กายกับใจเปรียบเหมือนไม้สองท่อน

กายกับใจเปรียบเหมือนไม้สองท่อน

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๒๓ ธ.ค. ๖๖)

            สังขารของเรานั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประการ สังขารที่ ๑ ก็คือรูปสังขาร สังขารที่ ๒ ก็คือนามสังขาร รูปก็คืออัตภาพอันยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรา นับตั้งแต่พื้นเท้าถึงปลายผม จากปลายผมถึงพื้นเท้า อันนี้ก็ถือว่าเป็นรูป สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยตา สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยหู สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยจมูก สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยลิ้น สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยกาย สิ่งนั้นก็ถือว่าเป็นรูป อย่างเช่นพวกแสงพวกสีอะไรต่างๆ ที่เรามองเห็น อันนี้ก็ถือว่าเป็นรูป เพราะว่ามันสัมผัสได้ด้วยตา

         เสียงที่เราได้ยิน เป็นเสียงผู้หญิง เป็นเสียงผู้ชาย เป็นเสียงนก เป็นเสียงลม เป็นเสียงฝน อะไรต่างๆ เสียงเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นรูป เพราะว่าเราสัมผัสได้ด้วยโสตประสาท ก็คือประสาทหูของเรา ถ้ามันไม่เป็นรูปเนี่ย เราก็ไม่สามารถที่จะสัมผัสด้วยโสตประสาทได้ ด้วยความที่เสียงนั้นเป็นรูปเราจึงสามารถสัมผัสได้ด้วยโสตประสาท คือประสาทหูของเรา

         กลิ่น จะเป็นกลิ่นหอมก็ดี กลิ่นเหม็นก็ดี กลิ่นที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ดี เมื่อมากระทบจมูกของเราเนี่ย สิ่งที่เป็นที่รับกลิ่นก็คือฆานประสาทก็สามารถรู้ว่ามันเป็นกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอม เพราะฉะนั้น กลิ่นนั้นจึงถือว่าเป็นรูป เพราะมันมีการกระทบกับฆานประสาท เวลาลิ้นของเรารับรู้รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสเผ็ด ชิวหาประสาทกับรสมันกระทบกันจึงเกิดความรู้ว่ามันเค็ม หรือมันเปรี้ยว หรือมันหวาน เพราะฉะนั้น รสนั้นจึงชื่อว่ารูป เพราะมันสัมผัสได้ด้วยชิวหาประสาทคือประสาทลิ้น

         รูปทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นสิ่งที่อาศัยอยู่ที่อัตภาพอันยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรา

         นอกจากนั้นส่วนหนึ่งก็คือนาม นามในที่นี้หมายถึงจิตของเรา จิตของเรานี้เป็นนาม นามกับรูปนั้นต้องอาศัยกัน ท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกันกับไม้ท่อน กายเป็นไม้ท่อนหนึ่ง ใจของเรานี่เป็นไม้ท่อนหนึ่ง ค้ำยันกันไว้ ในเมื่อกายกับใจมันยังค้ำยันกันอยู่ อัตภาพของเราก็สามารถที่จะสืบต่ออายุไปได้ ถ้าเราดึงไม้ข้างใดข้างหนึ่งออก ไม้ข้างหนึ่งมันก็ล้มลงไป เราดึงข้างซ้ายออก ข้างขวาก็ล้มลงไป เราดึงข้างซ้ายออกข้างขวาก็ล้มลงไป ถ้ากายของเรามันแตกดับ ใจของเรามันก็แตกดับด้วย ถ้าใจของเรามันแตกดับ กายของเรามันก็แตกดับด้วย

         เราจะเห็นว่า เมื่อร่างกายของเรามันเกิดทุกขเวทนามากๆ เป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคความดัน เป็นโรคไต เป็นต้น เเมื่อกายมันทนทุกข์ทรมานมาก กายมันแตกดับ ใจมันก็ต้องแตกดับไปด้วยนะ ใจก็ต้องไปหาที่เกิดใหม่ เพราะจิตของเรานั้นอาศัยกกายนะ อาศัยกายเป็นที่อยู่อาศัย เมื่อกายมันแตกดับ จิตมันก็ต้องไปอาศัยที่ใหม่

         บางครั้งร่างกายของเรามันแข็งแรงดี มีอายุ ๑๐ ปี มีอายุ ๒๐ ปี ร่างกายกำลังแข็งแรงดีอยู่ แต่ว่านอนไปมันไหลตายไป คือจิตมันแตกดับไป กายมันก็ต้องแตกดับไปด้วย เพราะว่าจิตมันต้องอาศัยกาย แต่ในกายกับจิตของเรานั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นนายกายเป็นแหล่ง ใจเป็นผู้แต่ง กายเป็นผู้กระทำ คือในกายกับจิตของเรานี้ ใจของเรานั้นเป็นใหญ่ ใจของเราเป็นหัวหน้า ใจของเราเป็นประธาน จะทำสิ่งใดๆ ให้สำเร็จนั้นก็ล้วนแต่ใจของเรานะ

         ร่างกายของเราก็เปรียบเสมือนกับหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ไม่มีคนขับมันก็เป็นแค่หุ่นยนต์นั่นแหละ มันขยับเยื้อนไม่ได้ ร่างกายของเราเปรียบเสมือนกับรถยนต์ รถยนต์ไร้คนขับมันก็ขับไปไม่ได้นะ รถจะวิ่งช้าวิ่งเร็วเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็แล้วแต่คนขับ กายของเรานั้นเปรียบเสมือนกับรถยนต์ ใจของเราเปรียบเหมือนกับคนขับ รถมันไม่สามารถที่จะวิ่งได้ถ้าไร้คนขับ ร่างกายของเราถ้าไร้จิตไร้ใจแล้วเนี่ย กายของเราก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าร่างกายของเราปราศจากวิญญาณ คือปราศจากจิต ก็จะนอนทับซึ่งแผ่นดิน เปรียบเสมือนกับท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้

         องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงค้นคว้าหนทางแห่งการพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ก็ทรงค้นคว้าทางกายนะ ด้วยการทำทุกกรกิริยา กดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระชิวหา กลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ อดพระกระยาหาร อดข้าวอดน้ำ พระองค์ทรงทำมาหมดนะ ทรมานกายจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก จนถึงกับสลบไป พระองค์ทรงทรมานกายโดยคิดว่ามันเป็นหนทางแห่งความหลุดพ้น คิดว่ามันเป็นหนทางแห่งความสำเร็จเป็นพระศาสดา คิดว่าเป็นหนทางแห่งการตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงทรมานร่างกาย แต่มันก็ไม่ใช่หนทางแห่งมรรคผลนิพพานสักที

         แต่เมื่อพระองค์ทรงได้สดับเสียงพิณ ๓ สายที่เทวดามาดีดให้ฟัง พระองค์ก็ได้เกิดปัญญาขึ้นมาว่า พิณสายที่ ๑ เนี่ยมันยานเกินไป พอดีดไปแล้วมันก็ไม่เพราะ ไม่น่าฟัง ไม่รื่นหู สายที่ ๒ นี่ดีดแล้วมันเป็นกลางๆ ฟังแล้วก็เพราะ ฟังแล้วก็นุ่มนวล ฟังแล้วก็เย็นจิตเย็นใจ ฟังแล้วก็สบายจิตสบายใจ สายที่ ๓ มันตึงเกินไป ดีดมันก็เป็นเสียงแหลมเกินไป บางครั้งบางคราวก็ตึงเกินไปมันก็ขาด องค์พระโพธิสัตว์ผู้เป็นพุทธางกูรเนี่ย ฟังแล้วก็เข้าใจทันที ก็ตั้งจิตตั้งใจประพฤติปฏิบัติทางจิต ฝึกฝนทางจิต เมื่อฝึกฝนทางจิตก็สามารถบรรลุมรรคผลพระนิพพานได้ สำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ เพราะพระองค์ทรงมาประพฤติปฏิบัติทางจิตนะ คือพระองค์ทรงนั่งคู้บัลลังก์ขาขวาทับขาซ้ายมือขวาทับมือซ้าย ตั้งสัจจะว่า ถึงแม้เลือดและเนื้อของข้าพเจ้าจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้บรรลุมรรคพลพระนิพพาน จะไม่ลุกจากการประพฤติปฏิบัติธรรมเด็ดขาด

         เมื่อพระองค์ทรงมาประพฤติทางใจเนี่ย พอถึงปฐมยามพระองค์ก็ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติของหลังได้ ถึงมัชฌิมยามก็ได้บรรลุจุตูปปาตญาณ รู้จักการเกิดการตายของสัตว์อื่นได้ ก่อนอรุณจะขึ้นก็ได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตัดกิเลสตายคลายกิเลสหลุด ผุดเป็นองค์แห่งพระสัพพัญญูขึ้นมาได้

         เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาพิจารณาตรงนี้แล้วเนี่ย เราก็จะเข้าใจว่าการทรมานกาย การฝึกฝนทางกาย พระองค์ทรงทำมามากแล้ว แต่ว่าทำอย่างไรก็ไม่พ้นจากกองทุกข์ได้ พระองค์จึงมาฝึกฝนทางใจ เราทั้งหลายทั้งปวงเมื่อรู้อย่างนี้แล้วเนี่ย เราควรหันมาประพฤติปฏิบัติทางใจของเรา ฝึกฝนอบรมใจของเรา เพราะว่าการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในมนุษย์โลกเทวโลกพรหมโลกเนี่ย ก็อาศัยการฝึกจิตนะ

         เราทั้งหลายทั้งปวงอยากจะพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย เราก็ต้องมีการฝึกจิตนะ เพราะว่าความทุกข์กายกับทุกข์จิตเนี่ย ทุกข์จิตมันสำคัญกว่านะ กายของเราทุกข์ก็เพราะความแก่ เพราะความเจ็บ เพราะแดดเพราะลม เพราะร้อนเพราะหนาว เพราะหิวเพราะกระหาย มันเป็นทุกข์ อันนี้ทุกข์กายนะ เรียกว่ากายิกทุกข์ แต่ว่าเจตสิกทุกข์คือทุกข์ทางใจเนี่ย ทุกข์เพราะโสกะคือความโศก ทุกข์เพราะปริเทวะคือความคร่ำครวญ ทุกข์เพราะอุปายาสความคับแค้นแน่นใจต่างๆ นี่ความทุกข์ใจนะ ความทุกข์กายเช่นความหิวนี่มันเกิดขึ้นมาเบียดเบียนเรา ถ้าเรารับประทาอาหารเราดื่มน้ำแล้วเนี่ย ความหิวมันก็หายไปนะ หรือว่าทุกข์เพราะความเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เช่นโรคเบาหวานอย่างนี้นะ เรารักษาหายแล้วความทุกข์นั้นมันก็ลดลงเบาลงแล้วก็หมดไปได้ อันนี้ทุกข์ทางกายนะ

         แต่ว่าทุกข์ทางใจเนี่ย ถ้าเราไม่เกิดปัญญาจริงๆ ความทุกข์ทางใจมันก็จะตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนจะกินจะดื่มจะพูดจะคิดจะทำกิจอะไรต่างๆ ความทุกข์มันก็ติดตามเราไปอย่างนั้น ใจของเรานั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญนะ เราควรฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตใจของเรา การที่เรามาเดินจงกรม มานั่งภาวนา มาไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ มาอยู่ในกรอบในศีลของพุทธธรรมนี้เนี่ย ก็ถือว่าเราทั้งหลายทั้งปวงนั้นมาสะสางความทุกข์ของเราแล้วนะ มาสะสางความทุกข์ให้ออกไปจากจิตจากใจของเรา เพราะบุคคลผู้ที่จะสางความทุกข์เนี่ย ความทุกข์มันอยู่ในใจของเรานะ เราจะเอาน้ำมาล้างมันก็ล้างไม่ออก เราจะเอาผ้ามาเช็ดมันก็เช็ดไม่ออกนะ เราจะเอาสารเคมีมาพ่นมาเป่ามันก็ไม่ออกนะ เพราะว่าความทุกข์มันอยู่ในใจของเรา เราต้องใช้สติ เราต้องใช้สัมปชัญญะ เราต้องใช้สมาธิ เราต้องใช้วิปัสสนาเป็นตัวเช็ดมันนะ เป็นตัวเอาความทุกข์นั้นออกไป ไม่ใช่เอาผ้ามาเช็ด เอาสารเคมีมาพ่น ไม่ใช่นะ เราต้องใช้สติใช้สัมปชัญญะใช้สมาธิใช้วิปัสสนาใช้มรรคใช้ผลนี่แหละเป็นตัวเช็ดเป็นตัวทำลายกิเลสความทุกข์นะ

         เพราะฉะนั้นเราจึงมีการเดินจงกรม มีการนั่งภาวนา เพื่อที่เราจะได้ชำระความทุกข์ออกไปจากจิตจากใจของเรานะ ความทุกข์ท่านแปลว่าเป็นสภาพที่ทนได้ยาก คือเมื่อผู้ใดถูกความทุกข์ครอบงำแล้วเนี่ย มันทนได้ยากมากนะ กระวนกระวาย สับสน นี่ถ้าความทุกข์มันครอบงำแล้วเนี่ย มันทนอยู่ได้ยาก ความทุกข์นั้นท่านแปลว่าเป็นสภาพที่น่าเกลียด ไม่มีใครต้องการคววามทุกข์ จะเป็นความทุกข์กายทุกข์ใจก็ดี ทุกข์เพราะไม่มีเงินใช้ก็ดี ทุกข์เพราะเขาดูถูกก็ดี ทุกข์เพราะเขาดูหมิ่นก็ดี ทุกข์เพราะเขาโกงก็ดี ไม่มีใครปรารถนาความทุกข์เลย เพราะฉะนั้น ความทุกข์นั้นท่านจึงแปลว่าน่าเกลียด เป็นสภาพที่น่าเกลียด ไม่มีใครต้องการความทุกข์ ไม่มีใครอยากได้ความทุกข์ ไม่มีใครอยากประสบกับความทุกข์ อยากจะพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นทุกข์นั้นจึงเป็นสภาพที่น่าเกลียด เด็กก็ไม่ต้องการ ผู้ใหญ่ก็ไม่อยากได้ พระสงฆ์สามเณรแม่ชีก็ไม่ต้องการ เป็นสิ่งที่คนรังเกียจก็คือความทุกข์

         เราทั้งหลายทั้งปวงอยากจะพ้นจากความทุกข์คือความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน เราต้องอาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงเกิดความทุกข์มากมาย เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญสมบูรณ์แล้วเนี่ย พระองค์ก็ทรงได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

         พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรก็ถูกความทุกข์ครอบงำ ก็สละฆราวาสวิสัยมาบวชเป็นพระ บวชได้ ๗ วัน พระโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ บวชได้ ๑๕ วัน พระสารีบุตรก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้

         พระมหากัสสปะ ในสมัยที่ท่านเป็นปิปผลิมาณพเนี่ย ท่านก็ได้แต่งงานกับนางภัททกาปิลานี เมื่อแต่งงานกันแล้วก็ไม่ประสงค์ที่จะอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา แต่มีความเมตตากันเหมือนกับพี่กับน้อง ปิปผลิมาณพก็เอาดอกไม้มาวางไว้ตรงกลาง ผู้หญิงก็นอนข้างซ้าย ผู้ชายก็นอนข้างขวา มีดอกไม้มาคั่นกลาง ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งเกิดความกำหนัด ขอให้ดอกไม้มันเหี่ยว แต่ในการที่อยู่ร่วมกันเนี่ย จนบิดามารดาของปิปผลิมาณพทำการะตายไปเนี่ย ดอกไม้ไม่เคยเหี่ยวเลยนะ ดอกไม้บานอยู่ตลอดเวลา คือคนทั้งสองนั้นไม่มีความกำหนัดต่อกันและกันเลย มีแต่ความเป็นพี่เป็นน้องกัน

         หลังจากนั้นมาก็ทำการทำงานช่วยช่วยพ่อช่วยแม่ จนพ่อแม่ตายไปหมด เมื่อพ่อแม่ตายไปหมดปิปผลิมาณพก็เอาสมบัติทั้งหมดทั้งปวงไปตั้งโรงทานไปแจกทาน จนมันหมดไป หลังจากนั้นมาก็พาภรรยาออกบวช เมื่อออกบวชแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จมาต้อนรับถึง ๑๒๐ โยชน์นะ เสด็จมาต้อนรับพระมหากัสสปะ ๑๒๐ โยชน์ แล้วก็ให้โอวาท ๓ ข้อ พระมหากัสสปะก็รับโอวาท ๓ ข้อ ก็เป็นการบวชเลยนะ การรับโอวาท ๓ ข้อก็ถือว่าเป็นการบวช บวชมาแล้ว เป็นปุถุชนอยู่ ๗ วัน ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

         เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายทั้งปวงที่จะพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย เว้นจากการภาวนา เว้นจากการบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล ไม่มีนะ เราจะเสาะแสวงหาในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกทั้งหลายทั้งปวง มันไม่มีนะ หนทางแห่งการที่จะพ้นทุกข์ได้ก็คือการประพฤติปฏิบัติ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เหมือนกับที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมกำลังทำอยู่นี่แหละ ถือว่าเป็นหนทางแห่งการบรรลุมรรคผลพระนิพพานได้ เป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ได้

         ผู้ใดอยากจะพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ผู้นั้นต้องประพฤติปฏิบัติให้ได้บรรลุมรรคผลเสียก่อน ผู้ใดได้รู้มรรคผลพระนิพพานแล้ว บุคคลนั้นจึงจะก้าวล่วงซึ่งความทุกข์ได้ แต่ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เราจะก้าวล่วงซึ่งความทุกข์ไม่ได้นะ  เพราะว่ามรรคนั้นยังไม่ประหารกิเลส เมื่อมรรคยังไม่ประหารกิเลส กิเลสมันยังไม่ตาย ความทุกข์มันก็ยังหลอกยังหลอน ยังมีความทุกข์เพราะความโกรธ ยังมีความทุกข์เพราะความโลภ ยังมีความทุกข์เพราะความหลง ยังมีความทุกข์เพราะมานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน

         ความทุกข์มันก็อยู่ในใจของเรานี่แหละ เราต้องอาศัยสมถกัมมัฏฐานวิปัสสนากัมมัฏฐานมาเช็ดมาถูมาขัดมาล้างใจของเรา ใจของเราจึงจะพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

         เหมือนกับพระเจ้ามหากัปปินะ พระเจ้ามหากัปปินะเป็นพระราชา รู้ว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมเกิดขึ้นแล้วในโลก พระสงฆ์เกิดขึ้นแล้วในโลก ก็เกิดศรัทธาปสาทะ แล้วก็สละราชสมบัติ สั่งให้อัครมเหสีมารับเอาทรัพย์สมบัติแล้วก็ไปบวช เมื่อบวชแล้วฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านบรรุเป็นพระหันต์แล้ว ไปที่สถานที่ใดๆ ก็จะเปล่งอุทานว่า อโห สุขัง อโห สุขัง สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ มีความสุขอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าจิตของท่านพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนะ

         ภิกษุทั้งหลายทั้งปวงก็ เอ๊ะ ภิกษุมหากัปปินะเนี่ยเพิ่งบวชมาได้ ๗ วัน ไปสู่สถานที่แห่งใดทำไมเปลงอุทานว่า อโห สุขัง อโห สุขัง สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ มันเป็นสุขจริงหรือสุขปลอม ก็เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุรูปนี้ อวดอุตริมนุสธรรม เที่ยวเปล่งวาจาว่า สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ ในที่ต่างๆ หรือว่าภิกษุรูปนี้จะเปรยความสุขในสมัยที่ตนเองเป็นโยม

         องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตรของเรานั้นไม่ได้เปล่งวาจาถึงความสุขในตอนที่เป็นคฤหัสถ์ แต่บุตรของเรานั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผลพระนิพพานแล้ว จึงเปล่งวาจาว่า อโห สุขัง อโห สุขัง สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ

         นี่เป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์นะ อาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละจึงได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน เพราะฉะนั้น คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทุกท่านทุกคน ก็ให้พยายามฝึกฝนอบรมในส่วนที่เป็นสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าเราบำเพ็ญบารมีบริบูรณ์สมบูรณ์แล้วเนี่ย เราก็สามารถที่จะได้บรรลุสมาธิสมาบัติมรรคพลพระนิพพานชั้นใดชั้นหนึ่งอย่างแน่นอน วันนี้ได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา.