อยู่ด้วยกัมมัฏฐาน

อยู่ด้วยกัมมัฏฐาน

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๒๐ ธ.ค. ๖๖)

        เวลาที่มันผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ก็ถือว่าเป็นเวลาที่ใกล้จะผ่านพ้นปีเก่าแล้วก็ต้อนรับปีใหม่ บางคนก็มีอายุล่วงแล้ว ๒๐ ปี ๓๐ ปี บางคนก็มีอายุล่วงแล้ว ๔๐ ปี ๕๐ ปี บางคนก็มีอายุล่วงแล้ว ๖๐ ปี ๗๐ ปีก็มี ชีวิตมันล่วงไปๆ เนี่ย เราได้ประโยชน์จากชีวิตของเราอย่างไร เราลองนึกดูสิว่าชีวิตของเราที่ผ่านพ้นไปแต่ละวันๆ น่ะ เรามีความสุขมากน้อยขนาดไหน เรามีความทุกข์มากน้อยขนาดไหน เรามีความเบิกบานใจ มีใจแช่มชื่น มีใจแจ่มใส มากน้อยขนาดไหน หรือว่าเรามีความตรอมใจ เรามีความทุกข์ใจ เรามีความน้อยใจ เรามีความเสียใจ อันนี้ก็ให้เราพิจารณาดู

         ความดีใจก็ดี ความเสียใจก็ดี มันก็เกิดขึ้นมากระทบเรา จะเป็นอารมณ์ดีอารมณ์ร้ายก็ตาม มันก็จะมากระทบเราอยู่ตลอดเวลา เราทั้งหลายทั้งปวงจะหลีกจะหนีจะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ มันต้องประสบกับอารมณ์เหล่านี้ เมื่อเราประสบกับอารมณ์เหล่านี้อยู่เป็นประจำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสให้เรานั้นกำหนดรู้อารมณ์ต่างๆ

         การที่เราทั้งหลายทั้งปวงจะอยู่กับอารมณ์มีอารมณ์ดีอารมณ์ไม่ดี อารมณ์ที่ปรารถนาก็ดี อารมณ์ที่ไม่ปรารถนาก็ดี ไม่ใช่ว่าเราต้องหลบหลีกหนีอารมณ์เหล่านั้นไปอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ห้วยอยู่ถ้ำอย่างเดียว ไม่ใช่นะ การต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเป็นการหลบอย่างเดียว การหลบการหลีกการหนีการไปอยู่ถ้ำอยู่ป่าอะไรทำนองนี้ ก็ถือว่าเป็นการหลีกออกเพื่อที่จะหาความวิเวก อันนี้ก็เป็นการหลบจากอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดความสงบแก่กายแก่ใจของเราได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราไม่มีเวลาที่จะหลบไปสู่ถ้ำสู่ป่าสู่ที่สงบสงัดในป่าอะไรต่างๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสให้เราอยู่ด้วยกัมมัฏฐานนะ ให้เรามีการกำหนดรู้สิ่งที่มากระทบ จะเป็นเสียงก็ดี จะเป็นกลิ่นก็ดี จะเป็นรสก็ดี จะเป็นสัมผัสจะเป็นอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ให้เรากำหนดรู้นะ อย่างเช่นเราเห็นรูปเนี่ย ท่านก็ให้เรากำหนด เห็นหนอ เห็นหนอ ไม่ให้เกิดความดีใจเสียใจนะ เราได้ยินเสียง ท่านก็ให้เรากำหนด เสียงหนอ เสียงหนอ หรือว่ากำหนด ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ ไม่ให้ยินดีไม่ให้ยินร้ายในเสียงนั้น เป็นการต่อสู้กับอารมณ์เหล่านี้นะ หรือว่าเราจะกระทบกับอารมณ์ต่างๆ ในการดื่มในการฉันในการกระทบกับอารมณ์ต่างๆ ทางใจของเราก็เหมือนกัน เราก็ต้องกำหนด กลิ่นหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ รสหนอ สัมผัสหนอ สัมผัสหนอ หรือเรากำหนดว่า คิดหนอ คิดหนอ เรากำหนดในลักษณะอย่างนี้ เป็นการกำหนดรู้อารมณ์นะ เป็นการกำหนดรู้เท่ารู้ทันอารมณ์ เป็นการพิจารณาอารมณ์ เป็นการไตร่ตรองอารมณ์ เป็นการใคร่ครวญอารมณ์ เป็นการกำหนดรู้อารมณ์ต่างๆ ที่มันมากระทบ อันนี้ก็เป็นทางที่เราจะอยู่ในสังคม

         สังคมของเราที่ผ่านมาเนี่ย มันผ่านไปๆ ถ้าเราอยู่ด้วยกัมมัฏฐานอย่างนี้เนี่ย มันก็เป็นบุญนะ แต่ถ้าเราขาดกัมมัฏฐาน บางครั้งมันก็เกิดความโกรธ เกิดความโลภ เกิดความน้อยใจเสียใจอะไรต่างๆ ขึ้นมา บางครั้งก็ทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นมา การที่เราทั้งหลายทั้งปวงยังกาลเวลาให้ผ่านไปเนี่ย ถ้ากายของเราก็ดี วาจาของเราก็ดี ใจของเราก็ดีเนี่ย มันเป็นบุญเป็นกุศล แสดงว่ามันได้กำไรนะ แต่ว่ากาลเวลามันผ่านไปๆ เราทำบาปเพิ่มขึ้น เราเบียดเบียนสัตว์อื่นเพิ่มขึ้น เราฆ่าสัตว์เพิ่มขึ้น เราลักเล็กขโมยน้อยเพิ่มขึ้น เราโกหกเพิ่มขึ้น เราหลอกลวงต้มตุ๋นอะไรต่างๆ เพิ่มขึ้น เราดื่มเหล้าเมาสุรามากขึ้น อะไรทำนองนี้ ถ้าเราสั่งสมบาปในลักษณะอย่างนี้มากขึ้น แสดงว่าเราขาดทุนนะ กาลเวลาของเราไม่ได้ล่วงไปโดยความเป็นบุญ กาลเวลาของเราไม่ได้ล่วงไปโดยความเป็นกุศล มันล่วงไปโดยความเป็นบาป ในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าประโยชน์นะ

         เพราะฉะนั้น การที่เราเป็นอยู่ด้วยการบำเพ็ญสมณธรรมเนี่ย มันจึงเป็นความที่เป็นอยู่ได้โดยลำบากนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ผู้ใดเป็นอยู่โดยธรรม ผู้นั้นจะเป็นอยู่โดยยาก เป็นอยู่โดยความลำบาก แต่ถ้าผู้ใดเป็นอยู่โดยอธรรมเนี่ย จะเป็นอยู่โดยง่ายนะ เป็นอยู่โดยสบาย แต่ว่าความเป็นอยู่โดยยากโดยความลำบากเพราะเราประพฤติธรรมเนี่ย ไม่ใช่ว่าเป็นความลำบากแล้วมันเป็นทุกข์ ไม่ใช่นะ เหมือนกับที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละ เรามาสมาทานศีล ๘ ตอนเย็นเราก็รับประทานอาหารไม่ได้ มันเป็นอยู่โดยยากนะ ต้องใช้ความอดทน ต้องใช้ความเพียร ส่วนญาติโยมที่เขาไม่ได้รักษาศีล เขาก็รับประทานอาหาร เปิดเพลงฟัง นั่งกินเหล้าเมาสุรา เที่ยวเตร่เฮฮากันได้ เป็นอยู่โดยสบาย เป็นอยู่โดยง่ายๆ แต่ไม่เกิดบุญเกิดกุศลนะ มันต่างกัน       

         เรามาฟังเทศน์ฟังธรรม ตั้งใจกำหนดจิต ตั้งใจสำรวมกายใจของเราให้เป็นสมาธิ พยายามเดินจงกรม พยายามนั่งภาวนา พยายามปฏิบัติเพื่อให้ได้สมาธิ เพื่อให้เกิดวิปัสสนา เพื่อให้ได้บรรลุมรรผลพระนิพพาน อดตาหลับขับตานอน มันเป็นของยากนะ มันเป็นของลำบาก ประพฤติตามธรรมมันลำบากอย่างนี้นะ แต่ว่าบุคคลผู้ที่ไม่ประพฤติตามธรรม อยากนอนก็นอน อยากตื่นก็ตื่น อยากทำอะไรก็ทำ แต่มันไม่เกิดประโยชน์นะ เป็นอยู่โยธรรมมันเป็นยากเป็นลำบาก แต่มันมีอานิสงส์มากมาย

         เหมือนกับภิกษุที่เป็นเจ้าวัชชีนั่นแหละ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้วออกบวช เมื่อออกบวชแล้วก็ประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรมอยู่ในหนทางที่เป็นที่เดินจงกรมใหญ่ ทางจงกรมนั้นยาว ๖๐ ศอก กำลังเดินจงกรมกลับไปกลับมาในวันเพ็ญเดือนหงาย แต่พิจารณาว่า เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ย ทางในบ้านในเมืองในนครเขากำลังเล่นนักษัตร์กัน วันนี้เป็นวันนักษัตรพระจันทร์เต็มดวง เขากำลังเล่นนักษัตรกัน มีเสียงแตร เสียงพิณ เสียงสังข์ เสียงฆ้อง เสียงกลอง เสียงอะไรต่างๆ ที่เป็นเสียงดนตรี ก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงคนก็สนุกสนานหัวเราะร้องรำทำเพลง ก็คิดว่า เราอยู่ในป่าผู้เดียว เว้นจากการตกแต่งตน เว้นจากการโพกผ้าต่างๆ อยู่คนเดียวในป่า ก็ไม่ต่างอะไรกันกับท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า หาประโยชน์อะไรไม่ได้ เกิดความสลดสังเวชใจ ขณะที่กำลังพิจารณาตัวเองอย่างนั้นแหละ เทวดาที่อยู่ในป่าก็กล่าวขึ้นมาว่า ท่านอยู่คนเดียวเหมือนท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า แต่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง สัตว์นรกทั้งหลายทั้งปวง ย่อมยินดีต่อท่าน

         เราประพฤติปฏิบัติธรรมบางครั้งบางคราวเนี่ย เราคิดว่ามันลำบาก แต่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงก็ดี มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงผู้มีปัญญาเนี่ย เขาก็อนุโมทนากับเรานะ สัตว์นรกทั้งหลายทั้งปวงผู้ตกอยู่ในนรกรู้ว่าเราประพฤติปฏิบัติธรรมก็ยิ่งอนุโมทนานะ บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนจะกินจะดื่มจะพูดจะคิดจะทำกิจอะไรต่างๆ เนี่ย ได้บุญตลอด ๒๔ ชั่วโมงนะ เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม จะคู้จะเหยียดจะก้มจะเงยจะทำกิจอะไรต่างๆ ก็เป็นบุญเป็นกุศลไปทั้งหมดทั้งปวงนะ ถ้าเรากำหนดทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายเนี่ย ไม่มีอะไรที่จะได้บุญ ๒๔ ชั่วโมงนะ บุญกฐินนี่ก็ไม่ได้บุญ ๒๔ ชั่วโมงนะ บุญผ้าป่าก็ไม่ได้บุญ ๒๔ ชั่วโมงนะ บุญถวายสังฆทานก็ไม่ได้บุญ ๒๔ ชั่วโมงนะ แต่ว่าบุญคือการประพฤติปฏิบัติธรรม จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน ได้บุญทุกอิริยาบถเลยนะ จะยืนก็เป็นบุญ จะนั่งก็เป็นบุญ จะนอนก็เป็นบุญ บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละ ท่านกล่าวว่าเป็นที่ตั้งแห่งบุญ เป็นที่เกิดแห่งบุญ บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นถือว่าเป็นบ่อบุญนะ เพราะว่าเป็นที่เกิดแห่งศีล เป็นที่เกิดแห่งสมาธิ เป็นที่เกิดแห่งปัญญา เป็นที่เกิดแห่งมรรคแห่งผลแห่งพระนิพพาน

         เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น จึงถือว่าเป็นการกระทำได้ยาก แต่ว่าอานิสงส์นั้นมันเหลือล้นพ้นประมาณ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรม กาลเวลามันผ่านไปๆ ให้เราคิดว่าวันนี้เนี่ยเวลามันหมดไปอีกแล้ว เรากระทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ เราได้ทำอะไรที่มันเป็นบุญ เราทำอะไรที่ให้มันเป็นประโยชน์แก่ตนเองแก่สังคมแก่บิดามารดาแก่ญาติพี่น้องแก่ประเทศชาติ เราทำอะไรที่มันจะเป็นประโยชน์ ในเมื่อร่างกายของเราแตกตายทำลายขันธ์แล้วเนี่ย เราจะอาศัยสิ่งที่เรากระทำในวันนี้ได้ไหม จะทำให้เรามาเกิดเป็นมนุษย์อีกได้ไหม จะทำให้เราไปเกิดในสวรรค์ได้ไหม หรือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เราไปเกิดในพรหมโลกได้ไหม หรือเป็นปัจจัยให้เราถึงซึ่งพระนิพพานได้ไหม เราต้องพิจารณาทุกวันทุกวัน

         แต่ก่อนในสมัยเป็นหนุ่มเป็นเด็ก บางครั้งบางคราวไม่ได้คิดนะ สนุกสนานเพลิดเพลินรื่นเริงไปเรื่อยๆ แต่เมื่ออายุย่างเข้ามา ๕๐  ๖๐ ปีไป ก็เริ่มคิดแล้วว่า คนที่อยู่ใกล้ๆ เรา เริ่มตายไป เริ่มป่วยเป็นโนนเป็นนี้ เป็นเบาหวาน เป็นมะเร็ง เป็นความดัน เป็นโรคไตโรคอะไรต่างๆ โรคที่รักษาเยียวยาได้ลำบากเนี่ย คนเหล่านี้เนี่ย ไม่ช้าไม่นานก็ต้องจากไป จากพี่จากน้องไป จากบ้านจากเรือนไป ก็พิจารณาว่า คนเหล่านี้ที่เขาจะจากบ้านไปจากเรือนไปจากพี่จากน้องไปนี่ เขาทำบุญทำทานไว้มากขนาดไหน เขามีที่พึ่งในสัมปรายภพข้างหน้าแล้วหรือยังหนอ เขาตายไปแล้วเขาจะเป็นอย่างไร ตายไปแล้วเขาสามารถที่จะมีที่พึ่งของเขาหรือเปล่า อะไรทำนองนี้

         เหมือนกับว่าเรามองไปเห็นข้างหน้าเนี่ย บุคคลผู้ไม่ได้ทำบุญทำทาน กลัวความลำบาก เพราะว่าการที่เราจุติจากภพนี้ไปสู่ภพอื่นเนี่ย เราต้องอาศัยจิตของเราไปปฏิสนธิไปเกิดในภพภูมิอื่น เมื่อเรามีจิตที่จะต้องไปปฏิสนธิในภพภูมิอื่นเนี่ย จิตของเรานั้นเป็นจิตที่ทำบาป เป็นจิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นจิตที่ไม่ทำบุญทำทาน เป็นจิตที่ไม่รักษาศีล เป็นจิตที่ไม่เจริญสมาธิภาวนาเป็นต้น ถ้าจิตในลักษณะอย่างนี้ไปเกิดในภพภูมิอื่น ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความลำบากนะ

         เหมือนอานนท์เศรษฐีนั่นแหละ ตายจากความเป็นเศรษฐีแล้วก็ไปเกิดเป็นคนจัณฑาล ทั้งๆ ที่อานนท์เศรษฐีนี่มีความร่ำความรวย มีเงินทองมากมาย แต่ว่าเป็นคนตะหนี่ ไม่รู้จักการให้ทาน ไม่รู้จักการทำบุญทำทาน ไม่รู้จักการรักษาศีล เกิดในสมัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสียประโยชน์ไปเฉยๆ นะ ตายไปแล้วก็ไปเกิดในท้องของคนจัณฑาล ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นเศรษฐีนะ รังเกียจคนขอทาน แต่ว่าตนเองตายแล้วไปเกิดเป็นคนขอทาน นี่บาปมันนำไปนะ อันนี้คือบาปความตระหนี่นะมันนำไป

         เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ที่ทำบาปทำกรรมเนี่ย จิตของเราเนี่ย เมื่อบาปมันนำไป มันก็จะไปเกิดในอบายภูมิ แต่ถ้าจิตของเรามีบุญนำไป ก็ไปเกิดในสวรรค์นะ อย่างเช่นธรรมิกอุบาสก ธรรมิกอุบาสกนี่ทำบุญมากนะ ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ทำบุญไม่รู้จักอิ่มนะ ทำบุญไม่รู้จักพอ ทำบุญอยู่ตลอดเวลา ตายไปแล้วก็มีสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น เอาราชรถมารอรับนะ สวรรค์แต่ละชั้นก็เชื้อเชิญให้ธรรมิกอุบาสกไปเกิดในสวรรค์ของตนๆ เพราะบุคคลผู้มีบุญเนี่ย รู้จักจำหน่ายจ่ายแจก รู้จักเอื้อเฟื้อเผือแผ่ รู้จักการให้ทาน รู้จักการฟังเทศน์ฟังธรรม รู้จักการอุปัฏฐากพระสงฆ์สามเณรเนี่ย เทวดาแต่ละชั้นแต่ละชั้นใน ๖ ชั้น ก็อยากจะให้ไปเกิดในสวรรค์ของตน เพราะบุคคลผู้มีบุญไปเกิด ณ สถานที่แห่งใด ก็จะยังสถานที่แห่งนั้นให้เจริญด้วยศีลด้วยธรรมนะ เหมือนกับที่หลวงพ่อใหญ่มาอยู่วัดของเรานี่แหละ

         แต่ก่อนนู้น ชาวบ้านแก้งเหนือก็ดี คำม่วงก็ดี เรืองอุดมก็ดี เวลามีการมีงานเนี่ย ก็ตีกันชกกันต่อยกัน ไม่มีศีลมีธรรม ไม่รู้ศีลรู้ธรรม แต่เมื่อหลวงพ่อใหญ่ท่านมีบารมี มีศีลมีธรรม ท่านมาแล้วเนี่ย ท่านก็เอาศีลมาด้วยเอาธรรมมาด้วย เมื่อท่านเอาศีลเอาธรรมมาด้วย ท่านก็มาแนะมานำมาพร่ำมาสอนมาบอกมากล่าว ก็ทำให้เกิดวัดพิชโสภารามขึ้นมา ทำให้ญาติโยมทั้งใกล้ทั้งไกลได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม เกิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น เกิดสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมา นี่คนมีบุญไปอยู่สถานที่แห่งใด ก็ยังสถานที่แห่งนั้นให้เจริญรุ่งเรืองนะ แต่ถ้าคนไม่มีบุญ มาเกิดอยู่ในสถานที่แห่งใด ก็ไม่สามารถที่จะยังสถานที่แห่งนั้นให้มีความเจริญรุ่งเรืองได้ มิหนำซ้ำก็ก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสถานที่นั้นอีก

         บุคคลผู้มีบุญอย่างนี้นะ เทวดาทั้งหลายทั้งปวงก็เหมือนกัน ก็อยากจะให้ผู้มีบุญไปเกิดในสถานที่ของตนๆ ก็เชื้อเชิญไปเกิดในสถานที่ของตน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีบุญไปเกิดในสถานที่แห่งใด ใครๆ ก็อยากจะให้ไปเกิดนะ เหมือนกับเราเนี่ย อยากจะให้เศรษฐีมาที่บ้านของเรา ถ้าเศรษฐีมาอยู่ตำบลของเรา มาอยู่บ้านของเรา เศรษฐีนี้เขาก็มีบารมี มีบริวาร มีกำลังทรัพย์ มีกำลังบริวารต่างๆ เขาอาจจะสร้างโรงงาน อาจจะสร้างสถานที่ต่างๆ ก็เกิดประโยชน์ ทำบุญทำทานสร้างโบสถ์สร้างศาลาต่างๆ ก็อาศัยบุคคลผู้มีบุญในลักษณะอย่างนี้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้มีบุญจึงสำคัญ จิตใจของบุคคลผู้มีบุญย่อมไปเกิดในสุคติภูมินะ จิตของเรานั้นยังไม่หมดกิเลส เมื่อจิตใจของเรายังไม่หมดกิเลสยังมีความโกรธความโลภความหลงราคะมานะทิฏฐิอยู่เนี่ย เราไม่อยากไปเกิดมันก็พาเราไปเกิดนะ เพราะอะไร เพราะเรามีเชื้อมียางที่จะพาไปเกิด

         ทั้งที่เรารู้ว่าการเกิดมันเป็นทุกข์ ความแก่มันก็เป็นทุกข์ ความเจ็บมันก็เป็นทุกข์ ความตายมันก็เป็นทุกข์ แต่เราไม่สามารถที่จะบังคับไม่เราไปเกิดได้ รู้ว่าความเกิดมันเป็นทุกข์ ความแก่มันเป็นทุกข์ความตายมันเป็นทุกข์เนี่ย เราบังคับมันไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะเรามีเชื้ออยู่ เหมือนกับเรารู้ว่านรกก็ดี เปรตก็ดี อสุรกายก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี มันเป็นทุกข์ มันเป็นอบายภูมิ เราไม่อยากจะไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเรายังไม่ได้บรรุเป็นพระโสดาบัน เรายังปิดประตูอบายภูมิไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะบังคับความโกรธความโลภความหลงได้

         เราตายไปด้วยความโกรธก็ไปเกิดในนรกได้ เราตายด้วยความโลภก็ไปเกิดเป็นเปรตเป็นอสุรกายได้ เราตายไปด้วยความหลงเราก็ไปเกิดเป็นสัต์เดรัจฉานได้ ทั้งที่เราไม่อยากไปเกิดนั่นแหละ เหมือนกับที่เรากระทบกับความโกรธขึ้นมา เราต่อสู้ความโกรธไม่ได้ เราก็โกรธไป เวลาราคะครอบงำเราต่อสู้กับราคะไม่ได้ ราคะมันก็ครอบงำทำให้เราต้องเสียศีลไป หรือว่าโมหะมันครอบงำเรา เราไม่สามารถที่จะต่อสู้กับโมหะ เราก็ทำกรรมต่างๆ ไปตามอำนาจของโมหะ ถ้าเราตายไปในขณะนั้น เราก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน นี่นะเป็นในลักษณะอย่างนี้นะ ในเมื่อเราไม่สามารถข่มความโกรธความโลภความหลงต่างๆ ได้เนี่ย จิตที่ไม่สามารถข่มความโกรธความโลภความหลงได้มันก็พาเราไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน

         เพราะฉะนั้น เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ย ท่านจึงให้เราข่มความโกรธ ความโลภ ความหลง ด้วยการกำหนด โกรธหนอ โกรธหนอ ราคะหนอ ราคะหนอ อยากได้หนอ อยากได้หนอ โลภหนอ โลภหนอ เป็นต้น นี่เรากำหนดอารมณ์ต่างๆ ให้รู้เท่ารู้ทันในลักษณะอย่างนี้นี่ ถ้าเรามาเจริญกัมมัฏฐานเนี่ย ถ้าเรามีสติกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลานะ เราจะไม่หลงตายนะ ถ้าเราไม่หลงตายเนี่ย ตายแล้วเราไม่ไปเกิดในอบายภูมิอย่างแน่นอน อย่างน้อยๆ เราก็มาเกิดในมนุษย์ ไปเกิดในสวรรค์ บุคคลผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมันสำคัญอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น เมื่อวันเวลามันล่วงเลยไปเนี่ย ไม่กี่วันมันก็จะถึงปีใหม่แล้ว แต่ก่อนนู้นน่ะเรา ๕๔ ปี ปีนี้เราก็จะนับ ๕๕ ถ้าอายุของเรา ๕๕ ปีหน้าเราก็ต้องนับ ๕๖ แล้ว วันมันผ่านไปๆ ไม่รู้ว่าเราจะเหลือเวลาอยู่อีกกี่ปีนะ ชีวิตนี่มันไม่แน่นอนนะ ในวันในเดือนในปีที่มันเหลืออยู่เนี่ย เราจะมีสุขภาพแข็งแรงอย่างนี้ไหม เราจะสามารถเดินจงกรมนั่งภาวนาได้หรือไม่

         ส่วนมากบุคคลผู้มีอายุล่วงกาลผ่านวัยแล้วจะแข็งแรงนี่หายากนะ บุคคลใดเมื่ออายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปีขึ้นไปแล้วแข็งแรงนี่แสดงว่าบุคคลนั้นมีบุญมากนะ ส่วนมากก็มีโรคภัยไขเจ็บ เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บก็เดือดร้อน พี่น้องครอบครัวต่างๆ ต้องหาเงินหาทองไปรักษานะ เวลาก็น้อยไป ต้องไปหาหมอบ้าง รักษาตัวเองบ้าง ทำมาหากินบ้าง โอกาสที่จะภาวนาก็น้อยลงไปอีก

         เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีโอกาสภาวนา เมื่อมีโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ ก็ขอให้เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่มันเป็นงานโลกุตตระ มันไม่ใช่เป็นงานโลกียะ โลกุตตระนั้นเป็นสิ่งที่สูงของมนุษย์ก็ดีของเทวดาก็ดีของพรหมก็ดี เป็นของพระอริยบุคคล ผู้ใดสามารถยังโลกุตตระให้เกิดขึ้นในจิตในใจแล้วเนี่ย บุคคลนั้นก็จะปิดประตูอบายภูมิเลยนะ ไม่สามารถไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จากนี้ไปจนถึงพระนิพพานจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิเลย อยากจะตกนรกขนาดไหน ประมาทขนาดไหน ก็จะไม่ตกนรกนะ อยากจะไปเกิดเป็นเปรตสักครั้ง เกิดเป็นอสุรกายสักครั้ง อะไรทำนองนี้ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเสือ เป็นนกอินทรีย์ สักครั้งเนี่ย มันก็ไปเกิดไม่ได้นะ เพราะอะไร เพราะจิตมันพ้นอบายภูมิแล้ว นี่มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้นะ

         บุคคลเข้าถึงโลกุตรธรรมแล้วเนี่ย สักกายทิฏฐิเนี่ยมันก็ตายไปเลยนะ ไม่ได้เกิดอีกนะ ตราบเท่าเราถึงพระนิพพานนะ สักกายทิฐิ ความถือมั่นในกายเนี่ย ถือว่าร่างกายเป็นของเรา ถือว่ามือเป็นของเรา หูเป็นของเรา ตาเป็นของเรา แขนขาเป็นของเรา บุคคลผู้ผ่านการประพฤติปฏิบัติธรรมมีพระโสดาบันเป็นต้นเนี่ย จะตัดได้โดยเด็ดขาดเลยนะ ไม่ได้หลงว่าตาเป็นของเราหูเป็นของเราร่างกายเป็นของเรานะ เมื่อเราไม่เห็นว่าร่างกายเป็นของเราแล้วเนี่ย ก็จะเห็นว่าร่างกายของคนอื่นก็เป็นของไม่เที่ยงเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาเหมือนกัน ความเป็นพระโสดาบันมันดีอย่างนี้นะ เห็นร่างกายของตนเองเป็นของไม่เที่ยงแล้วยังไม่พอ ยังเห็นร่างกายของคนอื่นหมดโลกเนี่ยเป็นของไม่เที่ยงทั้งหมดทั้งปวงเหมือนกัน เมื่อเห็นร่างกายของตนเองและร่างกายของคนอื่นเป็นของไม่เที่ยงแล้วเนี่ย ก็เห็นวัตถุต่างๆ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาหมดนะ มันเป็นเองโดยอัตโนมัติของมัน เพราะบุคคลนั้นได้ทำลายแล้วซึ่งสักกายทิฏฐินะ

         นอกจากนั้นก็ทำลายซึ่งสีลัพพตปรามาสนะ จะไม่ประพฤติปฏิบัติผิดเกี่ยวกับหนทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพานอีกนะ ผู้ที่ไม่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ยังถืออยู่สีลัพพตปรามาส ประพฤติปฏิบัติผิดทางในอันที่จะบรรลุมรรคพลพระนิพพานนะ แต่พระโสดาบันนั้นจะไม่ประพฤติผิดทางนะ เพราะทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นพระโสดาบันรู้แล้ว นี่มันประเสริฐอย่างนี้นะ จะไม่หลงทาง เป็นสัมมาทิฏฐิ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีการประพฤติปฏิบัติธรรมมุ่งตรงต่อพระนิพพาน

         นอกจากนั้นบุคคลผู้เป็นพระโสดาบันเนี่ย ยังเป็นผู้ที่ละวิจิกิจฉานะ แต่ก่อนนู้นสงสัยในเรื่องพุทธเจ้า สงสัยในเรื่องพระธรรม สงสัยในเรื่องพระสงฆ์ สงสัยในเรื่องนรกเรื่องสวรรค์เรื่องโลกนี้โลกหน้า เมื่อผ่านการปฏิบัติถึงพระโสดาบันแล้วเนี่ย จิตมันได้สัมผัสกับพระนิพพานนะ เกิดมรรคจิตผลจิตขึ้นมา จิตมันได้สัมผัสพระนิพพานแล้ว มันก็เป็นอันถึงบางอ้อนะ ถึงความเข้าใจในเรื่องของการบรรลุมรรคผลพระนิพพาน

         เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เข้าถึงธรรมเป็นพระโสดาบันเป็นต้นเนี่ย จึงไม่มีความสงสัยในเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว ไม่ได้มีความสงสัยในเรื่องนรกสวรรค์ ลองนึกดูสิว่า บุคคลผู้ไม่สงสัยในเรื่องโลกนี้โลกหน้าเนี่ย เปรียบเสมือนกับเรามองเห็นอนาคตข้างหน้าแล้ว เรามองเห็นผลบุญมองเห็นผลทานมองเห็นผลศีลมองเห็นผลภาวนาเต็มที่ชัดเจน เราก็มีโอกาสที่จะทำบุญมีอะไรก็อยากจะทำบุญ ถ้ามันเป็นประโยชน์ก็ทำบุญ รักษาศีล เจริญสมาธิ นั่งภาวนา ไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อย เพราะอะไร เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสให้ทานรักษาศีลไหว้พระทำวัตรสวดมนต์นั่งภาวนาอย่างนี้ไปอีกกี่ปี สิ่งที่เราทำได้เนี่ยเป็นของเราจริงๆ สิ่งที่เราทำไม่ได้มันก็ไม่เป็นของเรานะ

         บุคคลผู้มีชีวิตเนี่ย พึงทำบุญแข่งกับเวลานะ ทำคุณงามความดีแข่งกับเวลา เหมือนกับบุคคลผู้ถูกไฟเผาหัวอยู่ ต้องรีบดับไฟรีบทำบุญทำทานนะ สิ่งที่เรากระทำแล้วทุกอย่าง จะเป็นบาปก็ดีจะเป็นบุญก็ดี เป็นของเราโดยแท้ เป็นของเราแน่นอน สิ่งที่เราทำนั้นจะต้องติดตามเราไปเหมือนเงาติดตามตัวอย่างแน่นอน

         พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า ในขณะที่มีชีวิตอยู่เนี่ย เราทำอะไรไว้ เป็นของเรา ขณะที่เราทำคุณงามความดี ก็เหมือนกับเราขนของออกจากบ้านของเราไว้แล้ว ร่างกายของเราเนี่ย เปรียบเสมือนกับเรือน ขณะที่เราอยู่เรือนเนี่ย เรือนมันเกิดไฟไหม้ขึ้นมา เราก็นอนอยู่ในเรือน เมื่อเราตื่นขึ้นมาเห็นเรือนมันถูกไฟไหม้ เราต้องรีบขนของออกจากเรือนของเรา ไฟมันกำลังลุกโชนขึ้นมา เราก็รีบขนของ เห็นอะไรเราก็เก็บเอาไปวิ่งออกไปจากกองไฟ แล้วก็วิ่งกลับมาเอาของแล้วก็วิ่งกลับออกไปอีก ไฟมันก็ไหม้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดไฟมันก็ไหม้เรือนทั้งหมด เราก็วิ่งกลับไปกลับมา ของที่เราขนออกไปได้จากเรือนที่เป็นไฟไหม้นั่นแหละ ท่านกล่าวว่าเป็นของเราจริงๆ ส่วนที่เราขนออกไปไม่ทันมันก็ถูกไฟไหม้

         เพราะฉะนั้น ไฟคือความแก่ความเจ็บความตายเนี่ย มันกำลังเผาร่างกายของเราอยู่ ในขณะที่เรามาให้ทาน ในขณะที่เรามารักษาศีล ในขณะที่เรามาไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ ในขณะที่เรามาเจริญภาวนาเนี่ย เป็นการขนนะ ขนเอา สิ่งที่เราขนเอาได้นั้นเป็นของเราโดยแท้ ทาน ศีล สมาธิ ภาวนา ไหว้พระ ทำวัตรสวดมนต์เนี่ย เป็นของเราโดยแท้ เราขนออกมาแล้ว เรากระทำไว้ในจิตในใจของเรานี่แหละ เป็นสิ่งที่เป็นของเราโดยแท้

         ดังที่พุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า บุคคลผู้ที่ตายไปแล้วเนี่ย ในสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาทำบุญ เขาทำบาปอะไรไว้ บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของเขาโดยแท้ บุญและบาปนั้นย่อมติดตามเขาไปเหมือนเงาติดตามตัว เขาจะต้องได้รับบุญและบาปนั้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำไว้เนี่ย มันเป็นการขนออกตามหลักของพระพุทธศาสนานะ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้เราทั้งหลายทั้งปวงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท วันนี้อาตมภาพได้กล่าวธรรมก็เห็นว่าพอสมควรแกเวลา.