อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม

อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๑๑ ธ.ค. ๖๖)

        การประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราทั้งหลายทั้งปวงประพฤติปฏิบัติธรรมรวมกันนี้เนี่ย มีอานิสงส์มากมายหลายประการ สุดที่จะพรรณนาได้ ตั้งแต่ประโยชน์อย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูง ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละ นอกจากนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นยังเป็นอุดมการณ์สูงสุดในพระพุทธศาสนาของเรา การประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าเราจะกล่าวโดยสังเขป การประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราทั้งหลายทั้งปวงมาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้นี่ ถือว่าเป็นการลดการละการเลิกการปลดการปล่อยการวางความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง คือคณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย เมื่อเข้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ถือว่าเป็นการลดการละการเลิกการปลดการปล่อยการวางซึ่งความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง คือความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการทำไร่ไถนา การค้าการขาย การทำงานการทำธุรกิจทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราทำมาเพื่อที่จะเลี้ยงชีวิตและครอบครัวของเราเนี่ย เราทำการงานมาทุกวัน เมื่อเรามาสู่วัดวาอารามแล้วเนี่ย เราหยุดงานเหล่านั้น เราปล่อยงานเหล่านั้น เราวางงานเหล่านั้นไว้ ถ้าเราแบกอยู่มันก็หนักนะ แต่เมื่อเราวางเนี่ย จิตใจของเรามันก็เบาขึ้น จิตใจของเรามันก็สบายขึ้น จิตใจของเรามันก็ปรอดโปร่งขึ้น เพราะอะไร เพราะเราวางนะ

         ในขณะที่คณะครูบาอาจารย์มาประพฤติปฏิบัติธรรม ญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรมก็ดี นั่งภาวนาก็ดีเนี่ย เรามีสติสัมปชัญญะ ขณะที่เรามีสติสัมปชัญญะนั่นแหละ ความคิดที่จะไปนึกถึงอดีตอนาคตต่างๆ ก็ไม่ได้ปรากฏมี เมื่อเราไม่นึกถึงอดีตไม่นึกถึงอนาคต ก็เป็นการที่เรามีสติจดจ่ออยู่กับปัจจุบันธรรม การที่เรามีสติจดจ่อกับปัจจุบันธรรมนั่นแหละ เป็นการปล่อยวางนะ เป็นการปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเรามีสติทันปัจจุบันธรรม การปล่อยวางมันก็เกิดขึ้น เมื่อเราเดินจงกรมทั้งวัน นั่งภาวนาทั้งวัน ตลอดกาลเวลาที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้เนี่ย เรามีสติกำหนดทันปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนกับว่าเราปล่อยวางอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี้มันก็ไม่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรานะ ใจของเรามันก็สบาย การประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ย เราปล่อยวางความทุกข์ในลักษณะอย่างนี้นะ

         นอกจากนั้นความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่มันจะเกิดขึ้นกับเรานั้นน่ะ มันก็เกิดขึ้นเพราะความโกรธความโลภความหลง ราคะมานะทิฏฐิตัณหาอุปาทานอวิชชาทั้งหลายทั้งปวงเป็นต้น แต่เมื่อเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วเนี่ย เรากำหนดทันปัจจุบันธรรมตลอดเวลา จิตใจมันเกิดความโกรธขึ้นมาเราก็กำหนดโกรธหนอ ๆ เวลาจิตใจมันเกิดความโลภความหลงมาเราก็กำหนดตามอารมณ์ของจิตที่มันเกิดขึ้นมา

         เมื่อเรากำหนดความโกรธความโลภความหลงราคะมานะทิฏฐิตัณหาต่างๆ ตามความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา กิเลสเหล่านั้นทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายให้แก่จิตใจของเราได้ อย่างเช่นเราเกิดความโกรธขึ้นมา เรากำหนดว่าโกรธหนอๆ สติสัมปชัญญะของเราก็เพ่งลงไปที่จิตของเรา เพ่งลงไปที่หทัยวัตถุคือที่จิตของเรา เรากำหนดลงไป ขณะที่เรากำหนดลงไป โกรธหนอ โกรธหนอ ก็พิจารณาลงไปให้มันเห็นความโกรธที่มันเกิดขึ้นในใจของเรานะ ไม่ใช่เห็นหทัยวัตถุนะ เห็นความโกรธที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา ความโกรธที่มันเกิดขึ้นในใจของเรามันมีความร้อนอย่างไร มันมีความเดือดพร่านอย่างไร มันมีความกระวนกระวายอย่างไร ที่มันเกิดขึ้นในใจของเราเนี่ย เราเห็นอาการของความโกรธที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา นั่นแหละเรียกว่าเห็นจิตในจิตนะ เห็นอารมณ์ในอารมณ์อย่างนั้นแหละ เมื่อเรากำหนดในลักษณะอย่างนี้เนี่ย ความโกรธมันก็เบาลงลดลง ก็หายไป ไม่สามารถทำอันตรายแก่จิตใจของเราได้ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ย จึงมีความสบายในเบื้องต้นนะ นี่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็มีความสบายในลักษณะอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น จึงชื่อว่าลดจึงชื่อว่าละจึงชื่อว่าเลิกจึงชื่อว่าปลดปล่อยวางซึ่งความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้

         นอกจากนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นท่านยังกล่าวว่าเป็นการประพฤติตามวงศ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เป็นการประพฤติตามอริยวงศ์ทั้งหลายทั้งปวง คือขณะที่เราเดินจงกรมนั่งภาวนานี้ เราอย่าคิดว่า เอ๊ เราประพฤติอย่างไรหนอ ใครพาเดินใครพานั่งอย่างนี้ ครูบาอาจารย์รูปใดพาทำอย่างนี้ อะไรทำนองนี้ การประพฤติปฏิบัติที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้นี่ ถือว่าเราประพฤติตามวงศ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติตามอริยวงศ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เหล่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพเจ้าทุกๆ พระองค์ดำเนินมา ที่เหล่าพระอริยสาวกทั้งหลายทั้งปวงมีพระโมคคัลลานะพระสารีบุตรเป็นต้นดำเนินมา นี่เรามาประพฤติปฏิบัติตามวงศ์ของท่าน คือพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จะบำเพ็ญบารมีมามากมายขนาดไหนก็ตาม จะเป็นสัทธาธิกะ หรือว่าเป็นวิริยาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือจะเป็นปัญญาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงจะมีปัญญามาก ถึงจะมีบารมีบริบูรณ์สมบูรณ์ขนาดไหน

         ในขณะที่พระองค์ทรงเสด็จออกบวช พระองค์ทรงตัดพระเมาลีแล้วก็อธิฐานบวชอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำมโนมาแล้วเนี่ย หลังจากนั้นมาพระองค์ก็ทรงถือเพศเป็นนักบวช พระองค์ก็ทรงประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลานะ หาหนทางที่จะได้ตรัสรู้ ทำทุกอย่างทำทุกวิถีทางที่คนในเวลานั้นในกาลนั้นคิดว่าเป็นหนทางแห่งการบรรลุ เป็นหนทางแห่งการตรัสรู้ คนทั้งหลายทั้งปวงคิดว่าหนทางใดเป็นหนทางแห่งการบรรลุ เป็นหนทางแห่งการตรัสรู้ พระองค์ทรงทำหนทางนั้นๆ ทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน ไม่ได้สำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

         แต่เมื่อพระองค์ทรงมาประพฤติปฏิบัติธรรมทางใจ นั่งคู้บัลลังก์แล้วก็อธิษฐานจิต ถ้าไม่ได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงเลือดและเนื้อมันจะเหือดแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที ก็จะไม่ยอมเลิกจากการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ ลองนึกดูสิ หลังจากนั้นมาพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทางจิต ยังจิตยังใจของพระองค์นั้นให้เข้าถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ยังจิตของพระองค์ให้เข้าถึงอรูปฌานทั้งสี่ พระองค์ทรงเข้าฌานตั้งแต่ต่ำไปถึงกลางไปถึงสูงสุด เข้าๆ ออกๆ ออกๆ เข้าๆ พิจารณาธรรมอยู่ในลักษณะอย่างนี้นะ จนถึงปฐมยาม พระองค์ทรงนั่งตั้งแต่เช้านะ ตั้งแต่รับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาแล้วเนี่ย พระองค์ก็ทรงนั่งตั้งแต่นั้นเลยนะ จนไปถึงนู้น ถึงปฐมยาม เมื่อถึงปฐมยามแล้วนี่พระองค์ทรงได้บรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถระลึกชาติหนหลังได้ ว่าชาติก่อนนู้นเนี่ย พระองค์เคยเกิดเป็นอะไร ย้อนไปอีกกี่กัปกี่กัลป์ พระองค์ทรงเกิดเป็นอะไร พระองค์ทรงระลึกชาติหนหลังได้ พอถึงมัชฌิมยามพระองค์ก็ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือสามารถรู้การเกิดการตายของสัตว์อื่น ว่าสัตว์ที่มาเกิดในที่นี้เขามาจากไหน เขาทำกรรมอะไรเขาจึงมาเกิดในที่นี้ เขาตายจากที่นี้แล้วก็จะไปเกิดเป็นอะไรด้วยกรรมอะไร อะไรต่างๆ พระองค์รู้การเกิดการการตายของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง รู้กรรมของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่มาเกิดแล้วก็ที่ไปเกิดต่างๆ นี่พระองค์ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณในมัชฌิมยาม จนถึงปัจฉิมยามพระองค์จึงได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้นี่ ถือว่าเราทั้งหลายทั้งปวงนั้นเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญสมณธรรมจนให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็เดินตามรอยตามบาททั้งคู่ของพระองค์นั่นแหละ เรากำลังเดินจงกรมนั่งภาวนาเนี่ย ตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เพราะฉะนั้น การที่เรากระทำในลักษณะอย่างนี้นี่ จึงเป็นการกระทำตามวงศ์ของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่เลิศ เป็นสิ่งที่วิเศษ แล้วก็เป็นสิ่งที่สูงสุด ทำคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน

         นอกจากนั้นเราก็เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามอริยวงศ์ คือวงศ์ของพระอริยะทั้งหลายทั้งปวง มีพระโมคคัลลานะพระสาลีบุตรพระมหากัสสปะพระอนุรุทธะพระอานนท์เป็นต้น คือบุคคลใดต้องการเป็นพระอริยบุคคล บุคคลใดที่ต้องการที่จะทำปุถุชนให้เป็นอริยชน ต้องการเป็นพระอริยบุคคล บุคคลนั้นก็ประพฤติปฏิบัติธรรม เหมือนกับเราทั้งหลายทั้งปวงประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนกับที่เราทั้งหลายทั้งปวงประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้นี่ ก็สามารถทำปุถุชนให้กลายเป็นอริยชนได้ ทำบุคคลผู้หนาทึบด้วยกิเลสราคะมานะทิฏฐิตัณหาต่างๆ ให้เป็นอริยชนคือผู้ห่างไกลจากกิเลสตัณหาได้ เพราะฉะนั้น การที่เราทั้งหลายทั้งปวงมาประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ย จึงถือว่าเราประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะเจริญรอยตามอริยวงศ์ คือวงศ์ของพระอริยเจ้า เพื่อที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นพระอริยบุคคล เพื่อจะห่างไกลจากกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดต่างๆ

         เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายทั้งปวงผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้เนี่ย ถือว่าเราทั้งหลายทั้งปวงนั้นเนี่ย เจริญรอยตามพระอริยบุคคลทั้งหลายทั้งปวง พระโมคลานะพระสารีบุตรในสมัยก่อนโนนเนี่ย ในสมัยที่เป็นโยม พระสารีบุตรก็ชื่อว่าอุปติสสะ พระโมคลานะก็ชื่อว่าโกลิตะ ทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนกันนะ ไปดูละครทุกวัน ไปดูละครเป็นประจำ ขณะที่ดูละคร ถึงเวลาเขาหัวเราะก็หัวเราะกับเขา ในคราวที่เขาร้องไห้ก็ร้องไห้กับเขา ในคราวที่ควรที่จะให้รางวัลก็มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่แสดงละครทั้งหลายทั้งปวง วันหนึ่งบุญคือวาสนาคือบารมีของอุปติสสะและโกลิตะบริบูรณ์สมบูรณ์ ก็เป็นเหตุให้เกิดความสลดสังเวชใจคือเกิดปัญญาขึ้นมา คิดว่า เอ๊ เรามาดูละครอยู่เป็นประจำ เขาหัวเราะก็หัวเราะกับเขา เขาร้องไห้ก็ร้องไห้กับเขา ถึงคราวให้รางวัลก็ให้รางวัลเขา เอ๊ คนทั้งหลายทั้งปวงที่มาดูอยู่เนี่ย มันก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย คนที่แสดงละครให้เราดูก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย เอ๊ เราจะมาดูละครเหล่านี้ไปเพื่อประโยชน์อะไร ในเมื่อคนดูก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น คนแสดงก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เราจะมาดูละครนี้ไปเพื่อประโยชน์อะไร นี่เกิดปัญญาขึ้นมานะ

         เมื่อเกิดปัญญาขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้แล้วเนี่ย ก็นัดหมายกันว่า เราทั้ง ๒ คนแยกกัน เราแยกกันไปคนละทิศเพื่อที่จะแสวงหาโมกขธรรม ผู้ใดได้พบโมกขธรรมก่อนให้นำข่าวมาบอกมาแจ้งแก่กัน ก็นัดแนะกันในลักษณะอย่างนี้นะ หลังจากนั้นมาก็แยกย้ายกันไป

         อุปติสสะก็ไปเจอพระอัสสชิเถระมาบิณฑบาต ขณะที่พระอัสสชิมาบิณฑบาตนั้น ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว การยืนการเดินการนั่งการคู้การเหยียดการก้มการเงยการเหลียวซ้ายแลขวาของพระอริยบุคคลเนี่ย มีความสำรวม มีความละมุนละม่อม มีสติมีสัมปชัญญะ กำหนดรู้อิริยาบถอยู่ตลอดเวลา อุปติสสมาณพไม่เคยเห็นนักบวชอาการอย่างนี้ ยังไม่เคยเห็นนักบวชที่มีความสุขุมลุ่มลึก มีความละมุนละม่อมแบบนี้ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นเลยนะ เมื่อเห็นแล้วก็เกิดความจับจิตจับใจขึ้นมา ท่านนี้คงจะเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งในโลกแน่นอน ก็ติดตามท่านมาเรื่อยๆ นะ ท่านบิณฑบาตก็ติดตามมา เมื่อติดตามมาแล้วก็ได้มีโอกาสเห็นท่านจะฉันภัตตาหารก็มีโอกาสได้ปูลาดอาสนะ ถวายน้ำดื่มน้ำฉันน้ำใช้ให้แก่ท่าน ขณะที่ท่านฉันก็พัดวีให้ท่าน เมื่อท่านฉันเสร็จแล้วก็ขอฟังธรรมกับท่าน ท่านก็บอกว่าท่านเป็นผู้ใหม่ในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารได้ อุปติสสมานพก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าเนี่ยชื่อว่าอุปติสสมานพ ขอพระคุณเจ้าเนี่ย ไม่ต้องกล่าวให้กว้างก็ได้ เพียงกล่าวโดยสังเขปก็พอแล้ว พระอัสสชิเถระจึงได้กล่าวธรรมว่า

         เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา       เตสํ เหตํุ ตถาคโต

         เตสญฺจ โย นิโรโธ จ         เอวํวาที มหาสมโณ.

ซึ่งแปลเป็นใจความว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้” เพียงเท่านี้อุปติสสมานพนั้นก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันนะ อันนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่เป็นอุคคติตัญญู เป็นผู้บำเพ็ญบารมีมามาก

         เพราะฉะนั้น การที่เราทั้งหลายทั้งปวงได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ก็ถือว่าเราเจริญรอยตามอริยวงศ์ คือวงศ์ของพระอริยะทั้งหลายทั้งปวง นอกจากนั้นเราประพฤติปฏิบัติธรรมนี้เนี่ย ถือว่าเราทำการปฏิบัติบูชา คือการบูชาในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คืออามิสบูชา ประการที่ ๒ ก็คือปฏิบัติบูชา

         อามิสบูชานั้น ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จะปรินิพพาน ในเมื่อพระองค์เสด็จไปที่กุสินารา ในสมัยนั้นมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงเอาดอกไม้เอาของหอมธูปเทียนอะไรต่างๆ มาบูชาพระองค์นั้นมากมายนะ ตลอดถึงเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ตลอดถึงพรหมทั้งหลายทั้งปวงทั่วรอบขอบจักรวาล ก็เอาของที่เป็นทิพย์ ดอกไม้อันเป็นทิพย์ ของหอมอันเป็นทิพย์ เครื่องบูชาอันเป็นทิพย์ทั้งหลายทั้งปวงมาบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ อยากได้บุญ เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานในคืนนี้แล้วเนี่ย ก็พากันมาบูชาเพื่อที่จะหวังบุญหวังกุศลให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง สักการะคือดอกไม้ธูปเทียนของหอมต่างๆ นั้นเนี่ย ท่านกล่าวว่ามีของหอมดอกไม้ทูบเทียนตั้งแต่มนุษย์ไปถึงเทวโลก ตั้งแต่เทวโลกไปถึงพรหมโลก ตั้งแต่พรหมโลกไปถึงขอบปากจักรวาลนะ พระองค์ก็ไม่ได้มีความยินดี หรือไม่มีความพอใจกับสักการะเหล่านี้นะ พระองค์ก็ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตเนี่ย ไม่ชื่อว่าเป็นอันพุทธบริษัทบูชาด้วยสักการะเพียงเท่านี้เลย ดูก่อนอานนท์ ผู้ใด จะเป็นภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่การบรรลุมรรคผลพระนิพพานผู้ นั้นชื่อว่าบูชาเราตถาคตอย่างแท้จริง นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้นนะ

         เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ เราประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนะ เราประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่การบรรลุมรรคพลพระนินิพพาน เรายืนเราเดินเรานั่งเรานอนเรากินเราดื่มเราพูดเราคิดเราทำกิจอะไร เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่ให้เกิดศีลเกิดสมาธิเกิดวิปัสสนาเกิดมรรคเกิดผลเกิดพระนิพพาน เรียกว่าเราประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่การบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ถือว่าเรานั้นบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบูชาสูงสุดนะ

         นอกจากนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราทั้งหลายทั้งปวงกำลังประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้นี่ ถือว่าเป็นการเตรียมตัวก่อนตายนะ โบราณท่านกล่าวว่า เตรียมตัวก่อนตาย เตรียมกายก่อนแต่ง เตรียมน้ำก่อนแล้ง เตรียมแบงก์ก่อนไป เตรียมใจก่อนสู้ การตายนั้นท่านกล่าวว่า ติภวํ อยตีติ ตาโย ขึ้นชื่อว่าตาย แปลว่า ไปสู่ภพ ๓ ภพใดภพหนึ่ง กามภพ รูปภพ อรูปภพเนี่ย ในภพใดภพหนึ่ง เราต้องไปด้วยกรรมที่เราสร้างด้วยวิบากที่เราทำ เพราะฉะนั้น การตายนั้นไม่ใช่เป็นการสูญ ไม่ใช่เป็นการดับสิ้น แต่เป็นการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิเท่านั้นเองนะ เหมือนกับเราเคยอยู่ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ เราก็ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ทางเชียงรายเชียงใหม่ หรือว่าเราอยู่ทางเชียงรายเชียงใหม่เราก็ย้ายมาอยู่ทางภาคกลาง แถวลพบุรีอยุธยาเป็นต้น การตายก็เหมือนกับการย้ายภูมิเท่านั้นเองนะ ย้ายจากภูมิมนุษย์ไปภูมิสวรรค์ จากสวรรค์มามนุษย์ จากมนุษย์ไปอบายภูมิเป็นต้นนะ แล้วแต่กรรมที่เราก่อวิบากที่เราสร้างไว้ เพราะฉะนั้น การตายนั้นน่ะจึงไม่ใช่เป็นที่สุดของชีวิต แต่เป็นการเปลี่ยนภูมิเฉยๆ ก่อนที่เราจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เราก็ต้องมีการเตรียมตัว ถ้าเราไม่มีการเตรียมตัว เราประมาทขาดสติ ขาดสัมปชัญญะ ขาดปัญญา ไม่รู้บุญไม่รู้คุณไม่รู้โทษ เราทำบาปทำกรรมต่างๆ นานา เนี่ย บางครั้งตายไปนี่ ไปเกิดในในนรกก็มีนะ

         องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า สัตว์ที่ไปเกิดในนรกนั้นมากกว่าไปเกิดบนสวรรค์นะ นี่พระองค์ทรงตรัสว่าบุคคลผู้ตายจากมนุษย์แล้วเนี่ย ไปเกิดในอบายภูมินั้นน่ะ เหมือนกับขนโคนะ แต่บุคคลผู้ตายจากมนุษย์แล้วไปเกิดในสวรรค์หรือมาเกิดในมนุษย์อีกเหมือนกับเขาโคนะ เขาโคมันมีอยู่ ๒ เขาเท่านั้นนะ บุคคลผู้จะมาเกิดเป็นมนุษย์อีก จะไปเกิดเป็นเทวดาเนี่ย มันมีน้อยนิดเดียวนะ ให้เราลองนึกดูในปัจจุบันนี้นะ คนทั้งหลายมัวเมาในรูปมัวเมาในเสียงมัวเมาในกลิ่นมัวเมาในรสมัวเมาในลาภยศสรรเสริญสุขอะไรต่างๆ นั้นมากมายนะ จะสนใจในศีลในธรรม จะสนใจในคุณงามความดีเนี่ยมีน้อยนิดเดียว เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงตายแล้วจึงไปสู่อบายภูมิเป็นส่วนมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า “สัตว์บางจำพวกก็เกิดในครรภ์ สัตว์บางจำพวกผู้มีกรรมอันลามกก็ไปเกิดในนรก สัตว์บางจำพวกทำกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ ก็ไปเกิดในสวรรค์ สัตว์บางจำพวกผู้หากิเลสไม่ได้ ก็ปรินิพพาน” พระองค์ทรงตรัสคติหรือว่าทางไปของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอย่างนี้นะ สัตว์บางจำพวกก็มาเกิดเป็นมนุษย์ มาเกิดในครรภ์ของมารดา อันนี้ก็เป็นบุคคลผู้ที่ได้เคยให้ทานรักษาศีล ก็มาเกิดในท้องของมารดา แต่สัตว์บางจำพวกผู้ทำบาปทำกรรมอันลามก ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หลอกลวงต้มตุ๋น ทำผิดกาเมสุมิจฉาจาร พูดเท็จพูดปดพูดหลอกลวงอะไรต่างๆ ดื่มเหล้าสุราเมรัย ทำผิดมากมาย ตายไปแล้วก็ไปเกิดในอบายภูมินะ แต่ว่าสัตว์บางจำพวกที่มีเหตุให้ไปสู่สุคติก็ไปเกิดในสวรรค์

         ก็เหมือนกับพวกเราทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ ก็มาให้ทานมาฟังเทศน์ฟังธรรมมารักษาศีลมาเจริญสมถกรรมฐาน แต่ยังไม่ได้ฌานเนี่ย ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ได้ แต่ถ้าได้ฌาน ฌานไม่เสื่อมก็ไปเกิดในพรหมโลก บุคคลผู้หาอาสวะไม่ได้ก็คือพระอรหันต์ก็ปรินิพพาน นี่พระองค์ทรงตรัสการไปหรือว่าคติของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย พระองค์ทรงตรัสอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงตรัสทางไปของสัตว์ให้เห็นชัดเจนอย่างนี้แล้วเนี่ย ทำไมเราทั้งหลายทั้งปวงจะไม่เตรียมตัว เพราะพระองค์ทรงตรัสอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้นนะ วาจาของพระองค์นั้นไม่เป็น ๒ นะ วาจาของพระองค์ทรงตรัสอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงตรัสสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอย่างนี้แล้วเนี่ย เราทั้งหลายทั้งปวงต้องมีการเตรียมตัวก่อนตาย ก่อนที่ร่างกายมันจะวางวายไปเราก็เตรียมตัว คือเตรียมบุญเตรียมกุศล เตรียมทานบารมี เตรียมสีลบารมี เตรียมภาวนาบารมี ของเราให้เต็มบริบูรณ์สมบูรณ์เสียก่อน

         ถ้าบุคคลใดประมาท อย่างเช่นนางมัลลิกา อัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลนี่ประมาทนะ ให้อสทิสทาน ทานอันไม่เช่นด้วยกับบุคคลอื่นแก่พระสัมมาสัมพุธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ตั้ง ๕๐๐รูปนะ อานิสงส์นั้นยิ่งใหญ่ไพศาล แม้ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยผลแห่งอสทิสทานนั้นก็สามารถสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อะไรต่างๆ ด้วยอสทิสทานก็สำเร็จได้หมดนะ นางถวายทานอันยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น แต่นางประมาท เผลอใจไปยินดีในอสัทธรรมนิดเดียวเท่านั้นแหละ ตายไปแล้วไปเกิดในนรกตั้ง ๗ วันนะ คนทำทานยิ่งใหญ่ในศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเนี่ย ผู้ที่ทำทานนั้นยิ่งใหญ่อย่างอสทิสทานเนี่ย ก็มีนางมัลลิกากับพระเจ้าปเสนทิโกศลนี่แหละ แต่บุคคลผู้ทำอสทิสทานนั้นไปเกิดในนรกตั้ง ๗ วัน เพราะตนเองมีศีลเศร้ามอง

         เพราะฉะนั้น ผลทานไม่ใช่ว่าจะรักษาบุคคลให้พ้นจากนรกนะ ต้องรักษาศีลเสียก่อน บุคคลผู้มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วตายไปตกนรกนั้นไม่เคยปรากฏมีในพระไตรปิฎกนะ แต่บุคคลผู้ที่ทำทานมากเนี่ยตายไปเกิดในนรกก็มี เพราะอะไร เพราะว่าศีลไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ถ้าเราให้ทานอย่างเดียว แต่ว่าศีลของเราไม่บริสุทธิ์เราเศร้าหมองเนี่ย ป้องกันนรกไม่ได้นะ ป้องกันสัตเดรัจฉานไม่ได้ ตายไปแล้วไปเกิดในนรกได้ตายไปแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการเตรียมตัวก่อนตาย

         การที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนี่  เรียกว่าเรามารักษาศีล โดยเฉพาะการเข้าปริวาสกรรม หรือว่าญาติโยมมาสมาทานศีล ๘ ศีลที่เรากำลังรักษาอยู่นี้นี่ ถือว่าเป็นศีลที่บริสุทธิ์ เพราะมีการเจริญวิปัสสนาควบคู่ไปด้วย เป็นศีลที่สัมปยุตไปด้วยวิปัสสนา เป็นศีลที่สัมปยุตไปด้วยญาณ เป็นศีลที่สัมปยุตไปด้วยสติ เป็นศีลที่สัมปยุตด้วยสมาธิ เป็นศีลสัมปยุตด้วยมรรคด้วยผลด้วยพระนิพพาน เป็นต้น นี่มันเป็นศีลบริสุทธิ์นะ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมจึงชื่อว่าเตรียมตัวก่อนตายนะ โดยเฉพาะเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม มาเจริญสติสัมปชัญญะ ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมานะ ก็จะเห็นรูปเห็นนามเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

         แต่ถ้าเราไม่มาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่กำหนดอาการขวาย่างซ้ายย่าง ไม่กำหนดอาการพองอาการยุบ เราจะเกิดมาเป็นร้อยปีเราก็ไม่เห็นรูปเห็นนามนะ ถ้าเราไม่มากำหนดอย่างนี้นะ ถึงเราจะจบปริญญาตรีปริญญาโททปริญญาเอก จบหลายๆ สาขา หลายๆ ใบก็ตาม ถ้าเราไม่มาประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เราไม่เห็นรูปเห็นนามนะ เราจบอภิธรรมบัณฑิตก็ดี จบเปรียญธรรม ๙ ประโยคก็ดี จบจากประเทศอเมริกาอังกฤษอะไรต่างๆ ก็ไม่เห็นรูปเห็นนามนะ ถ้าเราไม่มาเดินจงกรมนั่งภาวนา เราจะมีชีวิตอยู่เป็นร้อยปีมันก็ไม่ประเสริฐน ะถ้าเราไม่เห็นรูปเห็นนาม ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า “บุคคลผู้ไม่เห็นความเกิดดับของรูปของนาม มีชีวิตเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ไม่ประเสริฐเท่ากับบุคคลผู้เห็นความเกิดดับของรูปของนามมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว” นี่ลองนึกดูสิ บุคคลผู้เกิดมามีอายุยาวนานถึง ๑๐๐ ปี แต่ไม่เคยเจริญวิปัสสนา มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ไม่ประเสริฐเลย ไม่มีคุณสมบัติเท่ากับบุคคลผู้เห็นรูปเห็นนามมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว นี่ไม่มีประโยชน์เท่ากับเรามาเดินจงกรมนั่งภาวนาเห็นรูปเห็นนามเนี่ยเพียงวันเดียวนะ เพราะฉะนั้น คุณค่าของการประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ยมันประเสริฐพิเศษสูงสุดอย่างนี้นะ

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงจึงมาเตรียมตัวก่อนตายนะ แต่ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติเห็นรูปเห็นนามแล้วเนี่ย โดยเฉพาะอุทยัพพยญาณ เห็นความเกิดขึ้น เห็นความตั้งอยู่ เห็นความดับไป คือในขณะที่เราภาวนาพองหนอ ยุบหนอ อาการพองอาการยุบของเรามันเร็วขึ้นๆ ขณะที่เรามองดูอาการท้องพองท้องยุบที่มันเร็วขึ้นเร็วขึ้นน่ะ มันเป็นเองของมันนะ มันเป็นธรรมชาติของมัน ขณะที่เรากำลังมองดูมันเร็วขึ้นๆ มันขาดพึบลงไปนะ ขณะที่มันขาดลงไปมันดับลงไปแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมา ขณะที่มันขาดลงไปเท่ากับเรากระพริบตานี่แหละ หรือว่าเท่ากับเราเอาไม้ขีดลงไปในน้ำก็ดี เท่ากับฟ้าแลบก็ดี มันเร็วกว่านี้อีกนะ เร็วกว่าเรากระพริบตาอีก เร็วกว่าเราเอาไม้ขีดลงไปในน้ำน้ำมันกลับข้อหากันเร็ว ฟ้าแลบมันก็ยังช้ากว่านะ แต่ว่าสติของเราที่เห็นรูปนามที่มันดับลงไปเนี่ย มันสามารถที่จะรู้ว่ามันดับลงไป เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา อาการพองยุบของเราก็เป็นปกติ เราก็บริกรรมอีก มันก็เร็วขึ้นอีกเร็วขึ้นอีกเร็วขึ้นอีกก็ดับอีก บางครั้งชั่วโมงหนึ่งก็เป็น ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง แล้วแต่ประเภทว่าสติสมาธิของผู้ใดจะมีมากมีน้อย บุคคลนั้นเป็นประเภทมันทบุคคลหรือติกขบุคคล

         นอกจากนั้นบุคคลผู้เคยเจริญสมถกรรมฐานมามากเนี่ย อาการพองอาการยุบมันแน่นเข้าๆ เมื่อแน่นเข้าเต็มที่มันก็จะขาดพึบลงไป ๑ ขณะจิต รู้สึกตัวขึ้นมาเราก็บริกรรมต่อไปอีก ขณะที่บริกรรมต่อไปอีกก็แน่นเข้าอีกแน่นเข้าอีกก็ดับลงไปอีก ชั่วโมงหนึ่งอาจจะเป็น ๒ ครั้ง ๓ ครั้งนะ อันนี้เป็นประเภทของทุกขังนะ อาการพองอาการยุบมันจะแน่นเข้าๆ ในลักษณะอย่างนั้น บางครั้งบางคราวท้องพองท้องยุบของบุคคลนั้นเวลามันพอง เหมือนหนังท้องมันจะหลุดออกไปนะ เวลามันยุบเหมือนกับว่าอาการยุบมันลงไปถึงกระดูกสันหลังของเรา มันจะทะลุออกไปข้างหลัง อะไรทำนองนี้ ในลักษณะของทุกขังนี่จะเป็นในลักษณะอย่างนี้

         บางคนบางรูปบางท่านเนี่ยเป็นประเภทอนัตตา เวลาภาวนาไปอาการพองอาการยุบมันก็จะแผ่วเบาเข้าแผ่วเบาเข้า จากอาการพองอาการยุบที่มันเป็นปกติ มันก็เล็กลงไปเล็กลงไปเท่าโป้มือของเรา เท่าปากกา เท่าปลายปากกา อาการพองยุบมันเล็กลงไปๆ เท่ากับเส้นด้าย ขณะที่เรามองเห็นอาการพองยุบที่มันเล็กลงไปๆ มันขาดพับลงไป ขณะที่ขาดไปมันก็ดับพึบลงไป ขณะดับพึบลงไปเราก็รู้ว่ามันดับลงไปรู้สึกตัวขึ้นมาเราก็ภาวนาพองหนอยุบหนอต่อไป นี่มันขาดลงไป ๑ ขณะจิต แต่เราจำไม่ได้นะ อันนี้เรียกว่าอุทยัพพยญาณ ผู้ใดเห็นความเกิดดับของรูปของนามที่กล่าวมาก็คือเห็นในลักษณะอย่างนี้แหละ

         ถ้าผู้ใดเห็นความเกิดดับของรูปของนามในลักษณะอย่างนี้เนี่ย เวลาเราเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอเนี่ย ก้าวหนึ่งเนี่ยมันตัดภพตัดชาติได้ ๗ ชาตินะ ขวาย่างหนอ ตัดภพตัดชาติได้ ๗ ชาติ ซ้ายย่างหนอ ตัดภพตัดชาติได้ ๗ ชาติ พองหนอ ตัดภพตัดชาติได้ ๗ ชาติ ยุบหนอ ความเกิดดับของรูปของนาม เกิดดับๆ แต่ละครั้งๆ เนี่ย ภพชาติมันดับไป ๗ ชาติ ๗ ชาตินะ บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมถึงความเกิดดับอย่างนี้แหละ ท่านว่ามีชีวิตเป็นอยู่วันเดียวนี่ประเสริฐกว่าบุคคลผู้เป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ถ้าบุคคลประพฤติปฏิบัติถึงนี้แล้วเนี่ย ท่านว่าจะไม่ไปสู่อบายภูมม ๓-๔ ชาติ ถ้าเป็นโยมนี่ก็เป็นบุคคลผู้ไม่ได้ทำอนันตริยกรรม แต่ถ้าผู้ใดทำอนันตริยกรรมแล้วเนี่ย มาเจริญวิปัสสนาตรงนี้จะไม่เกิดเป็นเด็ดขาดนะ ถ้าผู้ใดเกิดก็แสดงว่าเราไม่ได้ทำผิดในสิ่งเหล่านั้น แต่ถ้าเป็นภิกษุ ถ้าต้องอาบัติปาราชิก วิปัสสนาญาณตัวนี้จะไม่เกิดเด็ดขาดนะ จะเดินยังไงจะนั่งยังไงจะภาวนายังไงมันก็ไม่เกิดนะ ความเกิดดับของรูปของนามตัวนี้ในอุทยัพพยญาณจะไม่เกิด ผู้ที่ต้องอาบัติปาราชิกก็เกิดแต่ญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ นะ นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคญาณ สัมมสนญาณ เกิดขึ้นมานะ แต่อุทยัพพญาณจะไม่เกิดขึ้นมาเป็นเด็ดขาด เพราะอะไร เพราะว่าต้องอาบัติปาราชิก ไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าผู้ใดเกิดวิปัสสนาญาณที่ ๔ ขึ้นมาแล้วเนี่ย แสดงว่าผู้นั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิกนะ ไม่ได้ทำอนันตริยกรรม แล้วบุคคลผู้นั้นน่ะเป็นบุคคลผู้ทำบุญครบไตรเหตุนะ ถ้าบุคคลใดไม่ทำบุญครบไตรเหตุก็ไม่เกิดอีก แต่ถ้าผู้ใดเกิดญาณนี้แสดงว่าทำบุญครบไตรเหตุ บุคคลผู้ที่เกิดญาณนี้ขึ้นมาแล้วเนี่ย พึงพยากรณ์ตนเองว่าสามารถที่จะบรรลุมรรคผลพระนิพพานชั้นใดชั้นหนึ่งตามกำลังแห่งบุญของตน ตามกำลังแห่งความเพียรของตน ถ้าเราไม่หยุดการประพฤติปฏิบัติธรรมนะ ผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมมันมีอานิสงส์อย่างนี้นะ เราสามารถที่จะรู้อุปนิสัยหรือว่าบารมีของเราด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราเอง ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานในปัจจุบัน ตายไปแล้วเนี่ยก็ไปเกิดในสวรรค์นะ ถ้าไปเกิดในสวรรค์ก็จะมีรัศมี มีแสงสว่างมากกว่าเทวดาตนอื่นๆ นะ ตนที่ไม่ได้เจริญวิปัสสนา บุคคลผู้มีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย ไปเกิดในสวรรค์ก็มีรัศมีแผ่ไพศาลกว่าเทวดาตนอื่นๆ ถ้ามีพระมหาเถระผู้มีฤทธิ์มีเดช อย่างพระโมคลานะพระสารีบุตร หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปบนสวรรค์แล้วก็ไปแสดงธรรม เมื่อตั้งใจฟังธรรมก็บรรลุมรรคผลพระนิพพานสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในสวรรค์ได้นะ แต่ถ้าไม่ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานในสวรรค์เนี่ย ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เนี่ย ก็จะไม่เกิดในตระกูลที่เป็นเป็นมิจฉาทิฏฐินะ เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เลื่อมใสในพระรัตนตรัย อยากจะเข้าวัดเข้าวา อยากจะให้ทาน อยากจะรักษาศีล อยากจะฟังธรรม อยากจะประพฤติปฏิบัติธรรมนะ อานิสงส์จะเป็นอย่างนั้นนะ แต่ถ้าไปเกิดในสมัยที่ว่างจากพระพุทธเจ้าเนี่ย เป็นสุญญกัป ก็สามารถที่สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้นะ ถ้าบารมีครบ ๒๐ ทัศแล้วเนี่ย วิปัสสนาญาณที่เราก่อให้เกิดมันก็จะพิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษ สามารถสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ วิปัสสนาญาณนี่มันสำคัญนะ

         เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมที่เรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรมนี้จึงถือว่าเป็นการเตรียมตัวก่อนตายนะ โดยเฉพาะการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มีการสำเร็จเป็นพระโสดาบันเป็นต้น เรียกว่าเราปิดประตูอบายภูมิ ถ้าผู้ใดทำได้ก็ถือว่าปิดประตูอบายภูมิโดยเด็ดขาด ส่วนการประพฤติปฏิบัติธรรมชั้นสูงขึ้นไปนั้นน่ะ เมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมถึงพระโสดาบันแล้ว ย่อมรู้ว่าการเดินจงกรมอย่างนี้ การนั่งภาวนาอย่างนี้ การกำหนดอย่างนี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่หลงทางอีกต่อไปแล้ว สามารถประพฤติปฏิบัติธรรม สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป อาตมภาพได้กล่าวธรรมมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา.