ยิ่งใหญ่ด้วยคุณธรรม

ยิ่งใหญ่ด้วยคุณธรรม

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(เทศน์ที่วัดพิชโสภาราม วันที่ ๒๗ มี.ค. ๕๖)

            ต่อไปก็ให้คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายได้นั่งสมาธิภาวนา ญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมน้อมถวายเป็นอาจริยบูชา แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชปริยัตยากร ซึ่งปีนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมีอายุครบ ๘๐ ปี ก็ถือว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมีอายุสังขารนั้นก็แก่ชรามาก

            ถ้าเราได้ไปอ่านในพุทธประวัติ หรือว่าประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็จะได้ทราบชัดว่าพระองค์ทรงมีอายุ ๘๐ ปี แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศกว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม ทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ก็ทรงขันธ์อยู่ประมาณ ๘๐ ปี พระองค์จึงได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน อันนี้เป็นประวัติที่พวกเราทั้งหลายต่างทราบดี ต่างรู้ดีว่าคนทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้ประเสริฐถึงขนาดนั้นพระองค์ก็ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คือพระองค์ต้องตายไปอันนี้เป็นธรรมดา หรือว่าเป็นธรรมชาติ ธรรมดาก็คือธรรมชาติ มันเป็นอย่างนั้นนั่นเอง พวกเราทั้งหลายที่มาเป็นศิษยานุศิษย์ มาเป็นลูกศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เมื่อเรารู้ว่าพ่อท่านมีอายุกาลผ่านวัย ท่านมีอายุมากแล้วพวกเราทั้งหลายก็ไม่นิ่งนอนใจเราต้องมาช่วยกันบำเพ็ญบุญ เพื่อที่จะเป็นการค้ำต้นโพธิ์ ค้ำต้นไทรให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นมีอายุยืนยาวนาน รู้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อมีกาย มีวาจา มีใจเสียสละแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ทำร่างกายของท่านนั้นอุทิศให้แก่พระศาสนาตั้งแต่บวชเป็นสามเณรโน้นอายุ ๑๒ ปี ๑๓ ปี ออกโรงเรียนมาก็มาบวช บวชเป็นสามเณรแล้วก็ไม่ได้สึกขาลาเพศ บวชเป็นสามเณรแล้วก็มาบวชเป็นภิกษุต่อ บวชเป็นภิกษุแล้วก็ไม่ได้สึกขาลาเพศก็อยู่มาเป็นหลวงพ่อของพวกเราตราบเท่าทุกวันนี้แหละ

            แสดงว่าชีวิตทั้งชีวิตของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นก็อุทิศให้แก่พระศาสนา อุทิศให้แก่มวลชน อุทิศให้แก่คนทั้งหลายทั้งปวง ผู้ใฝ่บุญ ใฝ่กุศล ใฝ่ทาน ใฝ่ศีล ใฝ่สมาธิ ใฝ่วิปัสสนา ใฝ่มรรค ใฝ่ผล ใฝ่พระนิพพาน ก็ถือว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นเนื้อนาบุญ เป็นแผนที่ เป็นลายแทงที่จะนำเราไปสู่สันติสุขคือพระนิพพาน เราปรารถนาสิ่งใดในเรื่องของธรรมะเราก็ได้ความแจ้ง ได้รับความชัดเจนจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ อันนี้เรียกว่าท่านอุทิศตนให้แก่พวกเราทั้งหลายเป็นสะพานให้เราได้ไต่เต้าไปถึงสวรรค์ ไปถึงพรหมโลก ไปถึงพระนิพพาน ท่านเป็นสะพานบุญให้เรา สะพานกุศล สะพานสมาธิ สะพานปัญญา ให้เรานั้นได้ไปถึงมรรคผลพระนิพพาน อันนี้ถือว่าเป็นบุคคลผู้อุทิศตนแก่พระศาสนา อุทิศตนเพื่อชุมชนโดยแท้

            บุคคลผู้เป็นใหญ่ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนทั่วประเทศ ทั่วโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ทรงตรัสว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงก็คือบุคคลผู้ยกจิต วิญญาณของชนทั้งหลายทั้งปวงออกจากความชั่วทั้งหลายทั้งปวง ยกจิตวิญญาณของคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้ขึ้นจากหล่ม คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง คือมิจฉาทิฏฐิ คือตัณหา คืออุปาทานทั้งหลายทั้งปวง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ด้วยความโกรธ ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ด้วยความโลภ ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ด้วยฤทธิ์ ด้วยเดช ด้วยอานุภาพต่างๆ แต่เป็นการยิ่งใหญ่ด้วยธรรมะ ด้วยคุณธรรม เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม ทั้งหลายทั้งปวง

            พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อความสุขแก่มวลชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ พระสงฆ์สามเณรที่มาสู่วัดพิชโสภารามรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผลัดกันมาเชยชมบารมี ผลัดกันมารับเอามรดกธรรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นรุ่นแล้วรุ่นเล่ามา ก็นับเป็น ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปีแล้ว อายุบวชของหลวงพ่อท่านก็ประมาณเกือบ ๗๐ ปีแล้ว ท่านก็เผยแผ่อุทิศตนให้แก่พระศาสนาก็ประมาณนั้น

            ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงที่มาจากใกล้ที่มาจากไกล มาจากเหนือ มาจากใต้ มาจากตะวันออก ตะวันตก กลาง ต่างๆ มาแล้วก็มาเชยชมบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาแล้วก็มาศึกษาการรักษาศีล การเจริญสมาธิ การเจริญภาวนา เกิดศรัทธาก็โปรยทานในพระพุทธศาสนารุ่นแล้วรุ่นเล่า นี้เรียกว่ามารับเอามรดกธรรม นี้การเผยแผ่พระศาสนาขยายตัวเป็นวงกว้างในลักษณะอย่างนั้น ท่านจึงชื่อว่าอุทิศตนทั้งชีวิตนั้นเพื่อพระพุทธศาสนา อุทิศตนทั้งชีวิตนั้นเพื่อมวลชนทั้งหลายทั้งปวงโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย โดยไม่เห็นแก่ความเมื่อยล้า โดยไม่เห็นแก่ความลำบากยากเย็น ถึงสังขารจะมีอายุถึง ๘๐ ปี พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังไปตลาด ไปหาผักหาหญ้า ไปหาของมาเลี้ยงลูกพระ ลูกเณร เลี้ยงปะขาว เลี้ยงแม่ชี โดยที่ไม่มีการบ่นว่าลำบากอย่างโน้น ลำบากอย่างนี้

            ตั้งแต่กระผมอาตมภาพได้อยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นผู้มี นิสมฺม กรณํ เสยฺโย เป็นผู้ใคร่ครวญดีแล้วจึงทำ จึงพูด จึงคิด เพราะฉะนั้นท่านจึงมิได้ปริปาก ความเหนื่อย ความยาก ความลำบากในการเลี้ยงลูกศิษย์ ลูกหา ทำไมท่านจึงไม่ปริปาก ในการบ่น ในการเหนื่อย ในการยาก ในการลำบาก ในภาระหน้าที่ของท่าน เพราะว่านั้นแหละเป็นหน้าที่ของท่าน ท่านเกิดมาไม่ใช่เกิดมาเป็นผู้ตาม แต่ท่านเกิดมาเป็นผู้นำของสังคม ท่านมีบุญบารมีเกิดมาเป็นผู้นำของสังคม เกิดมาเป็นครู เป็นอาจารย์ ของพระ ของเณร ของญาติ ของโยมโดยแท้ เรียกว่าเกิดมาเพื่อที่จะมาสืบทอดพระศาสนาโดยตรง

            การที่ท่านได้ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุน ช่วยเลี้ยงพระเลี้ยงเณรนั้นท่านยังไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่ครั้งเดียว อาตมาอยู่กับท่านตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒,๒๕๓๓ มาอยู่กับท่านก็ใกล้ชิดพอสมควร จนท่านแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาส การแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าอาวาสก็ไปขอคืนตั้งหลายครั้ง แต่ท่านก็ไม่ให้คืน

            สิ่งเหล่านี้ก็แสดงว่า ท่านได้สอน ได้ทำให้เราดู แล้วท่านก็เคยให้รับภาระในการซื้ออาหารต่างๆ ทั้งๆ ที่ปัจจัยไม่มีสักบาท แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะบอกว่า “นับแต่นี้ไป ไปซื้ออาหารมาถวายพระสงฆ์ สามเณร เลี้ยงดูพระสงฆ์ สามเณร” ท่านไม่ได้ถามว่า เราเอาปัจจัยมาจากไหน เรามีปัจจัยสักบาทไหม ท่านไม่บอก ทำไมท่านไม่บอกทั้งๆ ในขณะนั้นก็ไม่มีเงินสักบาท แต่ท่านได้กล่าวอย่างนั้น เพราะท่านใช้ นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ใช้ปัญญาญาณ ใช้บารมี ความรู้ข้างในของท่านนั้นพิจารณา ก็สามารถที่จะรับภาระเลี้ยงพระเลี้ยงเณรได้ประมาณ ๒ ปี แต่อาตมาได้ดูแลถึง ๒ ปีนั้นก็มีความลำบากอยู่พอสมควร เพราะเราต้องวิ่งไปวิ่งมา วิ่งมาวิ่งไป ออกจากวัดแล้วต้องมีของกลับมาใส่โรงครัว ฝนจะตก แดดจะออก เงินไม่มีก็ต้องหาของมาให้ได้ซึ่งเป็นภาระที่เราได้รับรู้ว่าเราทำแค่นิดเดียว แค่เม็ดดิน เม็ดทราย แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทำมาตลอดชีวิต คิดดูซิว่าสังขารวัย ๘๐ ปีวิ่งไปวิ่งมานั้นจะเกิดความลำบากขนาดไหน เราอายุแค่ ๔๕ ปี ๔๖ นี้ก็ลำบากถึงขนาดนี้ ถ้าเราคิดความเสียสละของพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว เรานั้นไม่ควรบ่นในการที่ประพฤติปฏิบัติธรรม เราไม่ควรบ่นในการเสียสละถึงส่วนรวมเราเอาพระเดชพระคุณท่านเป็นเนติ เป็นแบบอย่าง เราก็จะได้รับอานิสงส์ คือ บุญ บารมี จิตใจของเราก็เข้มแข็ง

            คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมบางท่านบางคนทุกวันนี้ มาประพฤติปฏิบัติธรรมหน่อยหนึ่ง อาหารมันไม่สมบูรณ์ก็บ่นแล้ว มันร้อนหน่อยหนึ่งก็บ่นแล้ว ไม่มีพัดลมก็บ่นแล้ว ยุงกัดนิดหนึ่งก็ทนไม่ไหวอยากจะกลับไปบ้าน อยากจะกลับไปพักผ่อนหลับนอนสบาย ก็พรากจากคุณงามความดี คณะครูบาอาจารย์ของเราก็เหมือนกัน แต่ก่อนโน้นเสียสละกัน แต่ทุกวันนี้ลำบากนิดลำบากหน่อยบางครั้งก็ถอย บางครั้งก็ไม่สู้ บางครั้งก็บ่นอย่างโน้นอย่างนี้ อันนี้เป็นลักษณะของจิตที่ยังไม่ได้อบรม เรายังไม่ได้เอาพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นเป็นประธานเป็นตัวอย่าง

            ขอให้พวกเราทั้งหลายคิดว่า กว่าที่จะมาเป็นหลวงพ่อพระราชปริยัตยากร ไม่ได้มาเป็นเพราะคนอื่นสั่งให้เป็น คนอื่นมาทำให้เป็น แต่ที่ท่านได้มาเป็นพระราชปริยัตยากรนั้นก็เพราะบารมีของท่าน คุณงามความดีของท่าน ที่ท่านได้ฝังไว้ในจิตในใจของลูกศิษย์ลูกหา ฝังไว้ในใจของคณะสงฆ์ ฝังไว้ในใจของพระมหาเถระทั้งหลายทั้งปวง มีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ตลอดถึงมหาเถรสมาคมต่างๆ ได้หยั่งรู้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นเป็นผู้มีคุณงามความดีแท้จริง เป็นเพชรจริง เป็นเพชรที่เจียระไนที่สดสวยงดงามแล้ว แล้วก็สอนวิธีเจียระไนนั้นให้แก่ศิษยานุศิษย์ แล้วก็ไปเผยแผ่ในสถานที่ต่างๆ

            วัดพิชโสภาราม หรือว่าบ้านแก้งเหนือนั้นเป็นวัดชนบท เป็นวัดบ้านนอก แต่การสอนธรรมะนั้นเป็นระดับด็อกเตอร์ บางครั้งบางคราววัดที่อยู่ในตัวเมืองที่เจริญรุ่งเรือง อาจจะเจริญด้วยวัตถุ อาจจะเจริญด้วยเสนาสนะ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวด้วยน้ำ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยศรัทธา ญาติโยมทั้งหลายได้โปรยทานในวัดนั้นๆ แต่การศึกษาธรรมะอาจจะเป็นชั้นอนุบาล หรือว่าอาจจะเป็นชั้นปฐม หรือว่าอาจจะเป็นมัธยม อันนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าการศึกษาธรรมะในเรื่องมรรค เรื่องผล เรื่องพระนิพพานนั้นมันเป็นบารมี

            การที่จะสอนมรรค สอนผล สอนพระนิพพาน ตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมานั้น ถ้าบุคคลไม่มีบารมีอยากจะทำอย่างไร อย่างไรก็ทำไม่ได้ บางรูปบางท่านเป็นถึงเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เป็นถึงกับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ก็ยังไม่สามารถที่จะตั้งสำนักปฏิบัติธรรมได้ ไม่ใช่ว่าตั้งสำนักปฏิบัติธรรมไม่ได้ คือตั้งได้ แต่ความบริบูรณ์ในเรื่องมรรคเรื่องผลนั้น ไม่เกิดขึ้นมา มีแต่ลักษณะของสำนัก ก็คือมีแต่วัตถุ มีแต่อาราม มีแต่พื้นดิน มีแต่ศาลา มีแต่อาคาร มีแต่ชื่อวัดโน้นวัดนี้ แต่ตัวสำนักปฏิบัติธรรมจริงๆ คือ ปฏิปทาให้ถึงมรรคถึงผลถึงพระนิพพานได้นั้นไม่ปรากฏในสถานที่ต่างๆ การประพฤติปฏิบัติธรรมให้ถึงมรรคถึงผลนั้นจึงมีน้อยในประเทศไทยของเรา ไม่ใช่ว่าที่อื่นไม่มี มีเหมือนกันแต่มีน้อย

            สำนักที่จะยังพุทธบริษัททั้งหลายทั้งปวงนั้นให้ตัดความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติ นำพาพุทธบริษัททั้งหลายนั้นข้ามกระแสน้ำ คือกามคุณ ตัดกงจักรแห่งสังสารวัฏคือการเวียนว่ายตายเกิดได้นั้น ก็คือวิปัสสนากรรมฐาน คือมรรคคือผลนั้นเป็นของเป็นไปได้ยากถ้าบุคคลใดไม่มีบารมีจริงๆ แล้วก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาจากบารมีที่แท้จริง เราคิดดูในประวัติของคณะสงฆ์อุบลราชธานี ในประวัติคณะสงฆ์ของอำนาจเจริญ ในประวัติคณะสงฆ์ของมุกดาหาร ของนครพนม สกลนคร ตลอดถึงยโสธร ศรีสะเกษ บุรีรัมย์อะไรทำนองนี้ เราพิจารณาดูสำนักไหนที่สอนกรรมฐานเปล่งวาจาว่าให้ถึงมรรคถึงผลถึงพระนิพพานนั้นเป็นของหายาก อย่ากล่าวเลยว่าในอดีตเป็นของหายาก ต่อไปในอนาคตก็เป็นของหายาก

            พวกเราทั้งหลายได้มาสู่สำนักปฏิบัติธรรมวัดพิชโสภาราม เป็นวัดภูธร วัดชนบท วัดบ้านนอก แต่เราก็อย่ามองไปที่วัตถุจนเกินไป อย่ามองไปที่เสนาสนะความเป็นอยู่จนเกินไป เรามองที่ตัวของศาสนาก็คือ ตัวธรรมะ เรามองไปอยู่ตรงนั้น ถ้าเรามองไปที่วัตถุ มองไปที่เสนาสนะเราก็จะน้อยเนื้อต่ำใจ เสนาสนะก็ไม่สะดวกก็ไม่สบาย ผู้คนก็แออัด เสียงก็อึกทึกครึกโครม ไม่รู้ว่าเสียงอะไรต่อมิอะไร ไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัยอะไรทำนองนี้ บางรูปบางท่านบางคนที่เคยอยู่ในเสนาสนะป่าอันสงัด มาเจอในลักษณะอย่างนี้แล้ว บางครั้งก็อาจจะปวดเศียรเวียนเกล้า อาจจะเกิดอาการเบื่อ ท้อแท้ อะไรทำนองนี้

            แต่ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว ที่ไหนเจริญที่นั้นคนก็มาก ทำไมคนจึงมาก เพราะที่นั้นมันเจริญ ที่นั้นมันมีประโยชน์ ทำไมคนจึงอยู่ในที่นั้นมาก ก็เพราะว่าที่นั้นมันมีดี ถ้าที่นั้นมันไม่มีดี คนมันจะอยู่มากทำไม คนแต่ละคนมีปัญญามากจะตายไป เมื่อไม่มีดีแล้วคนทั้งหลายทั้งปวงจะมารวมกันทำไม ในสถานที่ไหนที่มีคนรวมกันจำนวนมากก็แสดงว่าที่นั้นมันมีดี แต่เราจะหาดีในที่มีดี ที่มีคนจำนวนมากนั้นอย่างไร อันนั้นมันเป็นปัญญาของเราทั้งหลายที่จะต้องสอดส่อง ที่จะต้องเรียนรู้ ที่จะต้องเสาะแสวงหา ที่จะมีอุบายเข้าไปเก็บเกี่ยวเอาความดีในสถานที่นั้นๆ

            เหมือนกับในทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งที่อยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นท่านกล่าวว่ามีไข่มุกอันสดสวยงดงาม มีไข่มุกอันล้ำค่า มีไข่มุกอันตีราคาไม่ได้ หรือว่ามีราคาสูงส่ง ตีราคาไม่ได้ เราจะดำเอาไข่มุกในทะเลอันกว้างขวางนั้นยากอย่างไร ด้วยอุบายอย่างไร ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายนั้นได้ใช้สติ ใช้ปัญญา พิจารณาว่าเรามาสู่สถานที่แห่งนี้เราก็ควรที่จะเน้นธรรม ถ้าเราเน้นธรรมะแล้ว ยืนก็จะสบายใจ นั่งก็จะสบายใจ นอนก็จะสบายใจ แม้เราฉัน เรารับประทานอาหารก็จะสบายใจ เพราะอะไร เพราะว่าเรายืนด้วยธรรมะ เราเดินด้วยธรรมะ เรานั่งด้วยธรรมะ หรือว่าเราฉันด้วยธรรมะ นี่ถ้าเราปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้น

            ขอให้ญาติโยมทั้งหลายได้ใคร่ครวญ ว่าเรามาสู่สถานที่แห่งนี้เพื่อประพฤติปฏิบัติ การประพฤติปฏิบัติเพื่อน้อมถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ต่างรูปต่างท่านก็มีศรัทธา คนโน้นก็มีศรัทธา คนนี้ก็มีศรัทธา หลวงลุงก็มีศรัทธา หลวงน้าก็มีศรัทธา หลวงปู่ก็มีศรัทธา พระครูก็มีศรัทธา เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะอำเภอต่างๆ เจ้าคณะอำเภอต่างๆ ก็มีศรัทธา ญาติโยมคนใกล้คนไกลก็มีศรัทธา เมื่อเรามีศรัทธาแล้ว ต่างคนต่างก็มีศรัทธาแล้วเราควรหลอมศรัทธาทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นอันเดียวกัน เรียกว่าหลอมศรัทธาของเราที่มีความเชื่อมั่นต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้นให้เป็นอันเดียวกัน ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน มีความเห็นเป็นอันเดียวกัน ทำวัตรร่วมกัน แผ่เมตตาร่วมกัน เจริญภาวนาร่วมกันน้อมบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่เราบำเพ็ญมานั้นแล้วถวายแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ

            พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยกล่าวครั้งหนึ่งแต่ก่อนโน้นยังไม่มีการมอบบุญกุศลในลักษณะอย่างนี้ แต่ในสมัยหนึ่งในสมัยนั้นเป็น พ.ศ. ๒๕๓๙ หลวงพ่อพระครูภาวนากิจจาทรได้มาจำพรรษาที่วัดพิชโสภารามเป็นปีสุดท้าย เป็นปีที่ ๗ ของท่านที่มาจำพรรษาที่วัดพิชโสภาราม ส่วนกระผมก็เป็นปีที่ ๖ หรือปีที่ ๗ นี้แหละ ก็ได้จำพรรษาอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พอดีประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วก็เกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก แล้วก็คิดว่าอยากจะทำบุญน้อมถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็พากันตั้งสังฆทานกองบวช กองสังฆทานขึ้นจากศิษยานุศิษย์ทั้งหลายทั้งปวง จากญาติจากโยมมารวมกันหลังจากตั้งกองสังฆทานขึ้นแล้วก็นิมนต์สงฆ์ทั้งหมดทั้งปวงนั้นแหละเป็นผู้รับสังฆทาน ถวายสังฆทานนั้นให้แก่สงฆ์ แล้วก็น้อมบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงนั้นมอบถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตารับเอาบุญกุศลนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสาธุการเอา

            พอพระท่านให้พรเสร็จพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็กล่าวสัมโมทนียคาถาว่า การทำบุญในลักษณะอย่างนี้เหมือนกับให้ของที่เป็นทิพย์ ได้พลังทันที เรียกว่าไม่ใช่อาหารที่เราทานแล้วอาหารที่มันย่อย กว่าที่มันจะให้พลังไม่ใช่ เราน้อมบุญถวายนั้นเหมือนกับให้ของที่เป็นทิพย์ บุญนั้นสำเร็จกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทันที ขอให้ลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายทั้งปวงนั้นจำเอา การทำบุญในลักษณะอย่างนี้ไว้ ต่อไปให้ดำเนินการในลักษณะอย่างนี้ สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านกล่าวไว้ยังก้องอยู่ในจิตในใจของกระผมอาตมภาพ เวลามาทำบุญทำทานไหว้พระทำวัตรสวดมนต์เรามอบบุญกุศลให้แก่ท่าน ท่านสาธุการเอาบุญทั้งหมดทั้งปวงนั้นก็สำเร็จแก่ท่าน เหมือนกับเราถวายของอันเป็นทิพย์ ของอันเลิศ ของอันประเสริฐ เราจะทำอะไรๆ ถวายท่านก็ไม่เหมือนกับถวายบุญกุศล เพราะบุญกุศลนั้นเป็นของสำเร็จรูป เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง ทำให้ท่านมีอายุยืนยาวนานทันที เรียกว่าเป็นบุญต่อบุญทันที บุญเพิ่มบุญทันที บุญก็หนุนบุญกันทันที นี้เป็นลักษณะที่พวกเราทั้งหลายนั้นเมื่อระลึกนึกถึงในลักษณะอย่างนี้แล้วเราจะมาสืบธาตุ สืบขันธ์ สืบอายตนะ สืบอินทรีย์ สืบชีวิตของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เราก็ต้องมอบบุญ มอบกุศล มอบบารมี ในลักษณะอย่างนี้

            แต่ถ้าเราไม่ใคร่ครวญให้ละเอียด ไม่ใคร่ครวญให้สุขุมคัมภีรภาพจริงๆ แล้วเราก็จะไม่เข้าใจในลักษณะอย่างนั้น แต่เมื่อเราพิจารณาแล้วพิจารณาอีก เราก็จะเข้าใจว่าธาตุขันธ์ทั้งหลายทั้งปวง ชีวิต อินทรีย์ของสัตว์ของคนทั้งหลายทั้งปวงจะตั้งอยู่ได้ ชีวิตอินทรีย์ของมนุษย์ของเทวดาของพรหมทั้งหลายทั้งปวงจะตั้งอยู่ได้ก็ต้องอาศัยบุญ มีที่ไหนที่บุญหมดแล้วยังไม่ตายไม่มี นี้เราพิจารณาดูอ่านพระไตรปิฎก เทวดาที่จะจุติจากสวรรค์ต้องเกิดบุพนิมิต ๕ ประการ มีอาสนะร้อน ที่ปูที่นั่งนั้นหยาบ วิมานอะไรก็แข็งกระด้าง อาภรณ์คือเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ต่างๆ ก็หยาบ ก็กระด้าง ผิวพรรณก็เศร้าหมอง ผิวพรรณของเทวดาก็ไม่ผ่องใส เหงื่อก็ออกจากรักแร้ ดอกไม้ทิพย์ก็เหี่ยวเฉา นี้เป็นบุพนิมิต ๕ ประการของเทวดาที่จะจุติจากสวรรค์ บ่งบอกถึงว่าความสิ้นบุญ ความหมดบุญ หลังจากนั้นก็หายแวบไป เทวดาจุติจากสวรรค์ก็เหมือนกับการดับแสงเทียน การดับไปย่อมไม่มีซากศพปฏิกูล ย่อมไม่มีซากศพเน่าเปื่อยให้เป็นที่อุจาด ให้เป็นที่เหม็น ให้เป็นที่เกิดเชื้อโรคอีกต่อไป เหมือนกับแสงไฟมันดับไปไม่รู้ว่าไฟมันไปอยู่ที่ไหน มันดับไปแล้ว เทวดาที่ไปจุติบนสวรรค์ก็เหมือนกันเวลาดับจากสวรรค์ก็เหมือนกับแสงไฟมันดับแวบไป นี้ในลักษณะอย่างนี้เพราะอะไร เพราะบุญมันหมด เหตุสืบต่อแห่งสวรรค์ก็คือบุญกุศลเมื่อบุญกุศลไม่มีเทวดาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ก็ต้องอันตรธานคือต้องหายไป เมื่อบุญยังมีอยู่ตกน้ำก็ไม่ไหลตกไฟก็ไม่ไหม้ ช้างเหยียบก็ไม่ตาย รถชนก็ไม่ตาย เขามาลอบยิงก็รอดได้ปาฏิหาริย์ หนักๆ เข้าเครื่องบินตกก็ยังรอด

            เราจะเห็นว่ามีข่าวหนังสือพิมพ์เวลาเครื่องบินตกมีคนรอด ทำไมมีคนรอดเครื่องบินมันบินขึ้นไปเป็นสองหมื่นฟุตสามหมื่นฟุตแล้วมันดิ่งพสุธาลงมา คิดดูซิว่าคนมันจะรอดได้อย่างไร ปาฏิหาริย์คนที่มีบุญนั้นเกิดปาฏิหาริย์ได้รอดจากการเครื่องบินตกก็มีเยอะแยะ อันนี้เป็นเพราะอะไร เพราะว่าเขานั้นยังไม่สิ้นบุญยังมีบุญอยู่ บุญก็ตามปกตามป้อง ตามคุ้มครองตามรักษาตามดูแลไม่ให้เกิดอันตรายทั้งหลายทั้งปวงขึ้น อันนี้ลักษณะของบุญมันเป็นอย่างนั้น

            พวกเราทั้งหลายที่มาร่วมประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะน้อมบุญทั้งหลายทั้งปวงนั้นถวายแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ แต่เมื่อเรามาพิจารณาแล้วให้เราพิจารณาว่าบุญอะไรที่เป็นบุญที่มีค่า บุญอะไรที่เป็นบุญที่มีอานุภาพ บุญอะไรที่จะมีประสิทธิภาพพอที่จะค้ำต้นโพธิ์ของเราไม่ให้ล้มลงไป ให้ต้นโพธิ์ของเรายืนตระหง่าน ยืนคู่วัดคู่วา คู่พระศาสนาสืบต่อไป เราจะเอาบุญอะไรเป็นตัวค้ำ เมื่อเราพิจารณาแล้วบุญที่มีค่าสูง บุญที่มีประสิทธิภาพมีพลังก็คือ บุญ คือการให้ทาน บุญคือการรักษาศีล บุญคือการเจริญสมาธิ บุญคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่าเป็นบุญที่มีประสิทธิภาพ เป็นบุญที่มีอานุภาพมาก

            ให้เราพิจารณาดูในเรื่องของท้าวสักกะที่เราได้ศึกษาในพระไตรปิฎก เรื่องท้าวสักกะ ท้าวสักกะก็คือพระอินทร์หรือว่าท้าวสหัสนัยผู้มีปัญญาคิดปัญหาต่างๆ พันหนึ่งชั่วดีดนิ้วมือเดียว เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญามากก็คือ พระอินทร์ ท่านจึงเรียกว่าท้าวสหัสนัย ชื่อว่าท้าวสักกะก็เพราะว่าพระอินทร์นั้นทำความเคารพในการให้ทาน ให้ทานด้วยความเคารพ เวลามาเกิดก็เรียกว่าท้าวสักกะผู้ให้ความเคารพในทาน ให้ความเคารพในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ เรียกว่าท้าววาสวะ ก็คือบุคคลผู้ที่ให้สถานที่พักพาอาศัยนั้นเป็นทาน หรือว่าสร้างศาลาให้เป็นทานริมทาง ให้คนได้พักพาอาศัย พอมาเกิดเป็นพระอินทร์ท่านก็เรียกว่าท้าววาสวะ มาเกิดเป็นพระอินทร์นั้นเพราะบุญกุศลที่ท่านได้สั่งสมอบรมมา

            ในคราวหนึ่งพระอินทร์องค์ปัจจุบันนี้แหละ ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่าหมดบุญ เมื่อหมดบุญแล้วพระฉวีวรรณต่างๆ มันก็เศร้าหมอง จากท้าวสักกะหนุ่มก็เป็นท้าวสักกะแก่ เมื่อเป็นท้าวสักกะแก่แล้วก็เกิดความรู้ด้วยปัญญาของพระองค์ว่า คงจะต้องจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จากปราสาทไพชยนต์ซึ่งสูง ๓๓ โยชน์ มีนางสนมกำนัน เทพอัปสรต่างๆ บริวารนั้นมากมายจะต้องจากปราสาทไพชยนต์ซึ่งสูง ๓๓ โยชน์นี้ไปก็เกิดความอาลัยอาวรณ์ ก็ปรึกษากับปัญจสิงขรเทพบุตรว่า ขณะนี้พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ที่ไหนหนอ ก็เรียกปัญจสิงขรมา เมื่อรู้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ก็ให้ปัญจสิงขรนั้นพาไปพร้อมด้วยบริวารเทพทั้งหลายทั้งปวงไปยังถ้ำนั้นให้สว่างไสว ก็เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่งนิ่งอยู่ ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า ด้วยความเคารพในพระธรรม ด้วยความเคารพในพระสงฆ์ ท้าวสักกะถึงจะมีความต้องการที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ท้าวสักกะผู้มากด้วยปัญญานั้นก็นั่งสงบนิ่งให้ปัญจสิงขรนั้นไปบรรเลงเพลง ดีดพิณเบาๆ ให้พระพุทธเจ้าท่านลืมพระเนตร ให้พระองค์ทรงมีการตรัสถามก่อนจึงจะกล้าเข้าไปกราบทูล

            เมื่อพระองค์ทรงตรัสถามท้าวสักกะแล้ว ท้าวสักกะก็กราบทูลในเรื่องที่พระองค์จะต้องจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟังท้าวสักกะนั้นตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังไปตั้งใจฟังมาท้าวสักกะนั้นก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เรียกว่าได้ถึงธรรมาภิสมัย ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นเทวดาอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ความเป็นท้าวสักกะแก่ก็หายไป ความเป็นท้าวสักกะหนุ่มก็เกิดขึ้นมาแล้วก็อยู่ครอบครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครอบครองปราสาทไพชยนต์สืบต่อมาเท่าทุกวันนี้

            อันนี้ก็ได้เป็นเครื่องให้เราเอามาเปรียบเทียบว่า ท้าวสักกะหนุ่มกลายเป็นท้าวสักกะแก่รอเวลาที่จะจุติหรือตายจากสวรรค์ เรียกว่ารอเวลามันใกล้เข้ามาแล้วรอแต่จะดับไป เรียกว่าแสงเทียนมันไหม้ลงมาจนไส้เทียนมันก็จะหมดไป ไขเทียนมันก็จะหมดไปแล้วอีกไม่นานมันก็คงจะดับไปแน่นอน แต่พอได้ฟังพระธรรมเทศนาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จากความแก่ก็กลายเป็นความหนุ่ม เพราะอะไร เพราะเพิ่มบุญ เพิ่มกุศล เพิ่มบารมี เพิ่มเดชให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง กลายเป็นพระอินทร์ที่มีเดช มีบารมี มีอานุภาพมาก มีแสงสว่างโชติช่วงชัชวาลมากกว่าเดิม เพราะไม่ใช่เป็นพระอินทร์ปุถุชนแต่เป็นพระอินทร์อริยบุคคล

            การเพิ่มบุญเพิ่มกุศลเพิ่มบารมีเพิ่มความดี ก็คือเพิ่มบุญเพิ่มกุศล ฉะนั้นคณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน ถ้าเราไม่มัวเมาในวัตถุมากเกินไปให้เราเน้นไปที่ธรรมะ ชีวิตของนักบวชนั้นจะมีค่ามาก ถ้าเราเป็นนักบวช เป็นพุทธบริษัทยังมัวเมาอยู่ในวัตถุต่างๆ แล้วก็จะทำให้เรานั้นเขวไปจากมรรคมีองค์ ๘ เขวไปจากความสันโดษ เขวไปจากธรรมอันควรบรรลุ เขวไปจากธรรมอันควรที่เราจะถึง เพราะอะไร เพราะปฏิปทาแห่งรากก็อีกแบบหนึ่ง ปฏิปทาแห่งมรรคแห่งผลก็อีกแบบหนึ่ง หนทางเดินที่จะให้เกิดลาภเป็นเอกลาภก็อีกแบบหนึ่ง หนทางเดินที่จะให้เกิดมรรคเกิดผลก็อีกแบบหนึ่ง นี้มันสวนทางกัน

            การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้เรานั้นจงเน้นธรรมะ ให้เราพิจารณากรณียกิจ ๔ กับอกรณียกิจ ๔ ที่พระองค์ทรงตรัสไว้พระภิกษุผู้ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้บวชเข้ามาด้วยกันทุกท่าน บวชเข้ามาด้วยกันทุกคน บวชเข้ามาแล้วย่อมได้ฟังกรณียกิจ ๔ อกรณียกิจ ๔ ด้วยกันทั้งนั้น กรณียกิจ ๔ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงนั้นกระทำร่วมกัน คือตรัสเป็นคำสั่ง เป็นพระธรรม สั่งให้ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงนั้นประพฤติตามกรณียกิจ ๔ ทุกรูป ทุกท่าน ทุกคน จะเป็นพระเถระ เป็นพระนวกะ หรือว่าเป็นพระปฏิบัติ เป็นพระปริยัติอะไรต่างๆ ก็ต้องประพฤติตามกรณียกิจทั้ง ๔

            กรณียกิจทั้ง ๔ คือ

          ๑.  บิณฑบาตเป็นวัตร

          ๒.  อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร

          ๓.  นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

          ๔.  ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

            แต่ละข้อนั้นเป็นธรรมที่สันโดษ เป็นธรรมที่เรียบง่ายเป็นสิ่งที่ปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คิดดูซิว่าบิณฑบาตเป็นวัตร เราอยากร้อนก็ได้เย็น อยากเย็นก็ต้องได้ร้อน อยากเค็มก็ได้จืด อยากหวานก็ได้จืด อาหารที่เขาเอามาหย่อนใส่ลงในบาตรของเรานั้นไม่เป็นไปตามความประสงค์ของเรา เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ใส่ เป็นไปตามมีตามเกิดของผู้ที่เขาใส่บาตร เป็นไปตามศรัทธาที่เขาได้เลื่อมใสแล้วใส่ลงไป จึงตัดปัญหาในเรื่องอยากฉันโน้น อยากฉันนี้ อยากฉันดี อยากฉันเลิศ ก็เป็นอันตัดไป นี้พระองค์ทรงตรัสเรื่องการฉันอาหารนั้นให้หมดไปแล้ว ให้ตัดขาดออกไปจากจิตจากใจของเราแล้ว คือผู้บวชเข้ามาในพระศาสนานั้นอย่าไปคิดเรื่องฉัน นี้พระองค์ทรงวางกรณียกิจทั้ง ๔ นั้นไว้ให้เราคิดแล้ว การมัวเมาในเรื่องการฉันนั้นจึงหมดไปจากใจของภิกษุผู้บวชในพระศาสนา

            เมื่อเรามาพิจาณาอีกข้อหนึ่งก็คือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร การอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตรก็เพื่อที่จะไม่ให้เรายึดถือในเสนาสนะอันใหญ่โต รโหฐานว่า เสนาสนะอันใหญ่โต รโหฐานนี้แหละเป็นที่บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นที่เสพสุข เป็นที่สบายของพระภิกษุสามเณรนั้นเพื่อที่จะทำลายความคิดของคนในลักษณะอย่างนี้ให้สิ้นไป ให้คิดว่าการอยู่โคนต้นไม้นี้แหละเป็นกรณียกิจที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส พระพุทธเจ้าทรงบรรลุธรรม สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้ากิเลสขาดจากอาสวะทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่โคนต้นไม้นี้แหละ เพื่อที่จะให้ภิกษุทั้งหลายนั้นปล่อยวางวัตถุธรรมทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับการหยั่งรู้อนาคตของพระพุทธเจ้า ว่าในสมัยอนาคตกาลภิกษุจะมากด้วยอาคาร มากด้วยกุฏิวิหารใหญ่โต รโหฐาน ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะไปหมกมุ่นมัวเมากับสิ่งเหล่านั้นเกินไป พระองค์จึงตรัสในลักษณะอย่างนี้ไว้ อันนี้เรียกว่าเป็นผู้มีพระปรีชาญาณอย่างแท้จริง ทำให้ภิกษุผู้ที่อยากจะพ้นทุกข์นั้นต้องไปแสวงหาสถานที่ต่างๆ ได้ อาคารต่างๆ ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นเราใช้ประโยชน์ก็เป็นเหตุอำนวยความสะดวกให้แก่เราในการประพฤติปฏิบัติธรรมง่ายๆ ได้สะดวก ได้ดี ได้บรรลุมรรคผล แต่การอยู่โคนต้นไม้ก็บรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน นี้พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสในลักษณะอย่างนั้น ไม่ให้เรามัวเมาจนเกินไป

            ที่ท่านว่านุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ก็เพื่อให้เรานั้นไม่หลงใหลในการนุ่งห่มเกินไป โดยเฉพาะทุกวันนี้มีผ้าจีวรมากมาย สีเหลืองก็มี สีแดงรุ่งอรุณก็มี สีพระราชทานก็มี สีกลักเขียวก็มี สีกลักแก่นขนุนก็มี อะไรทำนองนี้มากมาย พระพุทธเจ้าทรงไม่ตรัสว่าอย่างโน้นอย่างนั้น แต่ให้เป็นผ้าบังสุกุล คือผ้าไม่ได้ซื้อมาด้วยซ้ำ เป็นผ้าที่เขามาบังสุกุลที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ ผ้าบังสุกุลก็คือผ้าที่เปื้อนฝุ่น เปื้อนธุลีต่างๆ เอามาซักมาย้อมมาเย็บอะไรต่างๆ แล้วก็เป็นผ้าห่ม ไม่ได้เป็นผ้าห่มเพิ่มความสวยความงาม ทุกวันนี้ก็มีผ้าไหมราคาเป็นหมื่น ราคาเป็นสองหมื่นกว่า ที่โยมเค้ามาถวายกัน คณะครูบาอาจารย์บางรูปท่านอาจจะพอใจในสิ่งเหล่านั้น ถ้าพอใจในผ้าจีวรก็เหมือนกับพระติสสะ พระติสสะพอใจในผ้าจีวรผลสุดท้ายก็ไปเกิดเป็นเล็น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านทรงไม่ให้เราหลงใหลในกายตน ลักษณะอย่างนี้มากมาย

            ประการสุดท้ายก็คือ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เพื่อที่จะยังอัตภาพให้เป็นไป เกี่ยวกับการเดิน การนั่ง ทำให้ท้องถ่ายสะดวก ทำให้การนั่งไม่ปวดแข้งปวดขา เป็นอุปการะในการเจริญภาวนา เดินจงกรมนั่งภาวนาเพื่อที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน พระองค์ทรงตรัสยาดองด้วยน้ำมูตรเน่านั้น เป็นยาประกอบในการประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมนั่งภาวนาไปเรื่อย แล้วก็ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ก็จะทำให้บุคคลนั้นไม่ท้องอืด ถ่ายสะดวก เลือดลมเดินสะดวก การนั่งภาวนาก็ไม่เป็นเหน็บชา ไม่ปวดแข้งปวดขา อันนี้เป็นยาคิลานะที่เพียงพอต่อการประพฤติปฏิบัติ เพียงพอต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน เรียกว่าเป็นความสันโดษในเรื่องยารักษาโรค องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสกรณียกิจไว้ในลักษณะอย่างนั้น ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยม ผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ขอให้พวกเรานั้นตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อน้อมเป็นอาจริยบูชาแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อในวันที่ ๘ ฉะนั้นอาตมภาพได้กล่าวธรรมะมาเป็นเวลาพอสมควร ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายขยับขยายคลายอิริยาบถ กำหนดออกเพื่อเตรียมตัวแผ่เมตตาในลำดับต่อไป.