซึ้ง แต่ของลี้ลับ หรือว่าของลึกซึ้งที่แท้จริงนั้นอยู่ที่จิตใจของเรา ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่ลี้ลับ เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เป็นสิ่งที่สุขุมคัมภีรภาพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสรู้ เป็นสัพพัญญู รู้ทั่วไป ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์จะไม่รู้ พระองค์รู้หมดในโลกธาตุ ในมนุษย์ ในเทวดา ในมาร ในพรหม ในส่วนไหน ในอณูไหนที่พระองค์จะไม่รู้ไม่มี เรียกว่า สัพพัญญู รู้แจ้งโลก รู้แจ้งสิ่งทั้งปวง

          ทำไมท่านจึงรู้สิ่งทั้งปวง ก็คือพระองค์รู้แจ้งในจิตใจของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้แจ้งในจิตใจของพระองค์ ประหารกิเลสให้สิ้นไปจากจิตจากใจ ทำให้ทศญาณของพระองค์นั้นเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นความรู้แจ้งในจิตในใจของพระองค์จึงเป็นการเปิดโลก เป็นการเปิดธรรม เป็นการเปิดสมมุติ เป็นการเปิดบารมีทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้ปรากฏขึ้นมาด้วยการแทงตลอดซึ่งจิตซึ่งใจของเรานี้แหละไม่ต้องมองไปทางโลก ความทุกข์มันเกิดขึ้นที่จิต เราต้องมองดูความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่จิตไม่ใช่เกิดขึ้นที่กาย ไม่ใช่เกิดขึ้นที่วาจา เกิดขึ้นที่จิตเรานี้แหละ

          ถ้าใจของเราไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่เกิดความหลงใหลในร่างกาย ร่างกายของเราจะทุกข์ขนาดไหนมันก็ไม่เหมือนทุกข์ ทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์ แต่ถ้าใจของเราไม่ทุกข์ด้วย แต่เมื่อใจของเราทุกข์ด้วยนี้แหละใจจึงเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์แล้วเราจะดับความทุกข์ตรงไหน เราก็ต้องดับที่ใจของเรา แล้วความเย็นมันจะเกิดขึ้นตรงไหน ความเย็นมันก็ต้องเกิดขึ้นที่ใจ ความสุขมันจะเกิดขึ้นตรงไหน ก็เกิดขึ้นที่ใจ ความหลุดพ้นมันเกิดขึ้นตรงไหน ความหลุดพ้นมันก็ต้องเกิดขึ้นที่ใจอีกเหมือนเดิม

          การที่เราส่ายสายตามองหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างอื่น เช่น ไปกินเหล้าเมายา เที่ยวเตร่เฮฮา รวบรวมทรัพย์สมบัตินานาประการ เพื่อที่ให้ตนเองนั้นมีทุกข์น้อยลง เพื่อที่ให้ตนเองนั้นมีทุกข์เบาลง หรือว่าให้พ้นไปจากความทุกข์ด้วยการรวบรวมวัตถุของต่างๆ นั้น จึงเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ไม่เป็นการตัดตรงไปสู่มรรคผลพระนิพพาน ไม่ใช่เป็นหนทางตรงที่จะพ้นไปจากความทุกข์

          เราคิดดูว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีทุกอย่าง มีปราสาท ๓ หลัง มีสนมบริวาร อยากได้อะไรก็ได้ เพราะพระองค์เป็นกษัตริย์ เป็นเจ้าชีวิต เป็นเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้ครอบครองนคร อยากได้อะไรในนครได้หมด อยากได้อะไรในแผ่นดินได้หมด ในเมืองที่พระองค์ทรงปกครอง จะเป็นหญิงก็ดี จะเป็นข้าทาสบริวาร จะเป็นเพชรนิลจินดา พระองค์ประสงค์สิ่งใดได้หมด แต่ทำไมพระองค์ถึงออกบวช ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสมบัติกลางของโลก ไม่สามารถทำคนให้ถึงซึ่งความสุขที่แท้จริงได้ เป็นเพียงแต่ได้รับตามความปรารถนาแล้วก็ดีใจขึ้นมา ความดีใจนั้นบางครั้งไม่ใช่ความสุข อย่างเช่นเราหาเงินหาทองค้าขายได้กำไรก็ดีใจ วันนี้ได้มาก วันนี้ขายดี วันนี้ขายไม่ได้หยุดเลย เงินไหลนองทองไหลมา เกิดความดีใจ เกิดความเบาใจขึ้นมา แต่ที่ไหนได้เราเหน็ดเราเหนื่อยด้วยการค้าการขาย เราทำงาน อันนี้มันเป็นความสบายใจ มันเป็นความเบาใจในขณะที่เราสมความปรารถนา แต่ความสมปรารถนานั้นมันเป็นความสมปรารถนาที่เป็นโลกียะ มันเป็นความสมปรารถนาที่เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ความสมปรารถนาที่ได้ด้วยโลกุตรธรรม หรือเป็นพระนิพพานไม่ใช่ความสมปรารถนาที่เป็นอย่างนั้น แต่เป็นความสมปรารถนาตามประสาของชาวโลก เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา

          เมื่อความสมสมปรารถนาที่เราทั้งหลายไขว่คว้าอยู่ มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเราจะไปไขว่คว้าอยู่อีกทำไม เพราะว่าเราไขว่คว้ามาแล้วมันก็ยังเป็นของไม่เที่ยง มันก็ยังทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน บังคับบัญชาไม่ได้ เอาไปด้วยไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสอุปมาอุปไมยว่า บุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาแล้วหลงในรูป หลงในเสียง หลงในกลิ่น หลงในรส หลงในอารมณ์ต่างๆ ก็เหมือนกับบุคคลผู้คิดว่าบนยอดเขานั้นมันมีสิ่งมหัศจรรย์ บนยอดเขาอันสูงนั้นมีเพชร มีพลอย มีสิ่งที่ล้ำค่า ก็ตะเกียกตะกายปีนภูเขาขึ้นไปด้วยความลำบาก ถึงหน้าผามันจะชัน ถึงจะมีสัตว์ร้ายอยู่ระหว่างทาง ถึงฝนจะตก ถนนมันจะลื่น ภูเขามันจะขึ้นลำบากก็พยายามตะเกียกตะกาย ทั้งมือสองข้างทั้งเท้าตะเกียกตะกาย พอไปถึงยอดภูเขาแล้วไม่มีอะไรมีแต่ความว่างเปล่า

          ก็เหมือนชีวิตของญาติโยม ของบุคคลผู้ไม่ได้สดับพระธรรมตะเกียกตะกายหาความสุข คิดว่าการแต่งงานเบื้องปลายมันจะมีความสุข คิดว่าเราเกิดขึ้นมาแล้วจะมีความสุข ตะเกียกตะกายทั้งสองมือสองเท้า ตะเกียกตะกายหาความสุข บางคนหาทั้งชาติก็ไม่เจอ บางคนแก่แล้วก็ยังร้องไห้ แก่แล้วก็ต้องมีน้ำตาอาบหน้า แก่แล้วก็ต้องกังวล แก่แล้วก็ต้องได้รับความทุกข์ ความยาก ความลำบาก ความหิว ความกระหายอยู่ อันนี้เป็นเพราะอะไร เพราะว่ายอดเขานั้นมันว่างเปล่า ยอดของชีวิตบั้นปลายของชีวิตก็ว่างเปล่าถ้าเราไม่กระทำคุณงามความดี ไม่เอากายของเรามาให้ทาน ไม่เอากายของเรา วาจาของเรา ใจของเรามารักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญภาวนาแล้ว มันก็จะเป็นการตะเกียกตะกายเพื่อความว่างเปล่า มันจะไม่ตะเกียกตะกายเพื่อสิ่งที่เป็นสาระ แต่เราแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระ อันนี้ถ้าบุคคลใดไม่เข้ามาสู่การประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่เข้ามาสู่ร่มแห่งพุทธธรรมก็อาจจะเป็นบุคคลผู้ตะเกียกตะกายเพื่อไปสู่ยอดเขาที่เปล่าเปลี่ยว อ้างว้างก็ได้

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่ญาติโยมทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ จึงถือว่าเป็นการพิสูจน์เพื่อที่จะได้เข้าใจพระศาสนาได้แจ่มแจ้งชัดเจน ผู้ใดพิสูจน์ศาสนาน้อยบุคคลนั้นก็จะเข้าใจพระศาสนาได้น้อย ถ้าผู้ใดพิสูจน์พระศาสนาได้ปานกลางก็จะเข้าใจพระศาสนาลึกซึ้ง เทิดทูนบูชาพระศาสนาปานกลาง แต่ถ้าผู้ใดพิสูจน์พระศาสนาด้วยการเห็นแจ้งรู้แจ้งบรรลุมรรคผลนิพพาน พิสูจน์ถึงที่สุดบุคคลนั้นบูชา เข้าใจพระศาสนาถึงที่สุด เรียกว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน สาสเน อุรํ ทตฺวา ถวายแล้วซึ่งอกในพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรเลยที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของบุคคลนั้นให้เป็นอย่างอื่นนอกจากพระพุทธศาสนา นอกจากพระธรรมคำสั่งสอน อันนี้เกิดขึ้นมาจากการพิสูจน์

          แต่ถ้าเราไม่มีการพิสูจน์เราปิด เราบัง เรากั้น ไม่มีการเดินจงกรม ไม่มีการภาวนา การพิสูจน์ด้วยปฏิบัติธรรมไม่ปรากฏขึ้นมาแล้วเราจะรู้ปฏิเวธธรรมได้อย่างไร เพราะปฏิเวธธรรมนั้นเป็นผลของปฏิปัตติธรรม ปฏิปัตติธรรมก็เป็นผลของปริยัติธรรม เป็นเงาเป็นหนทางเป็นลูกศรชี้ให้มีการประพฤติปฏิบัติธรรม มันก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป ปริยัติอาศัยปฏิบัติ ปฏิบัติอาศัยปริยัติ ก็เหมือนกับสระที่อาศัยคันสระน้ำจึงขังอยู่ได้ ถ้าสระไม่มีคันฝนตกลงมาน้ำก็ไหลบ่าไปที่อื่นหมด เขื่อนก็เหมือนกันต้องอาศัยคูเขื่อน สระก็ต้องอาศัยคูสระฝนตกลงมาน้ำก็ขังไว้ เมื่อน้ำขังไว้มันก็ต้องมีดอกบัว เมื่อมีดอกบัวเกิดขึ้นมาดอกบัวนั้นก็ต้องออกดอกแล้วก็เบ่งบานขึ้น เมื่อมีพระศาสนาคือปริยัติเป็นคันสระกั้นไว้ ไม่ช้าไม่นานก็จะเกิดผู้มีบารมีเอาปริยัตินั้นมาปฏิบัติ ก็เหมือนกับดอกบัวมันจะเกิดขึ้นในสระ เมื่อมีการประพฤติปฏิบัติธรรมดอกบัวนั้นก็ต้องมีการเบ่งบานขึ้นตามธรรมดา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อันนี้เป็นการอาศัยปริยัติ ปฏิบัติ แล้วก็ปฏิเวธที่เกิดขึ้นมา

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงนั้นได้เข้าใจว่า เรานั้นได้กระทำสิ่งที่ทำได้ยาก เราได้กระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ก็คือการพิสูจน์พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การพิสูจน์พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นการพิสูจน์ที่น่าอนุโมทนา เป็นการพิสูจน์ที่สูงส่ง ถึงเขาจะพิสูจน์การไปสู่ดวงดาว สู่ยานอวกาศ ก็เป็นการพิสูจน์ทางโลก เป็นโลกียธรรมเป็นโลกียวิสัย ไม่ใช่เป็นของเหนือโลก แต่ที่เราพิสูจน์นี้เป็นโลกุตตรวิสัยเป็นวิสัยของอริยเจ้าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะภาคภูมิใจ นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ เขาพิสูจน์แรงโน้มถ่วงของโลก กาลิเลโอก็ดี หรือว่าใครที่สร้างรถขึ้นมาต่างๆ พิสูจน์เป็นตระกูลๆ กว่าที่จะได้มีรถขับกว่าที่จะได้มีเครื่องบินขี่ กว่าที่จะไปสู่ยานอวกาศได้แต่นั้นยังเป็นความพิสูจน์ทางโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ประเสริฐ เพราะพิสูจน์ไปแล้วยังมีความทุกข์อยู่ พิสูจน์แล้วก็ยังมีกามราคะอยู่ พิสูจน์แล้วก็ยังมีโทสะอยู่ พิสูจน์แล้วก็ยังมีพยาบาทอยู่ พิสูจน์แล้วก็ยังหลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสอยู่ ไม่พ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่

          แต่ว่าการพิสูจน์เหมือนกับที่พวกเราพิสูจน์นี้เป็นการพิสูจน์เพื่อที่จะพ้นไปจากความทุกข์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้น อันนี้จึงถือว่าเป็นการพิสูจน์ที่คนมองข้าม ความดี ความสุข ความสูง ความเด่น ความสงบ ความพ้นทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่ร่างกายของเรานี้แหละ ไม่ต้องมองไปที่อื่น จะสูงจะต่ำท่านกล่าวว่าอยู่ที่การทำตัว จะดีจะเด่นก็อยู่ที่การทำตัว จะเลิศจะเลอจะวิเศษสุดๆ ก็อยู่ที่การทำตัว การจะหลุดจะพ้นก็อยู่ที่การทำตัว มันก็อยู่ที่การทำตัวทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งปวง

          ถ้าเราทำตัวของเราให้หนักแน่นไปด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยมรรค ด้วยผล ด้วยพระนิพพาน มันก็เป็นการทำตัวที่ประเสริฐ แต่ถ้าเราทำตัวด้วยการประพฤติเหลวไหล การฉ้อโกง การผิดศีล การลักเล็กขโมยน้อย การดื่ม การขวนขวายในสิ่งที่ไม่ชอบไม่เป็นไปตามคำสั่งสอนก็เป็นบาป เป็นการทำตัวที่ไม่ดี เป็นการทำตัวให้ตกต่ำไปสู่เปรต นรก อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถึงว่าร่างกายของเราจะเป็นคนอยู่ก็จริงแต่ว่าจิตใจนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นความหลง ความงมงาย เกิดอบายภูมิขึ้นมาในจิตในใจแล้ว อบายภูมิมันก็เกิดขึ้นมาในจิตในใจของคน

          เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า มนุสฺสเปโต มนุสฺสติรจฺฉาโน หรือว่า มนุสฺสเทโว อะไรต่างๆ ที่พระองค์ทรงตรัสไว้นั้น เพื่อที่จะเตือนว่าความเป็นภพภูมิต่างๆ นั้น อย่าคิดว่าตายไปแล้วเราจึงจะได้เป็นเปรต อย่าคิดว่าเราตายแล้วเราจึงจะได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน เราตายไปแล้วเราจึงจะได้เป็นอสุรกาย ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ปัจจุบันที่จิตของเรานี้แหละ เราจะเป็นเปรต เราจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นพรหม หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่าไปดูที่อื่น ดูที่ใจในขณะนี้แหละ

          ถ้าขณะนี้ใจมันโลภมันเป็นเปรตในขณะนี้แหละ วิสัยของเปรต ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่รู้จักคำว่าพอมีแต่เอาๆๆ ในลักษณะของเปรต ลักษณะของสัตว์เดรัจฉานก็คือจิตมันขาดเหตุผล เมื่อขณะจิตขาดเหตุผลเป็นสัตว์เดรัจฉานเกิดขึ้นแล้วในดวงจิตของเรา ภูมิแห่งสัตว์เดรัจฉานปรากฏขึ้นมาแล้ว เราดับจิตขณะนั้นได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแน่นอน เพราะอะไร เพราะจิตของเราเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว

          แต่ถ้าเราให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เหมือนกับพวกเราทรงสภาพ บางคนทรงสภาพความเป็นเทวดานั้นอยู่ตลอด ๙ คืน ๑๐ วันที่บ้านเขตประชาพัฒน์ บางคนก็ยังความเป็นพรหมให้ปรากฏขึ้น บางชั่วโมง ๕ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง บางคนก็ยังความเป็นพรหมให้เกิดขึ้นเป็นชั่วโมง ตั้งอยู่ในฌานธรรม ถ้าเราพิจารณาจริงๆ แล้วมันอยู่ที่จิตใจของเราทั้งนั้น

          เพราะฉะนั้นเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมในลักษณะอย่างนี้ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดแล้ว ถ้าเราไม่ภาคภูมิใจในปฏิปทาของเรา ไม่ภาคภูมิใจในสิ่งที่เรากำลังบำเพ็ญอยู่ในขณะนี้ แล้วกำลังในการประพฤติปฏิบัติธรรม เรี่ยวแรงในการพิสูจน์หรือว่าการที่จะฟันฝ่า ทนต่อการต่อสู้ในการประพฤติปฏิบัติธรรมมันก็ไม่เข้มข้น แต่ถ้าเราได้เข้าใจ ได้พอใจ หรือดีใจในเพศ ในความเป็น ในความอยู่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราแล้ว เราก็จะมีความขยัน มีความอดทน มีความเด็ดเดี่ยว หนักก็เอา เบาก็สู้ อาหารจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อากาศมันจะเป็นอย่างไรข้าพเจ้าไม่สนใจขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คนอื่นจะดีจะชั่วก็เป็นเรื่องของเขาขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คนอื่นๆ จะเป็นอย่างไรขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพานก่อน ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้น ถ้าจิตใจเข้มข้น

          แต่เมื่อบุคคลนั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว เมื่อจิตใจเป็นธรรมแล้วทำไมจะไม่มีเมตตา ทำไมจะไม่มีความกรุณาสงสารต่อสัตว์อื่น ทำไมจะไม่มุทิตาพลอยยินดีต่อบุคคลอื่น ทำไมจะไม่มีอุเบกขาในเมื่อสถานการณ์ควรให้อุเบกขา อย่างเขารบราฆ่าฟันเราเป็นพระเราก็ต้องอุเบกขา เพราะอย่างนั้นมันเป็นวิถีของโลก เสื้อแดงก็ดี เสื้อเหลืองก็ดีตีกัน เราเป็นพระเราก็ถึงสถานการณ์ที่อุเบกขาก็ต้องอุเบกขา ทำไมจึงต้องอุเบกขาเพราะสิ่งเหล่านั้นมันเป็นวิสัยของโลก

          โลกนั้นบางครั้งอธรรมมันก็ครอง โลกบางครั้งธรรมะมันก็ครอง มันก็เป็นไปตามกระแสของโลก ไม่ใช่ว่าธรรมะนั้นจะครองโลกเสมอไปบางครั้งอธรรมมันก็ครอง เรียกว่าต่างยุค ต่างสมัย ต่างลีลาของกรรมนั้นมันต่างกัน เราผู้รู้วิบากคือการให้ผลของกรรมว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเองก็ต้องเป็นไปตามวิถีของกรรมที่เขาสั่งสมเอาไว้ ในลักษณะอย่างนี้ก็ต้องวางเฉย นี้เป็นผลของการประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นมาแล้วได้ผลแล้วก็จะได้รับรู้มองโลกด้วยปัญญาอย่างนั้น

            เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่ญาติโยมได้บำเพ็ญมานี้ก็ถือว่ามีอานิสงส์มากมายสุดที่จะพรรณนา การประพฤติปฏิบัติธรรมนอกจากเราประพฤติปฏิบัติธรรมตามที่กล่าวมาแล้วเรายังประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกตนเอง เรายังประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนตาย เราประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นที่สุด          วันนี้อาตมภาพได้กล่าวธรรมก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ที่มาช่วยงาน บ้านเขตประชาพัฒน์ก็ดี ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นแม่ครัวก็ดี เป็นผู้อุปถัมภ์อุปฐากทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เทวดาอารักษ์ทั้งหลายทั้งปวงที่สนับสนุนที่ปกปักปกป้องไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วยไม่ให้ไข้ ไม่ให้เกิดอันตรายทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ตลอดถึงพระภูมิเจ้าที่ พระนางธรณี พระเพลิงพระพราย ตลอดถึงวิญญาณทั้งหลายทั้งปวงที่สิงสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ที่เป็นบูรพชน บูรพาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงที่สิงสถิตอยู่ ณ บริเวณแห่งนี้ ก็ขอให้บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการทำวัตร ไหว้พระ สวดมนต์ เจริญภาวนา แผ่เมตตา นั่งสมาธิภาวนา ตลอดถึงการอุปถัมภ์อุปฐากทั้งหลายทั้งปวง ขอให้บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ จงถึงแก่ท่านทั้งหลายที่เอ่ยนามมาแล้วจงทุกชีวิต ทุกวิญญาณ ทุกตัว ทุกตน เมื่อบุญกุศลทั้งหลายสำเร็จแก่พวกท่านทั้งหลายแล้วก็ขอให้พวกท่านทั้งหลายปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความมุ่งมาตรปรารถนา จงทุกวิญญาณทุกตัวทุกตนทุกคนทุกท่านเทอญ.