การฟังธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ

การฟังธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๑๔ ม.ค. ๖๕)

         วันนี้ก็ถือว่ามาให้กำลังจิตกำลังใจหลวงพ่อพระครูวิสุทธิสมณกิจซึ่งท่านก็ป่วยรักษาตัว ไปโรงพญาบาลอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ในการฟอกเลือด แต่ก็ไม่ทิ้งการประพฤติปฏิบัติธรรม สนใจ ใส่จิต ใส่ใจในการกระทำสมณจิตของท่าน

         ตามธรรมดาผู้ที่มีสังขารร่วงโรยก็ต้องการพักผ่อน ต้องการอยู่สบาย ไม่ต้องการลำบาก แต่ว่าท่านไม่ได้ห่วงในเรื่องความลำบากของท่านเอง ห่วงพระพุทธศาสนา ห่วงพระ ห่วงเณร ห่วงญาติห่วงโยม กลัวพระสงฆ์สามเณรญาติโยมจะไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม

         ซึ่งทราบว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมประจำปี ซึ่งปีกลายนี้ก็เว้นเพราะว่าโรคโควิด ปีนี้ก็มาเริ่มจัดอีกครั้ง เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเราจะประพฤติปฏิบัติธรรมตอนที่คนลำบากหรือว่าคนทุกข์ ธรรมะจะมีประโยชน์ในตอนนี้ เหมือนกับเราไปศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอน ในพระไตรปิฎก ก็จะเห็นว่าคนทั้งหลายทั้งปวงได้ประสบธรรม ได้เข้าใจธรรรม ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ได้รู้แจ้งธรรมนั้น ส่วนมากตอนทุกข์นะ ไม่ใช่ตอนหัวเราะแล้วก็บรรลุธรรมนะ ส่วนมากตอนทุกข์ พิจารณาว่า เอ สังขารร่างกายมันเป็นทุกข์

         การฟังธรรมนั้น เราจะฟังเพื่อเอาบุญก็ได้ คือตั้งใจฟังธรรมก็เป็นบุญแล้ว เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็เป็นบุญแล้ว แต่เรามีความเคารพ มีความตั้งใจในการฟังธรรม ถ้าเราฟังธรรมเพื่อเอาปัญญาเราก็ต้องพิจารณาตาม ใคร่ครวญตามเนื้อหาสาระที่ผู้แสดงธรรมนั้นได้กล่าวธรรมไป แล้วก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา นี่เรียกว่าฟังเอาปัญญา

         แต่ถ้าเราอยากจะได้สมาธิสมาบัติ จิตใจสงบเป็นปฐมฌานทุติยฌานเป็นต้น เราก็ตั้งสติกำหนดที่หูของเรา พุทโธ พุทโธ พุทโธ ก็ได้ หรือว่า ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ ก็ได้ หรือว่าเราจะกำหนดเสียงหนอ เสียงหนอ ก็ได้ พญายามตั้งสติไว้ตรงที่เสียงมันกระทบที่หูของเรา เราจะบริกรรม พุทโธ เราจะบริกรรม เสียงหนอ หรือว่าเราบริกรรม ได้ยินหนอ ก็ตาม ตรงที่เสียงมันกระทบ เสียงสักแต่ว่าเสียง ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิได้ จิตเข้าสู่ปฐมฌานทุติยฌานตติยฌานได้

         แต่ถ้าเราจะฟังเป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน คือฟังให้เกิดปัญญาญาณขึ้นมา คือเจริญวิปัสสนาในขณะที่ฟังธรรม เหมือนกับพระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ ที่ฟังธรรมแล้วก็ได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด คือฟังแล้วก็พิจารณาเสียงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป นี่ฟังด้วยการเจริญวิปัสสนาควบคู่ไปด้วยนะ

         เพราะฉะนั้น การฟังธรรมในพระพุทธศาสนาของเรานั้น จึงเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างดีเยี่ยมนะ บุคคลผู้ที่บรรลุธรรมในพุทธศาสนาส่วนมากนี่ฟังธรรมนะ เกิดขึ้นมาจากการฟังธรรม เพราะฉะนั้น การฟังธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ นับตั้งแต่พระอริยสงฆ์องค์แรกคือพระโกณฑัญญะเนี่ย อาศัยการฟังธรรม ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นมาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระระองค์ก็ทรงแสดงอนัตตลักขณะสูตร ทำให้ปัญจวัคคีที่เหลือนั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยพระอัญญาโกณฑัญญะ นี่เกิดขึ้นจากการฟังธรรมนะ

         นอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมแก่พระยสะ ภรรยาของพระยสะ พร้อมด้วยบิดามารดาของพระยสะ พร้อมด้วยสหายของพระยสะ รวมกันเป็น ๕๕ กับพระยสะนะ แสดงอนุปุพพิกถาพรรณนาเรื่องทานเรื่องศีลเรื่องสวรรค์เรื่องโทษของกามแล้วก็อานิสงส์ของการออกบวช ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบันนะ สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นในพุทธศาสนาด้วยการฟังธรรม พอฟังธรรมครั้งที่ ๒ ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อันนี้ก็เกิดขึ้นมาจากการฟังธรรม

         นอกจากนั้นพระองค์ทรงแสดงแก่ภัททวัคคีย์ทั้ง ๓๐ ที่ไร่ฝ้าย ที่ไปตามหาหญิงแพศยาที่ขโมยเครื่องประดับไป พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ภัททวัคคีย์ทั้ง ๓๐ อย่างต่ำก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน อย่างสูงก็บรรลุเป็นพระอนาคามี

         หลังจากนั้นมาพระองค์ก็ทรงไปแสดงแก่อุรุเวลากัสสปะ คยากัสสปะ นทีกัสสปะ ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๑,๐๐๓ คนนะ

         หลังจากนั้นมาก็มาโปรดพระเจ้าพิมพิสารซึ่งมีบริวารถึง ๑๒ หมื่น ทำให้พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ๑๑ หมื่น ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน อีกหนึ่งหมื่นเป็นกัลยาณชน ตั้งมั่นอยู่ในศีล ๕ เพราะการฟังธรรมนะ

         เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ บุคคลทั้งหลายทั้งปวงละชั่วกระทำดีก็เพราะการฟังธรรม บุคคลผู้ที่เป็นปุถุชนก้าวล่วงซึ่งความเป็นปุถุชนขึ้นสู่อริยชนก็เพราะการฟังธรรม บุคคลผู้มีกิเลสทำให้สิ้นกิเลสก็เพราะการฟังธรรม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นจึงเป็นสิ่งที่มีอานิสงส์มาก โบราณท่านว่าชั่วช้างพัดหูงูแลบลิ้นไก่ตบปีก ก็มีอานิสงส์มากนะ

         ค้างคาวฟังธรรมก็มาเกิดเป็นบริวารของพระสารีบุตร กบฟังธรรมตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเทพบุตรกบ เรียกว่า มัณฑูกเทพบุตร บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ งูเหลือมฟังธรรมเรื่องอายตนะก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาเกิดเป็นอาชีวก ผลสุดท้ายก็ได้บรรลุมรรคผลพระนิพพานในที่สุด อานิสงส์ของการฟังธรรมนี่่มันจะเป็นหน่อเป็นเชื้อทำให้เราทั้งหลายทั้งปวงได้รู้แจ้งเห็นจริงในเมื่อบารมีของเรามันสมบูรณ์นะ

         เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้น จะเป็นพระเป็นเณรเป็นคณะครูบาอาจารย์รูปใดรูปหนึ่งขึ้นแสดงธรรมเราก็ฟังธรรม เราจะฟังเอาบุญหรือเราจะฟังเอาปัญญาหรือเราจะฟังเอาสมาธิหรือเราจะฟังไปด้วยเจริญวิปัสสนากรรมฐานไปด้วย การฟังธรรมไม่ใช่ว่าเราไม่ปฏิบัติธรรมนะ อันนี้เรียกว่าเจริญกรรมฐานหมู่

         ในสมัยที่ไปสอนกรรมฐานส่วนมากได้สมาธิในตอนฟังธรรมนะ บอกวัดเสร็จเรียบร้อยลุกออกไป คณะครูบาอาจารย์ก็นั่งเข้าสมาธิไป ญาติโยมก็เข้าสมาธิไป เพราะว่าอะไร เพราะว่าจิตมันสงบ เพราะขณะที่เราฟังธรรมจิตใจมันสบาย ผ่อนคลาย ไม่นึกถึงอดีตไม่นึกถึงอนาคต มีจิตอยู่กับปัจจุบันธรรม สมาธิมันก็เกิดขึ้นมา

         เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตั้งจิตตั้งใจในการฟังธรรมร่วมกัน

         วันนี้ก็ได้มาอนุโมทนาสาธุการ เห็นการสร้างเสนาสนะ เห็นการรักษาป่า เห็นการตั้งใจในการที่จะรักษาการประพฤติปฏิบัติเข้าปริวาสกรรม ก็ขอขอนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง การเข้าปริวาสกรรม ตลอดถึงญาติโยมที่มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ถือว่าเป็นบุญใหญ่นะ การเข้าปริวาสกรรมนี่ถือว่าเป็นบุญใหญ่ เพราะอะไร เพราะว่าบุญกฐินก็ดี บุญผ้าป่าก็ดี บุญถวายสังฆทานก็ดี บุญกองบวชก็ดี สู้บุญในการเข้าปริวาสกรรมไม่ได้นะ

         เพราะอะไร เพราะว่าการเข้าปริวาสกรรมนี้มีทั้งการให้ทาน มีทั้งการรักษาศีล มีทั้งการฟังเทศน์ฟังธรรม มีทั้งการเดินจงกรมนั่งภาวนา มีทั้งการเจริญสมถะ มีทั้งการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มีทั้งการแผ่เมตตา ทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องการมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติ ก็อยู่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละ ในการเข้าปริวาสกรรมของเรานี่แหละ

         เพราะฉะนั้น คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม คณะครูบาอาจารย์ที่ขอปริวาสกรรม ได้ขอปริวาสกรรมครบ ๓ ครั้งเนี่ย ยังไม่สมาทานวัตรนะ ชื่อว่าเป็นปริวาสิกะแล้วนะ คณะครูบาอาจารย์มาเดินจงกรมนั่งภาวนานี่สามารถได้สมาธิสมาบัตินะ สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ

         เพราะฉะนั้น คณะครูบาอาจารย์ที่มาเข้าปริวาสกรรม ถือว่าได้โชคหลายชั้น เพราะฉะนั้นก็อย่าประมาท ควรที่จะเดินจงกรม ควรที่จะนั่งภาวนา ควรที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดี ส่วนญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ขอให้เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ขอให้เราประพฤติปฏิบัติธรรมให้จริงจัง อย่างเช่นเราประพฤติปฏิบัติ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เป็นต้น ถ้าเราตั้งใจให้เห็นรูปเห็นนามนะ ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้เห็นรูปเห็นนาม หรือเราประพฤติปฏิบัติธรรมให้เกิดพระไตรลักษณ์ เกิดญาณที่ ๔ ขึ้นมาเนี่ยนะ เราก็ไม่ไปสู่อบายภูมิตั้งหลายชาติแล้วนะ

         ท่านกล่าวว่าถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมเห็นรูปเห็นนามรู้จักแยกรูปแยกนาม จิตอยู่กับอารมณ์ของกรรมฐาน ตายไปจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๑ ชาตินะ แต่ถ้าผู้ใดเห็นเหตุเกิดของรูปของนาม เหมือนกับที่เราเดินในกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขณะที่เท้าของเรายกขึ้นเนี่ย ใจของเราวิ่งมาทีหลัง อันนี้เรียกว่ารูปเป็นเหตุนามเป็นผลนะ บางครั้งเวลาเราจะเหยียบลงไปเนี่ย ใจของเรามันไปก่อนนะ ขณะที่ใจของเราไปก่อนเนี่ย เรียกว่าใจเป็นเหตุนะ เท้าของเราไปทีหลัง เท้าเป็นผล ถ้าใครรู้เหตุรู้ผลในลักษณะนี้เรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณเกิดขึ้นมานะ อันนี้พูดตามหลักวิชาการก่อนนะ

         ถ้าผู้ใดมีความรู้ความคิดในลักษณะอย่างนี้นะ ไม่ได้จำคนอื่นมานะ มันคิดขึ้นมาเอง มันเห็นเอง ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าปัจจยปริคคหญาณเกิดขึ้นมานะ ตายไปแล้วจะไม่ไปสู่อุบายภูมิ ๒ ชาตินะ ถ้าไม่ประมาท

         แต่ถ้าผู้ใดภาวนา พองหนอ ยุบหนอ ไป อาการพองยุบมันเร็วขึ้นๆ แล้วมันก็จางหายไป อาการพองยุบมันแน่นเข้าๆ แล้วก็จางหายไป หรือว่าอาการพองอาการยุบมันแผ่วเบาเข้าๆ แล้วก็จางหายไป ในลักษณะนี้เป็นลักษณะของสัมมสนญาณนะ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ก็แสดงว่าจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๓ ชาตินะ ถ้าเราไม่ประมาท เราไม่ไปทำกรรมอันหนักที่มันจะเป็นครุกรรม มีฆ่าพ่อฆ่าแม่ฆ่าพระอรหันต์เป็นต้น เราก็จะไม่ไปสู่อุบายภูมินะ ถ้าเราไม่ทำครุกรรมนะ

         แต่ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมไป ภาวนาพองหนอยุบหนอไป อาการพองยุบมันเร็วขึ้นๆ แล้วขาดลงไป ขณะที่มันขาดปุ๊บ จิตมันดับลงไป แต่มันดับลงไป ๑ ขณะจิต รู้สึกตัวขึ้นมาเราก็บริกรรมต่อไปอีก พองหนอ ยุบหนอ ไป เร็วขึ้นไปอีก ดับฟึบลงไปอีก แต่มันดับลงไป ๑ ขณะจิต อาการที่มันดับลงไปนั้นมันเหมือนกับฟ้าแลบ  เหมือนกับเราเอาไม้ขีดลงไปในน้ำมันก็กลับเข้าหากันเร็วในลักษณะนี้ หรือบางคนอาจจะแน่นเข้าๆ แล้วก็ขาดฟึบลงไปอีก รู้สึกตัวขึ้นมาเราบริกรรมอีก มันก็แน่นเข้าๆ แล้วก็ขาดฟึบลงไปอีก อันนี้เรียกว่าเป็นทุกขังนะ แต่ที่มันเร็วขึ้นๆ เป็นอนิจจัง

         ส่วนบุคคลผู้เคยเจริญวิปัสสนากรรมฐานมา อาการพองยุบมันจะแผ่วเบาเข้าๆ แล้วก็ขาดฟึบลงไป รู้สึกตัวขึ้นมาเราก็บริกรรมต่อไปอีกก็ขาดลงไปอีก แต่มันจะแผ่วเบาลงไปๆ แล้วก็ขาดฟึบลงไป ถ้าในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าเป็นอุทยัพยญาณเกิดขึ้นมานะ ถ้าผู้ใดยังตัวนี้ให้เกิดขึ้นมาแล้วนะ ถ้าเป็นพระนะ แสดงว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิกนะ สมารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ มีบุญที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานนะ

         นี่เราจะรู้ว่าเรามีบุญวาสนาบารมีที่จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรือไม่ เราดูตรงนี้นะ ใครเป็นคนบอก ก็เรานี่แหละเดินจงกรมนั่งภาวนาจนวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นมา เมื่อวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็บอกตัวเองด้วยสภาวธรรมที่เรารู้เราเห็น ไม่ใช่ว่าครูบาอาจารย์มาบอกเรานะ เพราะฉะนั้น ความเชื่อมั่นมันจึงเกิดขึ้นมาในจิตในใจของเรา บุคคลนั้นก็จะหาเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมเรื่อยๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้รู้แจ้งเห็นจริงได้

         ถ้าวิปัสสนาญาณตัวนี้เกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย ถ้าเราไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันนี้นะ ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ถ้าไปเกิดในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง เวลามีพระผู้มีฤทธิ์มีเดช อย่างเช่นพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ไปสวรรค์เนี่ย ถ้าท่านไปแสดงธรรมบนสวรรค์เนี่ย ส่วนมากจะได้บรรลุธรรมบนสวรรค์นะ เมื่อไปเกิดบนสวรรค์แล้วก็จะมีแสงมีรัศมีแผ่ไปมากกว่าเทวดาที่เขาไม่ได้อุทยัพยญาณนะ แสงรัศมีจะแผ่เออกไปกลบเทวดาทั้งหลายทั้งปวงนะ

         แต่ถ้าไม่ได้บรรลุมรรคพลนิพพานบนสวรรค์ กลับมาเกิดในมนุษย์ของเรา ก็จะไม่เกิดในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐินะ ไม่ไปเกิดในตระกูลนอกพุทธศาสนา ไปเกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เลื่อมใสในพระรัตนตรัยนะ อยากเห็นพระรัตนตรัย อยากเข้าใกล้ อยากฟังธรรม อยากทำบุญทำทาน อยากรักษาศีล อยากภาวนานะ

         เพราะฉะนั้น คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ถือว่าเป็นมรดกซึ่งต่างจากศาสนาอื่นๆ นะ ศาสนาอื่นจะไม่มีการประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นกับพุทธศาสนาของเรานะ การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นก็ถือว่าเราทั้งหลายทั้งปวงมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะฝึกฝนอบรมจิตใจของตัวเอง ถ้าเราไม่ฝึกฝนอบรมจิตใจของเราแล้วเนี่ย เราจะไม่สามารถรู้เหตุรู้ผลนะ โดยเฉพาะคนเราทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน อย่างเช่นเราเกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย ความเป็นเด็กมันก็ตั้งอยู่ชั่วกาลชั่วเวลานิดหนึ่งนะความเป็นเด็กนะ ไม่ได้ตั้งอยู่นานนะ หลังจากนั้นมาก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ความเป็นหนุ่มเป็นสาวนี่มันก็ตั้งอยู่นิดเดียว หลังจากนั้นแต่งการแต่งงานมีครอบมีครัวแล้วก็ ล่วงการผ่านไปก็แก่เฒ่าแก่ชราไป มันเป็นของที่นิดหน่อยนิดเดียวเท่านั้นนะ ความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็สิ้นสุดตรงเฒ่าตรงแก่ ในที่สุดก็ถึงซึ่งความตายในที่สุด  นอกจากตายแล้วนี่ยังเวียนว่ายตายเกิดอีกนะ ยังไม่สิ้นสุดเท่านี้นะ

         แต่คนเราทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีความยินดีในการเวียนว่ายตายเกิด ญาติโยมทุกท่านทุกคน คณะครูบาอาจารย์ทุกรูปเนี่ย ทุกคนที่เกิดขึ้นมาเนี่ย พอใจในรางวัลของธรรมชาตินะ รางวัลของธรรมชาตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสหมายถึงความยินดีในกามารมณ์นะ หมายถึงความยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส ตัวนี้เป็นรางวัลของธรรมชาตินะ ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงยินดีในกามารมณ์ ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสในอารมณ์ต่างๆ นี้ก็ลำบาก ทำมาหากินหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอาบเหงื่อต่างน้ำ นอนกลางดินกินกลางหญ้าต่างๆ ก็อดทนเอา เพราะอะไร เพราะว่ามันมีสิ่งที่ทำให้เราพอยินดีได้บ้าง ก็คือยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรส

         นี่เป็นรางวัลนิดหน่อยนะ เป็นของนิดหน่อยที่ล่อลวงคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้มาติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้นะ แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดในห้วงมหรรณพภพสงสาร เป็นดอกไม้ของพญามารนะ เป็นบ่วงของพญามาร ความสุขนิดหน่อยนี่แหละที่คนทั้งหลายทั้งปวงติดอยู่ ไม่สามารถออกมาได้ เรามองดูสิ คนที่อยู่ในตำบลของเรา ในอำเภอของเรานี่มีมากขนาดไหน แต่คนที่จะได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมมีน้อยนะ ไม่ได้มีมากนะ มีนิดเดียว เหมือนกับขนโคกับเขาโคนั่นแหละ

         เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายทั้งปวงนั้นจึงติดอยู่ในความสุขนิดหน่อย ความสุขนิดหน่อยนี้นี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระระองค์ทรงตรัสว่าเป็นความสุขเหมือนกับบุคคลผู้ถือคบเพลิงที่ทวนลม ขณะที่เราเดินไปในมืดๆ เนี่ย เราก็ต้องจุดคบเพลิง แต่ว่ามันมีลมพัดทวนมาเราถือทวนลม ขณะที่เราถือไปเราก็มองเห็นทาง แต่เปลวเพลิงมันก็ลามมาไหม้เรา เราก็ร้อนแต่เราก็ได้ประโยชน์จากการที่มีแสงมันปรากฏขึ้นมา บุคคลผู้ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสนี้ก็เหมือนกัน มีความสุขนิดหน่อย มีประโยชน์นิดหน่อย แต่ว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับไฟที่มันลามมาไม่เรานี่แหละ แต่ก็ต้องจำเป็นต้องถือนะ ถ้าไม่ถือมันก็จะไม่เห็น นี่ในลักษณะของบุคคลผู้ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสมันเป็นอย่างนั้นนะ

         เพราะฉะนั้น เวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมท่านจึงให้กำหนดนะ เวลาตาเห็นรูปก็กำหนด เห็นหนอ เห็นหนอ ขณะที่กำหนดเห็นหนอนี่ ไม่ให้ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสนะ ไม่ให้ยินดีในขณะที่ตาเห็นรูปนะ นี่ในลักษณะนี้นะ ความยินดีมันไม่เกิดขึ้นมานะ

         นอกจากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ความยินดีที่เรายินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสนี้ท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับหมาแทะกระดูกนะ เหมือนกับว่ามีกระดูกชิ้นหนึ่งนี่แหละ มันมีเนื้อแห้งๆ ติดอยู่ แล้วก็มีคราบเลือดติดอยู่นิดหน่อย หมาตัวนั้นมันอดอาหารมานาน พอมาถึงแล้วเราก็โยนไปให้มัน มันก็จะคาบวิ่งไป แทะกระดูก เอากลืนกินน้ำลายตัวเอง เอร็ดอร่อยนะ ถ้ามีหมาตัวอื่นมาแย่งก็จะกัดกันแย่งกัน คิดดูสิถ้าหมามันแทะทั้งวันเนี่ย มันจะอิ่มไหม มันก็ไม่อิ่มหรอก มันก็จะอิ่มน้ำลายของตัวเองนั่นแหละ ผู้ที่ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสจะเป็นในลักษณะอย่างนี้นะ

         นอกจากนั้นแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า เหมือนกับหมาขี้เรื้อนนะ หมาขี้เรื้อนนี่มันจะเกา แล้วมันจะชอบไปนอนขดอยู่ที่ใกล้ๆ กับกองไฟ เพราะอะไร เพราะว่าถ้ามันเข้าใกล้กองไฟแล้วเนี่ย มันจะไม่ค่อยคันนะ แต่ถ้าเข้าไปมากมันก็จะร้อน ถอยออกมามันเย็นก็จะคัน ก็จะเกาอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้น หมาขี้เรื้อนมันจึงเข้าไปใกล้กองไฟ จะเข้าไปใกล้มากไฟก็จะไหม้ จะถอยมามันก็จะคัน จะทำยังไงคราวนี้ ต้องอยู่พอดีพอดี ในลักษณะอย่างนี้ ความสุขของบุคคลผู้ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสเนี่ย จะเป็นความสุขที่ลำบากในลักษณะอย่างนี้แหละ จะว่ามันสบายก็ไม่ใช่ จะว่ามันสุขมันก็ไม่ใช่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้นนะ

         นอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงตรัสว่าเหมือนกับความฝันนะ ความฝันนี่เราจะฝันดีขนาดไหนก็ตาม หรือว่าเราจะฝันร้ายขนาดไหนก็ตาม ตื่นขึ้นมาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นมันก็หายไปนะ ชีวิตของคนเราทั้งหลายทั้งปวงก็เหมือนกัน เกิดขึ้นมาเนี่ย เราจะสร้างหลักสร้างฐานร่ำรวยมากมายถึงขนาดไหนก็ตาม เราจะมียศมีชื่อเสียงมากมายขนาดไหนก็ตาม พอเมื่อเราตายไปแล้วนี่ ความร่ำความรวยชื่อเสียงต่างๆ มันก็เอาไปไม่ได้ มันก็สลายไป เหมือนกับความฝันเมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้วก็หายไป มันจะไปจบลงตรงที่เราตื่นขึ้นมา มันจะจบลงตรงที่เราตายั่นแหละ

         สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำมา ติดตามเราไปไม่ได้นะ เว้นไว้แต่บุญกับบาปเท่านั้นนะ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงจึงมีการมาประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างนี้แหละ

         นอกจากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า ความยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสเนี่ย เปรียบเสมือนกับของที่ยืมเขามานะ ของที่ยืมเขามาต้องคืนเขานะ ร่างกายนี่ก็ยืมเขามาหมดนะ ตาก็ยืมเขามา หูก็ยืมเขามานะ แข้งขาอะไรยืมเขามาหมดนะ ไม่นานมันแก่มันชรามันคร่ำคร่านะ ตามันก็ฝ้าฟาง หูมันก็ตึงไป นี่มันเริ่มคืนเขาแล้วนะตอนนี้นะ

         นอกจากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระระองค์ก็ทรงตรัสว่า เปรียบเสมือนกับของที่กู้เขามา กู้นี่ก็ต้องส่งคืนทั้งดอกทั้งต้นนะ ท่านอุปมาอุปไมยว่า บุคคลผู้ที่จะไปยืมของเขาก็ดี ไปยืนเงินยืนทองเขาก็ดี ต้องหาหลักฐานหาอะไรต่างๆ ไปแสดงให้เขาเห็นเห็น แล้วก็เขาก็ให้กู้ให้ยืม ขณะที่เขาให้กู้ให้ยืมนั้นแหละก็ดีใจนะ แต่มันดีใจนิดหนึ่ง ข้างในมันก็ซ่อนอยู่ว่า เราจะต้องคืนดอกคืนต้นเขานะ จะมีความดีใจแล้วก็มีความทุกข์ซ่อนอยู่ในใจว่า เราจะต้องคืนทั้งดอกคืนทั้งต้นนะ นี่ในลักษณะอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ความสุขของบุคคลผู้ยินดีในรูปในเสียงในกลิ่นในรสเนี่ย มันจึงเป็นความยินดีเป็นความสุขที่ซ่อนความทุกข์ไว้ข้างในนะ ไม่เหมือนความยินดีในศีลในธรรมในการประพฤติปฏิบัติธรรมนะ

         เพราะฉะนั้น การที่คณะญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ จึงถือว่าเรามาบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบูชาอันสูงสุดแล้วนะ เราบูชาด้วยการทำบุญตักบาตร เราบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนสร้างโบสถ์สร้างศาลาสร้างวิหารอะไรต่างๆ มาก็มากแล้ว แต่การบูชาที่สูงสุดจริงๆ เนี่ย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถือว่าการปฏิบัติที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมกำลังทำอยู่นี้นะเป็นการบูชาสูงสุดนะ

         ในสมัยหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรานั้นพระองค์ทรงเสด็จไปฉันสุกรมัทวะของนายจุนทะที่เมืองปาวา หลังจากนั้นมาก็เกิดอาพาธนะ เรียกว่าปักขันธิกาพาธ อาเจียนเป็นเลือดถ่ายเป็นเลือด พระองค์ก็ทรงคิดว่าสังขารของพระองค์คงจะไม่ไหวแล้ว ต้องไปที่ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา พระองค์ก็ข้ามแม่น้ำกุกุทานทีไป เมื่อพระองค์ทรงมาถึงสาลวโนทยานแล้วพระองค์ก็ทรงประทับนอนไม่ทำสมณสัญญาที่จะลุกขึ้นอีก คือนอนเป็นครั้งสุดท้ายนะ

         ในขณะนั้นพระองค์ก็ทรงมองเห็นมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงเอาดอกไม้้ธูปเทียนของหอมอะไรต่างๆ มาบูชาพระองค์ นอกจากนั้นพระองค์ทรงมองด้วยทิพยจักขุ มองเห็นเทวดาทั้งหลายทั้งปวงพรหมทั้งหลายทั้งปวงทั่วรอบขอบจักรวาลเนี่ย เอาดอกไม้อันเป็นทิพย์ ของหอมอันเป็นทิพย์ ทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องบูชาอันเป็นนทิพย์มาบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ทวยเทพนิกรเจ้าทั้งหลายทั้งปวงทั่วรอบขอบจักรวาลนำของมาบูชา

         องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงมองด้วยทิพยจักษุของพระองค์ เห็นของบูชาอันเป็นทิพย์นั้นตั้งแต่พื้นมนุษย์ไปถึงพรหมโลกนะ ตั้งแต่พรหมโลกไปถึงปากขอบจักรวาล พระองค์ก็ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ สักการะมากมายถึงขนาดนี้เนี่ย คนจะบูชา เทพจะบูชามากมายด้วยสักการะขนาดนี้เนี่ย ยังไม่ชื่อว่าเป็นการบูชาเราตถาคตด้วยการบูชาอันสูงสุดนะ แต่ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรแก่การบรรลุมรรคผลนิพพาน ผู้นั้นชื่อว่าสักการะเรา บูชาเรา นับถือเรา ด้วยการบูชาสูงสุดนะ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรแก่การบรรลุมรรคผลนิพพาน ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการบูชาอันสูงสุดแล้ว

         เพราะฉะนั้นญาติโยมทุกท่านทุกคนที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าเราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการบูชาสูงสุดแล้วนะ

         นอกจากนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมที่คณะครูบาอาจารย์ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงประพฤติปฏิบัติธรรมนี้นี่ ถือว่าเป็นการประพฤติตามอริยวงศ์นะ คือผู้ที่ปรารถนาจะบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นต้น อยากจะเป็นอริยชนก็ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างนี้นะ พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรหรือแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรานี่ พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมามากนะ ท่านกล่าวว่าพระพุทธเจ้าของเรานั้นบำเพ็ญบารมีมา ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัปนะ คือนึกอยู่ในใจเนี่ย ทำบุญทำทานอะไรต่างๆ นึกอยู่ในใจว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตตกาลข้างหน้า ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๙ อสงไขยนะ เมื่อบำเพ็ญบารมี ๙ อสงไขยแล้ว บารมีแก่กล้าแล้วเนี่ย ออกปากปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๗ อสงไขยนะ คือทำบุญทำทานแล้วเนี่ย ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ก็อธิษฐานว่า ขอให้บุญกุศลเหล่านี้จงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้า ปรารถนาอย่างนี้ต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๗ อสงไขยนะ

         เมื่อได้รับพญากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้ว เหมือนกับพระพุทธเจ้าของเราได้รับลัธพญากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปนะ รวมกันก็เป็น ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป นี่บำเพ็ญบารมีนานถึงขนาดนั้นนะ อสงไขยหนึ่งนับไม่ได้นะ ไม่รู้ว่ากี่ล้านโกฏิกัป นับไม่ได้ ขณะที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมามากถึงขนาดนั้นนะ พระองค์ต้องกระทำความเพียรนะ ต้องฝึกฝนอบรมตัวเองถึง ๖ ปี นะทำทุกรกิริยานะ กัดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระชิวหา กลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ที่เราเรียนในนักธรรมตรี นอกจากนั้นก็อดพระกระยาหาร ไม่ฉันอาหารนะ จนลูบไปตามตนตามตัวเนี่ยขนหลุดไปหมดนะ จนถึงขั้นสลบไปนะ เทวดาที่เฝ้าดูอยู่ก็ไปฟ้องพระเจ้าสุทโธทนะ ไปปรากฏอยู่ในห้องบรรทมของพระเจ้าสุทโธทนะ แจ้งว่าโอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะบอกว่าไม่เชื่อ บุตรของเราถ้าไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจะไม่สวรรคต เทวดาก็หายแวบไปนะ บำเพ็ญบารมีมาถึงขนาดนั้นก็ยังต้องบำเพ็ญความเพียรในการประพฤติปฏิบัติธรรม

         เพราะฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายทั้งปวงถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วเราจะฝึกฝนตนเองได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องฝึกฝนอบรมก็คือใจของเรานะ ที่เรามาเดินมานั่งมาภาวนาอยู่นี่เป็นการฝึกใจของเรานะ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นนายกายเป็นแหล่ง ใจเป็นผู้แต่งกายเป็นผู้กระทำนะ เวลาเรายืนเวลาเราเดินเวลาเรานั่งเวลาเรานอน ไม่ใช่ขาเรายืนขึ้น ไม่ใช่มือของเราเหยียดออกไป ไม่ใช่นะ ใจของเราเป็นตัวสั่งนะ ถ้าใจของเราไม่สั่ง ขาของเราจะไม่ยืนขึ้นนะ มือของเราจะไม่เหยียดไปนะ กายของเรานี่ไม่มีเดชนะ ใจของเรานี่เป็นตัวสั่งนะ เพราะฉะนั้น คนจะดีคนจะชั่วนั้นอยู่ที่ใจนะ

         เวลาคนจะกระทำความชั่วต่างๆ เช่น ไปลักเล็กขโมยน้อย ไม่ใช่ว่ามือมันไปลัก ไม่ใช่นะ ใจมันสั่งให้ไปลักนะ เวลาเราจะไปด่าไปว่าเขานี่ ไม่ใช่ว่าปากมันไปด่าไปว่าเขา ไม่ใช่นะ ใจเป็นตัวสั่งนะ

         เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ฝึกใจเราเนี่ย กายของเราก็จะไม่มีประโยชน์นะ เพราะฉะนั้น โบราณท่านถึงว่าใจนี่สำคัญ ได้อะไรก็ไม่เท่ากับได้ตน เพราะตัวตนเป็นที่เกิดแห่งสมบัติทั้งปวงนะ เรียกว่า สวรรค์ก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ พรหมโลกก็อยู่ในจิต นิพพานก็อยู่ในมโน นี่ท่านกล่าวอย่างงั้นนะ สวรรค์ก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ พรหมโลกก็อยู่ในจิต นิพพานก็อยู่ในมโน ก็หมายถึงมันอยู่ในจิตในใจของเราทั้งหมดนี่แหละ

         สวรรค์อยู่ในอก ก็คือถ้าเราจิตใจดี พากายของเราไหว้พระ พากายของเราให้ทาน พากายของเรารักษาศีล มันก็ไปสวรรค์แล้วนะ นรกก็อยู่ในใจ ถ้าใจของเรามีโทสะครอบงำ มีราคะครอบงำ มีโมหะครอบงำ พากายของเรากระทำผิดต่างๆ นานา ผิดศีลผิดธรรม นอกจากจะติดคุกติดตาราง ตายไปแล้วก็ยังไปเกิดในอบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานนะ อันนี้เรียกว่า นรกมันก็อยู่ในใจของเรา พรหมโลกมันก็อยู่ในจิต เราอยากจะรู้ว่าพรหมโลกมันเป็นอย่างไร เราก็เข้าสมาธิดู ถ้าผู้ใดเข้าสมาธิตั้งแต่ปฐมฌานทุติยฌานไป เราก็จะรู้ว่า เออ พรหมโลกน่ะมันเป็นอย่างไร เพราะว่าถ้าเราสามารถเข้าสมาธิ เป็นปฐมฌานทุติยฌานได้นะ ท่านกล่าวว่า จิตใจของเราเป็นพรหมนะ แต่ว่าร่างกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจมันเข้าสู่ภูมิพรหมแล้วนะ เหมือนกับที่เรารักษาศีล ใจของเรามันอยู่ในภูมิของเทวดา อยู่ในภูมิของมนุษย์แล้ว ถ้าตายในขณะนั้นก็ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็เกิดเป็นเทวดานะ แต่ถ้าผู้ใดมีจิตใจเข้าถึงฌาน ฌานมันไม่เสื่อม ตายไปในขณะนั้นก็ไปเกิดเป็นพรหมตามอานุภาพของฌานนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะรู้ว่าพรหมมันเป็นยังไง ให้เข้าสมาธิให้ได้นะ

         นิพพานอยู่ในมโน บางคนอาจจะว่านิพพานมันเป็นเมือง มีอะไรทุกอย่างสมบูรณ์อยู่ในนั้นหมด ไม่ใช่นะ นิพพานอยู่ในมโนก็คือนิพพานอยู่ในจิตของเรานี่แหละ คำว่านิพพานนั้นท่านว่า สอุปาทิเสสนิพพาน แล้วก็อนุปาทิเสสนิพพาน ก็หมายถึงว่าดับโดยที่มีขันธ์ยังเหลืออยู่ แล้วก็ดับทั้งขันธ์ดับทั้งกิเลส ดับในที่นี้หมายถึงกิเลสนะ ถ้าคนมีกิเลสอยู่แสดงว่าคนนั้นยังไม่ถึงนิพพานนะ คนมีกิเลสอยู่่ก็ยังเข้าไม่ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น ความดับในที่นี้หมายถึงว่ากิเลสมันดับนะ

         ถ้าผู้ใดอยากจะรู้พระนิพพาน บุคคลนั้นต้องปฏิบัติอย่างน้อยๆ ให้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วเข้าผลสมาบัติได้นะ ถ้าผู้ใดที่ปฏิบัติแล้วได้ปฐมฌานทุติยฌาน ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เวลาเข้าเรียกว่าสมาบัติเฉยๆ นะ ฌานสมาบัตินะ เรียกว่าสมาธิ แต่ถ้าผู้ใดผ่านการบรรลุเป็นพระโสดาบัน สามารถเข้าผลสมาบัติได้ ก็เป็นนิพพานนะ เพราะว่าผลสมาบัตินั้นมีนิพพานเป็นอารมณ์นะ นี่ไม่ใช่ว่าเราตายแล้วเราจึงจะถึงพระนิพพานไม่ใช่นะ ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมแล้วก็สามารถบรรลุเป็นพระโสดาบันเนี่ย ก็ถึงพระนิพพานได้นะ อย่างพระโสดาบันก็ถึงพระนิพพานได้ถ้าเข้าผลสมาบัติได้ เป็นนิพพานของพระโสดาบัน นิพพานด้วยการเข้าผลสมาบัติ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ นิพพานของพระสกทาคามี นิพพานของพระอนาคามี ก็เข้าได้ เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานในขณะที่เราอยู่ในผลนะ นี่ในลักษณะอย่างนั้นนะ

         เพราะฉะนั้นผู้ใดอยากจะรู้นิพพานว่ามันเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง ก็ต้องเข้าผลสมาบัติให้ได้นะ ท่านกล่าวว่าพระนิพพานนั้นไม่ใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกหน้า ไม่ใช่ดวงจันทร์ ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ พระนิพพานนั้นไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย พระนิพพานนั้นเป็นอชาตังคือจะไม่เกิดอีก เป็นอัชรา คือจะไม่เข้าถึงชรา เป็นอัพญาธิิคือจะไม่เข้าถึงความเจ็บ เป็นอมรณังคือจะไม่เข้าถึงความตายอีก เป็นต้น

         บุคคลผู้เข้าในลักษณะนี้จะรู้ว่าพระนิพพานมันเป็นยังไง นี่ในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พรหมโลกอยู่ในจิต นิพพานมันก็อยู่ในใจของเรานะ ไม่ใช่ว่าเป็นเมืองเมืองใดเมืองหนึ่งไม่ใช่นะ ก็อยู่ในใจ ถ้ากิเลสมันดับได้ เราก็มีส่วนที่จะเข้าถึงนิพพานได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจึงต้องกระทำความเพียรเพื่อให้มันถึงนิพพาน เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมก็เพื่อฝึกฝนตรงนี้แหละ

         นอกจากนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้นี่ ถือว่าเป็นหนทางออกจากวัฏสงสารนะ เพราะว่าคนเราทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย เมื่อเราทั้งหลายทั้งปวงยังไม่ได้ได้สิ้นกิเลสเนี่ย เราไม่อยากเกิดมันก็ต้องเกิดนะ ไม่อยากตายมันก็ต้องตาย ไม่อยากได้รับความทุกข์ทรมานตามบาปกรรมบุญกรรมที่ตนเองสร้างก็ต้องได้ไปนะ เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ยจึงเป็นการตัดกงกำแห่งสังสารวัฏนะ ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด คนเราที่ทำบุญทำทานแล้วนี่ ถ้าไม่ปรารถนาพระนิพพานนะ มันก็ไปเรื่อยๆ นั่นแหละ เหมือนกับเราลงเรือไปแล้วเนี่ย มันไม่มีท่าน้ำ ไม่มีท่าที่จะขึ้น ก็ล่องไปเรื่อย ไปเกิดในมนุษย์บ้าง ไปเกิดในสวรรค์บ้าง ไปเกิดเป็นเศรษฐีเป็นคนยากจนเป็นคนรวยอะไรต่างๆ ที่เราได้อ่านดูในเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ มีแต่เวียนว่ายตายเกิดทั้งนั้นนะ

         เราไปอ่านดูในเรื่องพระเจ้าชาตินะ พระพุทธเจ้าของเรานี่เคยเกิดเป็นพญาปลาช่อนก็เคยนะ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าของเราเสวยพระชาติเป็นพญาปลาช่อนนะ พระนางพิมพาเนี่ยไปเกิดเป็นนางพญาปลาช่อนนะ พระนางพิมพานเนี่ยท้องแก่ อยากจะกินหญ้าที่มันอ่อนๆ ที่ฝนตกมาแล้วมันสะบัดน้ำใหม่ๆ พญาปลาช่อนเห็นภรรยาต้องการในลักษณะอย่างนั้นก็ไปหาหญ้าอ่อนๆ แต่หญ้าอ่อนๆ มันไม่มี ต้องล่วงเลยไปถึงเขตมนุษย์ ก็ไปกัดเอาหญ้าอ่อนๆ แล้วก็อมไว้อมไว้ ในขณะที่เอาหญ้าเพลินๆ อยู่นั่นแหละ เขาก็เอาฉมวกแทงเข้าไปข้างหลัง เมื่อถูกฉมวกแทงข้างหลังก็นึกถึงภรรยา นึกถึงนางพญาปลาช่อน ก็รวบรวมกำลังทั้งหมด ดิ้นอย่างแรง เนื้อก็ขาดออกไป ข้างหลังนี่ขาดออกไป เพื่อที่จะตะเกียกตะกายเอาหญ้าเนี่ยไปให้ภรรยาของตนเองกิน พอไปถึงแล้วก็เรียกนางพญาปลาช่อนมา ก็คายหญ้าออก นางพญาปลาช่อนก็กินหญ้าจนอิ่ม หลังจากนั้นมาพญาปลาช่อนก็หันหลังที่ถูกฉมวกแทงมาให้ภรรยาดู แล้วก็ใจขาดตายเลยนะ

         บางภพบางชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นพระมหากษัตริย์ นางพิมพาก็เป็นอัครมเหสี แต่มีอำนาจมากกว่าสามี ให้สามีปีนต้นตาลต้นมะพร้าวเอามาให้ตนเองทานต่อหน้าธารกำนัลอำมาตย์ต่างๆ ทำให้เกิดความอับอาย

         เวลานางพิมพาจะทูลลาปรินิพพานต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางพิมพาก็เล่าเรื่องเหล่านี้ ว่าข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปในวัฏสงสารที่เคยล่วงเกินต่อพระองค์ในสมัยที่เป็นอัครมเหสี ในภพชาติทั้งหมดทั้งปวง ขอพระองค์ทรงอโหสิกรรมให้แก่หม่อมฉัน อย่าให้เป็นบาปเป็นกรรม เมื่อทูลขอขมาแล้วก็จึงนิพพานนะ ภพชาติมันยาวไกลอย่างนี้นะ แต่เมื่อนิพพานเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ ไม่ได้กล่าวอะไรอีกเลยนะ ไม่ได้ว่านางพิมพาไปเกิดตรงนู้นเกิดตรงนี้ไม่ได้ว่านะ

         พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ก็เหมือนกัน พระสารีบุตรทูลลานิพพาน เมื่อทูลลานิพพานแล้วก็ ก่อนที่จะนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสให้พระสารีบุตรนั้นแสดงอภินิหารนะ พระสารีบุตรนั้นเหาะขึ้นไปชั่วลำไผ่หนึ่งแล้วก็ลงมากราบเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เหาะขึ้นไปชั่ว ๒ ลำไม้ไผ่ ก็เดินจงกรมนั่งภาวนาอยู่บนอากาศแล้วก็กลับมากราบเท้าขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำในทำนองนี้จนถึง ๗ ชั่วลำไม้ไผ่นะ แล้วก็กลับมากราบเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ถามว่า ผู้ใดมีปัญหาในเรื่องมรรคผลนิพพาน ไม่มีใครถามนะ ไม่มีใครสงสัย พระสารีบุตรก็ก้มกราบเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากนั้นมาก็ถอยหลังไปจนสุดทาง แล้วก็ก้มลงกราบที่พื้นดินอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ไปปรินิพพานที่ห้องนอนของตนเอง หลังจากนิพพานแล้ว พระเรวตะซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเอาพระธาตุของพระสารีบุตรมาให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้ไปสร้างเจดีย์ในทาง ๔ แพร่งเพื่อให้คนกราบคนไหว้ หลังจากนั้นมาไม่ได้กล่าวว่าพระสารีบุตรไปเกิดตรงนู้นตรงนี้ไม่มีอีกเลยนะ นิพพานมันเป็นอย่างนี้นะไม่ได้ไปเกิดอีกนะ เหมือนกับที่ท่านกล่าวว่าสิ้นสุดก็ตรงที่นิพพาน

         เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ก็ถือว่าเป็นปฏิปทาที่เราจะได้ถึงซึ่งพระนิพพาน เพราะฉะนั้นก็ขอญาติโยมคณะครูบาอาจารย์ทุกรูปทุกท่านที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมได้ดีอกดีใจว่า เรามีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยความอนุเคราะห์ของหลวงพ่อพระครูวิสุทธิสมณกิจ ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลเหล่าหลวง ซึ่งเป็นประธานสงฆ์ในการประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ อาตมภาพได้มาเยี่ยมเยือนก็ขออนุโมทนา.