ผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่

ผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(วันที่ ๙ ม.ค. ๖๕)

            คณะครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกรูปทุกท่านทุกนาม การที่เราทั้งหลายทั้งปวงได้เสียสละการงานต่างๆ เสียสละเวลา เสียสละหน้าที่ที่เราจะต้องได้ทำภาระธุระในทางโลก ได้มาบวชในพระพุทธศาสนา ถือว่าเราเป็นผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเสียสละจากการมีครอบครัว แทนที่เราจะไปมีครอบครัวมีสามีมีภรรยาก่อร่างสร้างเรือน เราก็สละสิ่งเหล่านั้นออกไปเสีย

         นอกจากนั้นเรายังสละหน้าที่การงานที่จะก่อให้เกิดเงินเกิดทองเกิดทรัพย์สิน เกิดจตุปัจจัยต่างๆ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นเราก็สละออกไปเสีย สละออกจากกองโภคะทั้งหลายทั้งปวง สละจากเรือกสวนไร่นา สละจากบ้านช่องเรือนชาน สละจากธุรกิจการงานต่างๆ

         นอกจากนั้นเรายังสละรูป สละเสียง สละกลิ่น สละรส สละสัมผัสต่างๆ ออกไป คือแทนที่เราจะแสวงหารูปอันน่าใคร่น่าชอบใจ แสวงหาเสียงอันน่าใคร่น่าชอบใจ แสวงหากลิ่นหารสหาสัมผัสอันน่าใคร่น่าชอบใจ แต่ว่าเราทั้งหลายทั้งปวงก็สละสิ่งเหล่านั้นออกไปเสีย นี่เรียกว่าเราเป็นผู้สละอันยิ่งใหญ่นะ

         เพราะฉะนั้น การบวชในพระพุทธศาสนาของเรานั้นจึงถือว่าเป็นการบวชที่มองเห็นประโยชน์อันยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้ ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงมองเห็นความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร มองเห็นความไม่เที่ยงแท้แห่งทรัพย์สมบัติต่างๆ ดังที่ ตอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราพระองค์จะออกบวช โดยมีม้ากัณฑกะเป็นพาหนะ ขณะที่พระองค์จะทรงออกบวชนั่นแหละ พญามารชื่อว่าวสวัตดีมาร ได้มายืนห้ามว่า ช้าก่อน ขอพระองค์อย่าเพิ่งเสด็จออกบวชเลย พระองค์รู้ไหมว่า อีก ๗ วันข้างหน้า พระองค์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต พระองค์จะมีพระราชาร้อยเอ็ดประเทศเป็นบริวาร จักรแก้วก็ดี นารีแก้วก็ดี ขุนคลังแก้วก็ดี ช้างแก้วก็ดี ม้าแก้วก็ดี ก็จะปรากฏแก่พระองค์ภายใน ๗ วันนี้ ขอพระองค์อย่าเพิ่งออกบวชเถิด พระองค์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว

         องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสกับพญามารว่า ดูก่อนมาร แม้เราก็รู้อยู่ว่า อีก ๗ วัน เราจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีช้างแก้ว มีนารีแก้ว มีขุนคลังแก้ว มีม้าแก้ว ตลอดถึงจักรแก้วอันประเสริฐ มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตขัณฑสีมา แม้เราก็รู้อยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ บุคคลผู้เสวยทรัพย์สมบัติตามที่มารกล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังไม่พ้นไปจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ดูก่อนมาร เราจะออกบวช พุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสงนั้นนะ มารนั้นเอาทรัพย์สมบัติมาล่อ บอกว่าอีก ๗ วันพระองค์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว จะได้ของวิเศษต่างๆ มากมาย พระพุทธเจ้าของเราซึ่งเป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้ มีพระบารมีแก่กล้า มีพระญาณแก่กล้าแล้ว มองเห็นว่าสมบัติทั้งหลายทั้งปวงนั้นน่ะ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เป็นของไม่เที่ยง เป็นของอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้

         นอกจากนั้นพระพระองค์ยังตรัสว่า แม้บุคคลเสวยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมากมาย บุคคลผู้เสวยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็ไม่สามารถพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ คือไม่สามารถพ้นไปจากความโกรธ ไม่สามารถพ้นไปจากความโลภ ไม่สามารถพ้นไปจากความหลงได้ ดูก่อนมาร เราจะออกบวช นี่พระหฤทัยคือจิตใจของพระองค์นั้นมีความแน่วแน่ต่อการบวช เพราะพระองค์ทรงมองเห็นประโยชน์ของการบวชด้วยปัญญาอันชัดแจ้งของพระองค์แล้ว

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงผู้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราก็ควรที่จะมีปณิธานอันแน่วแน่ในการบวชของเรา

         นอกจากนั้น ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกบวชนั้น พระองค์ก็ทรงพิจารณาเห็นเทวทูตทั้ง ๔ เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย เห็นสมณะผู้มีอินทรีย์อันสงบ พระองค์ทรงเห็นเทวทูตทั้ง ๔  พระองค์ทรงพิจารณาคนแก่ ว่าทุกคนก็ต้องแก่ ไม่มีใครจะก้าวล่วงความแก่ไปได้  ชีวิตของทุกคนถูกความแก่นั้นครอบงำนะ คือทุกคนต้องบ่ายหน้าไปสู่ความแก่ ปีวันผ่านไปเราก็ต้องใกล้ความแก่ไปทุกขณะทุกขณะ หรือว่าเราแก่อยู่ทุกวินาที ทุกนาที เรียกว่า ชราปกปิด เรียกว่า ปฏิจฉันนชรา มันแก่ทุกขณะทุกวินาที เราไม่รู้นะว่าเราแก่ แต่ว่าเวลามันผ่านไปเป็น ๑ ปี ๒ ปี เรามาส่องกระจกดู โอ เรานี่มันแก่ถึงขนาดนี้แล้ว นี่มันเป็นลักษณะอย่างนั้นนะ เซลล์ของเราเนี่ยมันแก่ไปมันตายไปทุกขณะๆ

         เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมาจึงล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ พุทธเจ้าพระองค์ทรงทราบชัดสิ่งนี้ด้วยจิตด้วยใจของพระองค์เอง แม้แต่ตัวของพระองค์เองก็จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ พระราหุลก็ดี พระนางพิมพาก็ดี พระเจ้าสุทโธทนะก็ดี ก็ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ นี่พระองค์ทรงพิจารณาอย่างนี้นะ ก่อนที่พระองค์จะออกบวช

         นอกจากนั้นก็พิจารณาเห็นความเจ็บ ว่าคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะล่วงพ้นความเจ็บไปไม่ได้ คือเกิดมาแล้วก็ต้องเจ็บ ทุกคนบ่ายหน้าไปสู่ความเจ็บ บ่ายหน้าไปสู่ความเจ็บป่วยนะ ทุกคนที่เกิดมาจะไม่เจ็บไม่ป่วยไม่มีนะ ช่วงที่เราไม่เจ็บไม่ป่วย เราอย่าคิดว่าเราไม่เจ็บไม่ป่วยนะ ความเจ็บความป่วยมันซ่อนอยู่ในร่างกายของเรานี่แหละ เพราะฉะนั้น ชีวิตทุกชีวิตเนี่ย บ่ายหน้าไปสู่ความเจ็บความป่วย ความชราความคร่ำคร่า นี่มันน่าสลดสังเวชใจไหม ลองนึกดูสิ ชีวิตของเราทุกคนเนี่ย  วันหนึ่งเราก็ต้องนอนเกลือกมูตรคูถ เจ็บไข้ได้ป่วยนอนครวญคราง สักวันหนึ่งผมของเราต้องขาว สักวันหนึ่งหูของเราต้องตึง สักวันหนึ่งตาของเราย่อมฟาง สักวันหนึ่งผิวพรรณของเราย่อมเหี่ยวย่นตกกระไม่น่าดูน่าชม เราพิจารณาดูแล้วมันเกิดความสลดสังเวชใจนะ ชีวิตทุกชีวิตย่อมเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมดนี่ พุทธเจ้าพระองค์ทรงพิจารณาเห็นความเจ็บ ความชราภาพเนี่ย มันก่อให้เกิดเกิดความเจ็บความป่วยอย่างนี้แล้วเนี่ย ก็เกิดความสลดสังเวชใจอยากออกบวชนะ

         นอกจากนั้นพระองค์ทรงเห็นคนตาย ทุกคนที่เกิดมาแล้วก็บ่ายหน้าไปสู่ความตาย ไม่มีคนใดคนหนึ่งที่จะรอดพ้นไปจากความตายได้ แม้แต่ชีวิตเดียวก็ไม่ มีในอดีตกาลก็ไม่เคยมีใครรอดพ้นจากความตาย ในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครรอดพ้นจากความตาย อนาคตก็จะไม่มีใครรอดพ้นจากความตายไปได้ เพราะความตายมันเป็นสัจธรรม นี่พุทธเจ้าพระองค์ทรงพิจารณานะ แม้แต่พระองค์ก็จะต้องตาย แม้ราหุล แม้นางพิมพา แม้พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพุทธบิดา ก็ต้องตาย หมู่พระประยูรญาติทั้งหลายทั้งปวง เสนาอำมาตย์ ก็ต้องตายหมด พระองค์ก็ทรงเกิดความสลดสังเวช ในเมื่อความตายมันมาใกล้แล้วเนี่ย ไม่มีสิ่งใดที่จะต้านทานความตายได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะป้องกันความตายได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะมาหลบมาซ่อน เพื่อที่จะหลีกหนีความตายได้ ไม่มี เราจะซ่อนกายกลางมหาสมุทร เราจะเข้าไปสู่ถ้ำในเหว เราจะบินไปบนฟ้า เราจะดำลงไปใต้ดิน ก็ไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากความตายไปได้แม้แต่คนเดียว ดำลงไปในน้ำเหมือนกับพวกปลาทั้งหลายทั้งปวง ก็ต้องตายเหมือนเดิม เข้าไปอยู่ในถ้ำมืดๆ เหมือนกับค้างคาว มันก็ตายเหมือนเดิม ดำอยู่ในดินเหมือนกับพวกไส้เดือนพวกสัตว์ที่อยู่ในดิน ก็ต้องตายอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ บินไปบนฟ้าเหมือนนกเหมือนพญาหงส์ เหมือนพญาเหยี่ยวต่างๆ ก็ตายเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น บุคคลหรือสัตว์ จะอยู่ ณ สถานที่แห่งใด ก็ไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากความตายไปได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงพิจารณาเห็นเทวทูตทั้ง ๓ อย่างนี้นะ

         หลังจากนั้นมาพระองค์ก็ทรงพิจารณาเห็นสมณะ มีอินทรีย์ผ่องใส มีตาทอดไปประมาณชั่วแอก มีกิริยาอาการสำรวม ไม่มีความตื่นตระหนกตกใจ มีกิริยาอันนุ่มนวลในการเดินด้วยสติสัมปชัญญะ เกิดความศรัทธา เกิดความเลื่อมใส พิจารณาว่า นี่คงจะเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในโลก คงจะเป็นวิถีทางที่จะพ้นไปจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย กระมัง นี่พระองค์ทรงพิจารณาด้วยปัญญาของพระองค์เองนะ

         หลังจากนั้นมาพระองค์ไม่มองเห็นคุณค่าของการอยู่ทางโลก เพราะว่าบุคคลผู้อยู่ทางโลก ถึงจะเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายไปอยู่วันยังค่ำ ในที่สุดชีวิตมันก็จะไม่มีอะไรเลย ชีวิตมันเริ่มต้นจากศูนย์ หลังจากนั้นเจริญเติบโตเป็นคนมีฐานะมีเงินมีทอง เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ผลสุดท้ายก็ตายลงไป กลับมาที่ศูนย์อีกเหมือนเดิมนะ ไม่มีอะไรเลย แล้วเราจะมาหลงระเริงเพลิดเพลินมัวเมาทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระไม่เป็นประโยชน์อย่างนี้ไปทำไม คือเราจะมามัวเป็นกษัตริย์ เราจะมามัวเป็นพระราชา เราจะมัวอยู่กับสิ่งเหล่านี้ไปทำไม ในเมื่อเราก็จะทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปอยู่ นี่นะ พระองค์ทรงมองเห็นข้ามช็อตเลยนะ

         บุคคลผู้หลงอยู่ในสิ่งนี้ ก็คือหลงด้วยอำนาจของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ต่างๆ หลงด้วยอำนาจของตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา จึงคิดว่าการเกิด การแต่งงาน การมีครอบมีครัว การมียศถาบรรดาศักดิ์ การมีลูกมีหลาน มีกิจการงานต่างๆ นั้นเป็นความเจริญของชีวิต

         แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่ามันเป็นของอาศัยชั่วครู่เดียว เหมือนกับความฝันนั่นแหละ ความฝันนั้น เราจะฝันว่าผีมันมาหลอก คนมันมาตามฆ่า หรือเราจะฝันว่าเราเป็นพระราชา ฝันว่าเราเป็นเศรษฐี ฝันว่าเรามีความสุขด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ความฝันทั้งร้ายทั้งดี ความฝันทั้งชอบใจและไม่ชอบใจทั้งหมดนั้น แป๊บเดียวมันก็ตื่นขึ้นมา เมื่อเราตื่นขึ้นมาความฝันมันหายไปหมด ความฝันดี ความฝันร้าย ความฝันสมปรารถนา ความฝันไม่สมปรารถนา มันก็หายไปด้วยกันหมด ชีวิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อเราย่างเข้าสู่วัยสุดท้ายแล้วนี่ คือความตาย สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดทั้งปวง จะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ จะเป็นความร่ำความรวย ทุกสิ่งทุกอย่างมันสูญไปหมดนะ คือเราเอาไปไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงมองเห็นจุดนี้ พระองค์จึงออกบวชนะ ดังที่พระองค์ทรงตรัสกับบริวารของนางวิสาขาว่า พวกเธอทั้งหลายนั้นน่ะ ถูกไฟไหม้อยู่บนศีรษะอยู่ ทำไมพวกเธอจึงมัวแต่ร่าเริง มัวแต่สนุกสนาน ทำไมพวกเธอไม่รีบดับไฟที่ไหม้อยู่บนศีรษะนั้นก่อน พระองค์ทรงตรัสกับบริวารของนางวิสาขาอย่างนี้นะ

         ขณะนี้ไฟกำลังไหม้หัวของเราอยู่ ก็คือไฟความแก่ ไฟความเจ็บ ไฟความตาย ไฟคือตัณหาทั้ง ๓ กองเป็นต้น มันไหม้ตัวของเราอยู่ ไหม้ชีวิตของเราอยู่ ไหม้หัวของเราอยู่ เรายังจะมาหัวเราะร่าเริมเพลิดเพลินอยู่ทำไมเล่า พุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้นนะ ทำไมไม่รีบดับไฟที่กำลังไหม้อยู่บนศีรษะให้มันดับไปเสียก่อน เหมือนกับว่าเรานั้นถูกไฟคือความแก่ความเจ็บความตายมันเผาอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่ามันจะเผาชีวิตของเราให้ดับสิ้นไปตรงไหน เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เรานั้นไม่ประมาทในชีวิต ให้เดินจงกรม ให้นั่งภาวนา ให้บำเพ็ญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

         เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม เรียกว่า ประพฤติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นั้นคือประพฤติเหมือนพรหมนะ พรหมนั้นไม่มีผู้หญิงผู้ชายนะ เพราะบุคคลผู้อยู่ในฌานนั้นย่อมไม่มีผู้หญิงผู้ชาย เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติ จะเป็นพระก็ดี เป็นเณรก็ดี เป็นแม่ชีก็ดี เป็นอุบาสกก็ดี เป็นอุบาสิกาก็ดี เมื่อมาถือศีล ๘ แล้วก็คือประพฤติเหมือนพรหมนะ ถือศีล ๑๐ ก็ประพฤติเหมือนพรหม ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ก็ประพฤติเหมือนพรหม คือไม่มีผู้หญิงผู้ชาย

         ไม่มีผู้หญิงผู้ชายนั้นมันเป็นบุคลาธิษฐานให้เราเห็นว่า เออ บุคคลผู้ไปเกิดในพรหมโลกเนี่ย ไม่ได้ไปเกิดด้วยความเป็นหญิง ไม่ได้ไปเกิดด้วยความเป็นชาย บุคคลผู้ไปเกิดในพรหมโลกนั้น ไปเกิดด้วยอำนาจของฌาน เพราะฉะนั้น ความปรากฏแห่งเพศหญิงเพศชายในพรหมโลกจึงไม่ปรากฏขึ้นมา เพราะพรหมโลกนั้นเป็นที่อยู่ของบุคคลผู้ได้ฌาน เพราะฉะนั้น ในพรหมโลกนั้นจึงไม่มีหญิงไม่มีชาย อันนี้เป็นบุคลาธิษฐานด้วยนะ แล้วก็เป็นสัจจาธิษฐาน ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ด้วย

         แต่ถ้าเรามองในเชิงของธรรมาธิษฐาน เราก็จะเข้าใจว่า พระก็ไม่ต้องสมมุติว่าตนเองเป็นหญิงเป็นชาย แม่ชีก็ไม่ต้องสมมุติว่าตนเองเป็นหญิงเป็นชาย อุบาสกอุบาสิกาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมถือศีล ๘ ก็ไม่ต้องสมมุติว่าตนเองเป็นหญิงเป็นชาย ให้คิดว่าเราเป็นพรหม คือเราประพฤติพรหมจรรย์ แต่ถ้าเราคิดว่าเราเป็นชาย ไปเห็นผู้หญิงแล้ว เดี๋ยวก็จะชอบผู้หญิงอีก เพราะเรายังมีความสำคัญว่าเราเป็นชายอยู่ หรือว่าถ้าเรามีความสำคัญว่าเราเป็นผู้หญิง ก็ไปเห็นพระเห็นเจ้าแล้วก็ชอบพระชอบเจ้าอีก นี่ในลักษณะอย่างนี้ เพราะเรามีความสำคัญว่าเราเป็นหญิง แต่ถ้าเราเอาความสำคัญในในคำว่าหญิงชายออกไป เราคิดว่าเราเป็นพรหม เราไม่เป็นหญิง เราไม่เป็นชาย ความรักในเพศตรงกันข้ามด้วยอารมณ์ของกามารมณ์ต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นมา นี่นะถ้าเราพิจารณาในลักษณะอย่างนี้นะ

         เพราะฉะนั้น เราประพฤติพรหมจรรย์เนี่ย ที่อยู่ร่วมกันเนี่ย เราต้องพิจารณาตามหลักที่พระองค์ทรงทรงตรัสไว้นั่นแหละ เทวทูตทั้ง ๔ พระองค์ก็ทรงเสด็จออกบวชแสวงหาโมกขธรรม หรือแสวงหาความเป็นสัพพัญญู แสวงหาความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เนี่ย ๖ ปีนะ พระพุทธเจ้าของเราเนี่ย เป็นประเภทปัญญาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยปัญญานะ ถ้าเป็นสัทธาธิกะ ก็ยิ่งด้วยศรัทธา ถ้าเป็นวิริยาธิกะ ก็ยิ่งด้วยความเพียร แต่พระพุทธเจ้าของเรานั้นเป็นปัญญาธิกะ ผู้ยิ่งด้วยปัญญา คือบุคคลผู้ที่มาอุบัติตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ย ก็จะมีอยู่ ๓ ประเภทนี้ อย่างพระพุทธเจ้าของเราก็เป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญา เรียกว่า ปัญญาธิกะ

         ถ้าเป็นพระศรีอริยเมตไตรยนี่ก็เป็นผู้ยิ่งด้วยความเพียร เรียกว่า วิริยาธิกะ คือทำความเพียรบำเพ็ญบารมีมาก จนสมัยของพระศรีอานั้นท่านกล่าวไว้ว่า บ้านไม่อยู่ใกล้อยู่ไกลกันนัก ชั่วไก่บินตก คนที่เกิดในสมัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าพระศรีอริยเมตไตรยนั้นน่ะ ท่านว่าบ้านนั้นไม่อยู่ใกล้อยู่ไกลกันนัก พอไก่บินตก พื้นดินก็เป็นพื้นดินที่ราบเรียบเสมอ คนหูหนวก คนตาบอด คนขาขาดแขนขาดต่างๆ ก็ไม่ปรากฏ คนอยากได้อะไรก็มีต้นกัลปพฤกษ์ปรากฏขึ้นอยู่ที่ทาง ๔ แพร่ง มุมเมืองต่างๆ ก็จะมีต้นกัลปพฤกษ์ปรากฏขึ้นมา เราอยากได้อะไรก็ไปสอยเอา ไปเด็ดเอา เหมือนกับต้นไม้วิเศษอะไรทำนองนี้ ถ้าเราพูดตามที่เขาบรรยายไว้ในหนังสือต่างๆ แล้วเนี่ย มันก็เหมือนกับสวรรค์ดีๆ นี่แหละ

         แล้วคนในสมัยพระเจ้าศรีอริยเมตไตรยนั้นก็จะมีศีลห้ามั่นเป็นนิตย์นะ ไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่ทะลุ ก็เหมือนกับเป็นเทพดีๆ นี่แหละ ถ้าเราพูดตามความเป็นจริงแห่งธรรมะต่างๆ เนี่ย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะมีความสะดวกมีความสบายด้วยอานุภาพแห่งธรรมที่ตนเองนั้นประพฤติ

         พระพุทธเจ้าของเรานั้นแสวงหาการบรรลุเป็นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องใช้เวลาถึง ๖ ปี เมื่อถึง ๖ ปีพระองค์จึงได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว สั่งสอนเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระองค์ก็ทรงนิพพาน อายุของพระองค์ ๘๐ ปี ๑๖ ปีพระองค์ทรงมีครอบครัวนะ ๒๙ ปีออกบวช ๓๕ ปี ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๘๐ ปี ปรินิพพาน การเผยแผ่ของพระองค์ก็ ๔๕ ปี กว่าที่พระองค์จะได้มาเทศนาสั่งสอนชาวโลกทั้งหลายทั้งปวงนี้ พระองค์ต้องบำเพ็ญบารมี ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป นึกอยู่ในใจว่าขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้า ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๙ อสงไขยนะ นึกอยู่ในใจนี่ตั้ง ๙ อสงไขยนะ อสงไขยหนึ่งนับไม่ได้นะ ต้องอดทนบำเพ็ญบารมี ทำบุญทำทาน ปรารถนาในจิตในใจอยู่ตั้ง ๙ อสงไขย เมื่อบำเพ็ญบารมีนึกอยู่ในใจเก้าสงไขยแล้วเนี่ย เมื่อบารมีแก่กล้าก็ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาให้ทานเวลารักษาศีลก็ออกปากปรารถนาว่า สาธุ ด้วยผลทานที่ข้าพเจ้าได้กระทำในครั้งนี้ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้า ออกปากปรารถนาเป็นพุทธเจ้าเนี่ย ต้องบำเพ็ญบารมี ๗ อสงไขย รวมกันเป็น ๑๖ อสงไขยแล้วนะ หลังจากนั้นมาบารมีแก่กล้านะ ก็ได้รับพยากรณ์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง อย่างพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ในอนาคตกาลข้างหน้าโน้น เธอจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าชื่อว่าสมณะโคดม มีอัครสาวกซ้ายขวา อัครสาวกช้ายชื่อว่าโมคคัลลานะ อัครสาวกขวาชื่อว่าสารีบุตร พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงพยากรณ์ เมื่อทรงพยากรณ์แล้วต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป เนี่ยคิดดูสิ บำเพ็ญบารมี ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป เพื่อมาตรัสรู้ แล้วก็เมื่อตรัสรู้แล้วก็มีความเป็นอยู่โดยความเป็นพุทธะคือความเป็นพระพุทธเจ้าเนี่ย ๔๕ ปี

         ๔๕ ปีมันนิดเดียวนะ เปรียบเทียบกับการบำเพ็ญบารมี ๒๐ อสงไขยเนี่ย อสงไขยหนึ่งนับไม่ได้นะว่ามันกี่ล้านกี่โกฏิปี คิดดูสิว่าบำเพ็ญบารมีขนาดไหน กว่าที่จะได้ตรัสรู้ ถ้าเราเปรียบเทียบอายุของเทวดานะ พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ ๔๕ ปี ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏในโลกของเราเนี่ย ๔๕ ปี ๔๕ ปีนั้น ถ้าเราเปรียบเทียบอายุของเทวดาเนี่ย ๑ วันในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเนี่ย เท่ากับ ๕๐ ปีในเมืองมนุษย์นะ ๑ คืน ๑ วันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เนี่ย เท่ากับ ๑๐๐ ปีในเมืองมนุษย์นะ ๑ คืน ๑ วันในสวรรค์ชั้นยามา เท่ากับ ๒๐๐ ปีในเมืองมนุษย์นะ ๑ คืน ๑ วันในสวรรค์ชั้นดุสิต เท่ากับ ๔๐๐ ปีในเมืองมนุษย์นะ ๑ วัน ๑ คืนในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เป็น ๘๐๐ ปีในเมืองมนุษย์นะ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ๑ คืน ๑ วันของเขานั้นเท่ากับ ๑,๖๐๐ ปีในเมืองมนุษย์ คิดดูสิว่าพระพุทธเจ้าของเราเนี่ย อุบัติตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ๔๕ ปีของเมืองมนุษย์ ยังไม่ถึง ๑ คืน ๑ วันของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งแห่งวัน ๒-๓ ชั่วโมงของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไม่ต้องกล่าวถึงสวรรค์ชั้นสูงๆ ขึ้นไป

         ถ้าเรามัวเพลิดเพลินกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ชมสวนดอกไม้ ชมอารมณ์อันเป็นทิพย์ เครื่องทรงอันเป็นทิพย์ เราก็ลืมไปเลย พระพุทธเจ้าก็นิพพานไปแล้ว แป๊บเดียว เหมือนกับที่เราเกิดขึ้นมาในขณะนี้แหละ เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้ว อายุของเรามัน ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี ถ้าเราเผลอ เรามัวแต่ชมสวนดอกไม้ มัวแต่ชมรูปชมเสียงชมกลิ่นชมรสชมสัมผัสชมอารมณ์ต่างๆ มัวแต่เพลิดเพลินไปกับยศถาบรรดาศักดิ์ มัวแต่เพลิดเพลินไปกับความร่ำความรวย ความสวยความงาม มัวเพลิดเพลินกับสิ่งที่คิดว่ามันจะไม่มีโทษมีภัยต่างๆ เพลิดเพลินไปๆ ก็เหมือนกับเหล่าชาวสวรรค์เพลิดเพลินไปนั่นแหละ พอชำเรืองมองดู พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ศาสนาของเราก็เหมือนกัน ในขณะที่เราอยู่ร่วมกันนี้นะ เรามีโอกาสที่จะรักษาศีล เรามีโอกาสที่จะเจริญสมาธิสมาบัติ เรามีโอกาสที่จะเจริญวิปัสสนาได้บรรุมรรคผลนิพพานเนี่ย เราเผลอ เราปล่อย เราวาง เราไม่กระตือรือร้นเนี่ย ก็เหมือนกับเราเพลินอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น บางครั้งบางคราว ศาสนาอาจจะหมดไปจากวัดพิชโสภารามของเรา อาจจะหมดไปจากประเทศไทยของเราก็ได้ เหมือนกับมันหมดไปจากประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม เป็นต้น ที่มีก็ไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น ก็ขอให้เราทั้งหลายทั้งปวงอย่าได้เพลิดเพลินในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น มีโอกาสมีเวลาก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อที่เราทั้งหลายทั้งปวงจะได้พ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ได้สมาธิ ได้วิปัสสนา ได้บรรุมรรผลนิพพาน วันนี้อาตมภาพได้กล่าวธรรมเสริมกำลังจิตกำลังใจของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา.