บุญเปรียบเหมือนเสบียงของคนเดินทาง

บุญเปรียบเหมือนเสบียงของคนเดินทาง

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๒๐ ม.ค. ๖๕)

         คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยม ที่มาใหม่ โดยเฉพาะมาเมื่อวานนี้ก็ดี มาวันนี้ก็ดี ตามธรรมเนียมประเพณีของวัดพิชโสภารามของเรา ในเมื่อเราได้ทำวัตรเย็นร่วมกัน เป็นการสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของพระพุทธเจ้าของเรา ว่าพระองค์ทรงประเสริฐอย่างไร เป็นสัพพัญญู เป็นผู้รู้ทั่ว เป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นสยัมภู เป็นผู้ตรัสรู้เอง นอกจากนั้นพระองค์ก็เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นเนื้อนาบุญอันสำคัญยิ่ง

         นอกจากนั้นเราก็พิจารณาถึงคุณของพระธรรม ว่าพระธรรมผู้ใดประพฤติปฏิบัติให้สมควรแก่ธรรมแล้ว ธรรมนั้นย่อมรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เราสวดพระธรรมเราก็รู้ซึ้งถึงคุณของพระธรรม

         นอกจากนั้น พระธรรมนั้นยังปกปักปกป้องคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมนั้นไม่ให้ตกไปสู่ที่ต่ำ คือไม่ให้ตกไปสู่อบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้าผู้ใดประพฤติสมควรแก่ธรรม คือรักษาศีล เจริญสมถะ เจริญวิปัสสนากรรมฐานสมควรแก่ธรรม บุคคลนั้นย่อมได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นับตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ไปจนถึงพระอรหันต์ ตามบุญญาธิการของตนของตน

         การประพฤติปฏิบัติธรรมให้ได้บรรลุมรรคผลนี้เป็นอุดมการณ์สูงสุดในพระพุทธศาสนานะ การที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วเข้าถึงองค์ธรรมที่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัส องค์ธรรมคือสมาธิ องค์ธรรมคือวิปัสสนาญาณ องค์ธรรมคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ถ้าเราเข้าถึงองค์ธรรมที่พระองค์ทรงตรัสไว้แล้วเนี่ย ก็จะทำให้เราทั้งหลายทั้งปวงนั้นพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ แต่ถ้าเราเข้าถึงธรรมโดยประมาณ คือเราเข้าถึงธรรมด้วยการให้ทาน เราก็จะละความตะหนี่ถี่เหนียว ละมัจฉริยะคววามเหนียวแน่น ใจของเรามันก็เป็นสุข แต่ถ้าเราละความตะหนี่ไม่ได้ มันก็ไม่มีความสุขนะ

         ความตะหนี่นี่สำคัญนะ ถ้าเราละความตะหนี่ไม่ได้ เราก็เกิดความโลภ อยากได้ของคนโน้น อยากได้ของคนนี้ อยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง ของวัดของวา ของกลาง อะไรต่างๆ เหมือนกับที่เขาว่า ทำถนนหนทางแล้วก็กินหิน กินปูน กินดิน กินทราย อะไรทำนองนี้ ความตระหนี่ถี่เหนียวมันมีมากมันก็โลภอยากได้ของคนอื่น นอกจากนั้นก็ไม่ให้ทานแก่คนอื่นนะ หวง แม้แต่พ่อของเราก็ไม่อยากให้ แม่ก็ไม่อยากให้ ญาติพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา อะไรต่างๆ ก็ไม่อยากให้ เพราะอะไร เพราะมันเกิดความเหนียวแน่นในจิตในใจ 

         นอกจากนั้น สิ่งที่ร้ายไปกว่านั้นอีกก็คือ ตายไปแล้วก็ห่วง ห่วงของของตนเอง ที่ท่านกล่าวว่าเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ก็เกิดขึ้นจากความตระหนี่นะ มีญาติมีโยมสร้างบ้านเรือนใหญ่โตรโหฐาน พอตายไปแล้วก็ห่วงบ้านห่วงเรือน ไม่อยากไปไหน เวลาลูกหลานมาอาศัยแล้วก็ทำเสียงดังให้ตกใจให้น่ากลัวอย่างโน้นอย่างนี้ นี่เรียกว่ามันเกิดจากความตะหนี่นะ บางคนบางท่านก็เป็นเจ้าอาวาส มรณภาพไปแล้วก็ห่วง สร้างโบสถ์ยังไม่เสร็จ สร้างศาลายังไม่เสร็จ ห่วงโบสถ์ห่วงศาลา ก็เกิดความหวงแหน ใครมาอยู่ก็ไม่ได้ นี่ในลักษณะอย่างนี้ก็มีนะ ก็เกิดขึ้นจากความตระหนี่ถี่เหนียวนี่แหละ

         ถ้าเราเข้าถึงการให้ทาน เราก็จะละสิ่งเหล่านี้ได้ ละความตระหนี่ออกไปจากจิตจากใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำบุญทำทานเหมือนกับพระเวสสันดร ให้ทานรถม้าก็ให้ ให้ทานข้าวปลาอาหารก็ให้ ให้ทานช้างคู่บ้านคู่เมืองก็ให้ ตลอดถึงให้กัณหาชาลีซึ่งเป็นบุตรสาวบุตรชาย ให้นางมัทรีซึ่งเป็นภรรยา ให้ทานถึงขนาดนั้นนะ ถ้าเราละความตะหนี่ได้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดบุญ เป็นการรวบรวมเสบียง เป็นบันไดไต่เต้าไปสู่สวรรค์ได้ การให้ทานนี้ท่านกล่าวว่าเป็นการรวบรวมเสบียงในการที่เราจะไปสัมปรายภพข้างหน้า เมื่อร่างกายของเราแตกตายทำลายขันธ์ไปแล้วเนี่ย จิตของเรามันก็ไปสู่ภพภูมิต่างๆ เพราะฉะนั้น บุญกุศล ทานที่เราได้ให้ไว้ในพระพุทธศาสนานี่แหละจะเป็นเสบียง เหมือนกับห่อข้าว เราจะเดินทางไปไร่ไปนา ไปเรือกไปสวน ไปที่ใดที่หนึ่ง เราต้องมีห่อข้าว สมัยก่อนต้องมีห่อข้าวนะ สมัยนี้ต้องมีเงิน ต้องมีปัจจัยไป ไปซื้อเซเว่นก็ดี ไปซื้อร้านอาหารก็ดี เราต้องมีห่อข้าวหรือว่าเราต้องมีปัจจัยเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการไปของเรา จึงจะไปได้นะ

         บุคคลผู้ท่องเที่ยวไปในวัฏสงสารก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีเสบียงในการเดินทาง ไม่มีบุญเป็นเสบียง ไม่มีทานที่เราสั่งสมไว้เป็นเสบียง เราเห็นคนที่เขายากจนข้นแค้นอนาถา ต้องถือกระเบื้องขอทานต้องถือกะลาขอข้าว หากินลำบาก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน อาบเหงื่อตางน้ำ นอนกลางดินกินกลางหญ้า นอนกลางดินกินกลางทราย บ่าแบกหลังหนุน อะไรต่างๆ ทำงานลำบากลำบน กว่าที่จะได้เงินได้ทอง เนี่ยเราสร้างบุญไว้น้อย เราไม่ได้มีเสบียงไว้มาก เกิดมาชาตินี้ก็ขัดสนลำบากลำบน ทำงานยังไงมันก็ไม่พอกิน อันนี้เรียกว่าบุคคลผู้มีเสบียงในการเดินทางน้อย

         แต่เรามองดูบางคนที่เขาเกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย ทำไมเขาจึงเกิดอยู่ในฐานะที่มีความร่ำรวย พ่อแม่ก็ร่ำรวยแล้ว ญาติพี่น้องต่างๆ ก็ร่ำรวยแล้ว ยังไม่ได้ทำมาหากินอะไรเลยร่ำรวยแล้ว เกิดบนกองเงินกองทองแล้ว อันนี้ก็หมายถึงเสบียงที่เขาได้สั่งสมไว้แต่พภพก่อนชาติก่อนนู้น เขาทำไว้มาก เราอย่าไปโทษบุคคลอื่น เราโทษเรานี่แหละ ว่าเราสั่งสมอบรมบุญไว้น้อย เราเกิดมาชาตินี้จะหาเงินหาทองอะไรต่างๆ โอ้ย มันยากมันลำบากเหลือเกิน แต่คนอื่นเขาสะดวกสบาย อย่าโทษคนอื่น ให้โทษตัวเอง

                  อย่าโทษไทท้าวทวย    เทวา

         อย่าโทษสถานภูผา              ย่านกว้าง

         อย่าโทษหมู่วงศา                มิตรญาติ

         โทษแต่กรรมเองสร้าง           ส่งให้เป็นเอง

นี่โบราณท่านกล่าวอย่างนี้นะ โทษกรรมที่เราสร้างนี่แหละ ว่าเราสร้างบุญกรรมนี้ไว้น้อย เราจึงเป็นอย่างนี้ เมื่อเรารู้ว่าเราสร้างกรรมมีการให้ทานเป็นต้นไว้น้อย เราก็ต้องเพิ่มการให้ทาน หมั่นในการให้ทาน เห็นเขาทานก็อนุโมทนาสาธุการ ทำบุญทำทานอยู่เป็นประจำ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดความอุดมสมบูรณ์ มีห่อข้าวที่ใหญ่ มีปัจจัยที่เยอะ เข้าร้านอาหารใหญ่ร้านอาหารเล็กนี่เข้าได้หมด เพราะว่ามีเงินเต็มกระเป๋าอยู่ แต่ถ้าเรามีเงินอยู่สัก ๒๐ บาท ๕๐ บาทนี่ เดินเข้าร้านเขา อ่านดูราคาแล้วนี่ ข้าวกระเพราหมูไข่เจียว ๕๐ บาท มีเงิน ๕๐ บาทพอดี จะดื่มน้ำ จะกินของหวานก็ไม่ได้ เพราะว่ามันมีเท่านั้น แต่บุคคลผู้มีเงินเต็มกระเป๋า สั่งอะไรมาเต็มโต๊ะ กินอย่างไรก็ได้ อันนี้เรียกว่าห่อเสบียงมันมาก

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงก็ควรทำทาน สั่งสมเสบียง เพื่อเรายังละกิเลสไม่ได้ คลายกิเลสยังไม่หลุด ยังไม่ผุดเป็นองค์แห่งพระอริยสงฆ์ เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด การเวียนว่ายตายเกิดของเราอย่าได้ลำบากเลย ให้เป็นการเวียนว่ายตายเกิดที่สะดวกที่สบาย มีอะไรสมบูรณ์หมด เราอยากปฏิบัติธรรมเราก็ได้ปฏิบัติธรรม เราอยากทำบุญทำทานเราก็ได้ทำบุญทำทาน เราอยากสงเคราะห์พระสงฆ์สามเณร เราอยากสงเคราะห์คนยากไร้อะไรต่างๆ เราก็ได้ทำบุญทำทานสมใจเรา ถ้าเรามีความสมบูรณ์เนี่ย มันจะเป็นการท่องเที่ยวที่สบายๆ ในลักษณะอย่างนั้นนะ

         ถ้าผู้ใดเป็นผู้ที่มีเสบียงในการรักษาศีลไว้น้อย เกิดมาภพนี้ชาตินี้เราดูเลย หน้าตาก็ขี้ริ้วขี้เหร่ ดำก็ดำเกินไป ขาวก็ขาวเกินไป อ้วนก็อ้วนเกินไป ผอมก็ผอมเกินไป อะไรทำนองนี้ บางคนก็เสียงแหบเสียงแห้ง บางคนก็มีโรคร้ายอะไรต่างๆ เบียดเบียนอยู่เป็นประจำ ต้องไปโรงพยาบาล ต้องปรึกษาหมอ ต้องไปฟอกไตฟอกเลือดอยู่เป็นประจำ อันนี้เสบียงคือการรักษาศีลของบุคคลนั้นน่ะ ทำมาไว้น้อยนะ ไม่ต้องไปสงสัย ไม่ต้องไปโทษคนอื่น โทษเรานี่แหละเป็นคนสร้างคนทำ เราสร้างตัวของเราเองด้วยการกระทำกรรมที่เรากระทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนนะ ไม่ใช่คนอื่นสร้างให้เรานะ เราสร้างเองนะ

         ถ้าผู้ใดเกิดมาแล้วมีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ถ้าเป็นผู้หญิง ผู้ชายเห็นก็หันหลังใส่ ถ้าเป็นผู้ชาย ผู้หญิงเห็นเขาก็ไม่อยากจะมอง ไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะใกล้ ไม่อยากจะรู้จัก อะไรทำนองนี้ นี่ลักษณะของบุคคลผู้ที่มีศีลน้อยนะ เสบียงคือการเดินทางคือศีลเนี่ยมันบางเกินไป มันเบาเกินไป มันน้อยเกินไป ทำให้ต้องลำบากลำบนในเรื่องรูปร่าง ต้องการสวยต้องการงามก็ไปเสริมสวย ไปเกาหลีบ้าง ไปญี่ปุ่นบ้าง ไปทำให้เกิดความสวยงาม บางคนทำแล้วก็สวยนะ เพราะอะไร เพราะเขาได้ทำบุญไว้ แต่บางคนยิ่งทำแล้วยิ่งน่ากลัวไปอีก แม้แต่ตัวเองก็ยังกลัวตัวเอง อันนี้ลักษณะของบุคคลผู้ที่มีเสบียงในการรักษาศีลไวน้อย ถ้าผู้ใดมีเสบียงในการรักษาศีลไว้น้อยนี่ ก็จะเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ มีอวัยวะไม่สมประกอบ ไม่สวยไม่งาม ไม่ผ่องใส ไม่น่าดูไม่น่าชม ไม่น่าพิสมัย มีโรคร้ายมีโรคภัยเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ไม่ได้เกิดความสบาย มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความเดือดร้อน มีแต่ความกังวลอยู่เป็นประจำ นี่เพราะอะไร เพราะว่าเสบียงคือศีลมันน้อยเกินไป ศีลนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ละความวิปฏิสารคือความเดือดร้อนใจ

         เมื่อเรามีศีลน้อย ความเดือดร้อนใจมันก็เกิดขึ้นกับเราเป็นประจำนะ อันนี้ถ้าเราท่องเที่ยวไปในวัฏสงสารอย่างนี้เนี่ย มันก็น่าอายนะ เกิดมาแล้ว โอ๊ย ทำไมขี้ริ้วขี้เหร่เกินคนอื่นเขา อะไรทำนองนี้ เขาก็เกิดขึ้นมาจากท้องพ่อท้องแม่ เราเกิดขึ้นมาจากโพรงของต้นไม้หรืออย่างไร ทำไมมันขี้ริ้วขี้เหร่ถึงขนาดนี้ อะไรทำนองนี้ อันนั้นเพราะว่าบุญกุศลคือศีลเนี่ย เราสั่งสมอบรมไว้น้อย ถ้าเรารู้ว่าเราสั่งสมไว้น้อยเนี่ย เราต้องพยายามเพิ่ม คือพยายามอย่าทำศีลให้ขาด อย่าทำศีลให้ด่าง อย่าทำศีลให้พร้อย อย่าทำศีลให้ทะลุ อย่าทำให้ศีลนั้นเศร้าหมอง พยายามรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่เป็นประจำ ปลงอาบัติ สมาทานศีลอยู่เป็นประจำ สิ่งไหนที่มันไม่ควรต้องอาบัติก็อย่าให้มันต้อง ถ้าเรารักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เนี่ย ผิวพรรณก็ดี อวัยวะก็ดี ความสวยงามก็ดี มันก็จะเกินคนอื่นนะ ความงามเกินคนอื่น เพราะศีลนะ ถ้าเรารักษาศีลให้มันเป็นประภัสสร ทำศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ผิวพรรณอะไรต่างๆ มันก็จะเกินคนอื่นเขา เพราะศีลที่เรารักษาไว้มันส่งผลให้มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส ให้มีอารมณ์เยือกเย็น ให้มีสมาธิ ทำให้ผิวมันผ่องใสขึ้นมาเป็นต้น นี่มันจะเป็นองค์ประกอบในลักษณะอย่างนี้นะ

         เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดยังไม่พอใจในความสวยงาม ยังไม่พอใจในความไม่มีโรคต่างๆ นั้น เราต้องรักษาศีลให้ดีๆ เราก็จะได้ความไม่มีโรค เราก็จะได้มีสุขภาพแข็งแรง วรรณะผิวพรรณอะไรต่างๆ มีความสดสวยงดงามเป็นต้น

         แต่ถ้าผู้ใดมีเสบียงคือการเจริญสมถะไว้น้อย คือในภพก่อนชาติก่อนนั้น ไม่รู้จักการเจริญสมถะ ไม่รู้จักสมาธิสมาบัติ ไม่รู้จักปฐมฌาน ไม่รู้จักทุติยฌาน ไม่รู้จักตติยฌาน ไม่รู้จักจตุตถฌาน ไม่รู้จักความสงบมันเป็นอย่างไร ไม่รู้จักปีติ ไม่รู้จักปัสสัทธิ ไม่รู้จักสมาธิ ไม่รู้จักอุเบกขา อะไรต่างๆ เป็นบุคคลผู้บำเพ็ญในเรื่องสมาธิสมาบัติมาน้อย มีเสบียงคือสมาธิสมาบัติที่ทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนน้อย เวลามาเกิดในภพนี้ชาตินี้เนี่ย จะทำจิตสงบให้เป็นสมาธิสัก ๑ นาที สัก ๒ นาที มันก็ยากนักยากหนา จะทำสมาธิให้สงบสัก ๕ นาทีเนี่ย โอ๊ย นั่งทั้งพรรษาบางคนก็ไม่สงบก็มี จิตมันก็คิดไปถึงเรื่องโน้นบ้าง จิตมันก็คิดไปถึงเรื่องนี้บ้าง มองแล้วก็น่าสงสารเหลือเกิน เพราะอะไร เพราะว่าบุญกุศลไม่ได้สั่งสมในเรื่องการอบรมสมาธิไว้แต่ภพก่อนชาติก่อน มาชาตินี้ก็มีจิตใจฟุ้งไปถึงอดีต ฟุ้งไปถึงอนาคต ฟุ้งไปถึงเรื่องบุญเรื่องบาป ฟุ้งไปถึงเรื่องรูปอันน่าใคร่น่าพอใจ ฟุ้งไปถึงเสียงถึงกลิ่นถึงรสถึงสัมผัสถึงธรรมารมณ์อันตนชอบอันตนปรารถนาอันน่าใคร่ เป็นต้น ฟุ้งไปตั้งแต่เช้าถึงค่ำก็ไม่จบ ไม่หยุดไม่หย่อน เดินจงกรมก็ฟุ้ง นั่งภาวนาก็ฟุ้ง ทานอาหารก็ฟุ้ง อาบน้ำอาบท่ามันก็ฟุ้ง ทำอะไรมันก็ฟุ้ง จิตใจมันฟุ้งอยู่ตลอดเวลา นี่ลักษณะของบุคคลผู้บำเพ็ญสมถะไว้น้อยเนี่ย อยากจะสงบสักนิดหนึ่งก็สงบไม่ได้ เหมือนกับคนอยากนอนหลับแต่มันไม่หลับ ตามันแข็งอยู่อย่างงั้น นอนหลับสักงีบหนึ่ง สักนาที ๒ นาที มันคงจะสบาย มันคงจะโล่ง มันคงจะโปร่ง อะไรทำนองนี้ บุคคลผู้ไม่ได้สมาธิก็เหมือนกัน ไม่รู้รสของสมาธิ ว่าเวลามันเข้าสมาธิไปมันมีรสอย่างไร มันมีความสงบที่ซาบซึ้งตรึงใจอย่างไร มันมีปีติอย่างไร มันเกิดปัสสัทธิอย่างไรในเมื่อจิตของเรามันสงบเป็นสมาธิ

         บุคคลผู้ที่ไม่มีเสบียงในการเดินทางคือสมาธินี่ ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว เมื่อจิตใจของเรามันไม่สงบ เรากระทบอารมณ์ต่างๆ ก็เกิดความหงุดหงิด เกิดความโมโห เกิดความรำคาญ เกิดความฟุ้งซ่าน จะคิดอะไรมันก็คิดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะอะไร เพราะจิตมันไม่เป็นเอกัคคตารมณ์ เมื่อจิตไม่เป็นเอกัคคตารมณ์ จิตมันก็ไม่มีพลัง ไม่มีอานุภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนกับน้ำเขื่อนเนี่ย ถ้าเขาปล่อยให้น้ำเขื่อนมันบ่าไปในที่ต่างๆ ไหลไปเซาะไปตามที่ต่างๆ มันก็ไม่มีพลัง แต่ถ้าเรารวมน้ำเขื่อนให้มันไหลลงไปในช่องทางเดียว ทำช่องทางให้มันไหลลงไปทางเดียว เราก็เอาน้ำเขื่อนนั้นไปปั่นกำลังไฟฟ้าได้ จิตใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจของเรามันรวมเป็นกระแสเดียวกัน เรียกว่าเอกัคคตาจิต มันก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เมื่อเกิดปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ตลอดถึงอรูปฌาน มันก็จะเกิดอานุภาพ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อยู่ในสมาธิสมาบัตินานๆ ได้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปัสสัทธิ เป็นปัจจัยให้เกิดวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ เป็นเหตุให้เกิดหูทิพย์ตาทิพย์ รู้วาระจิต เป็นเหตุให้เกิดอตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ เป็นต้น มันเกิดขึ้นมาจากสมาธินะ นี่ถ้าผู้ใดมีเสบียงสมาธิน้อยก็จะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้

         แต่ถ้าผู้ใดมีเสบียงในการเดินทางเรื่องสมาธิมาแต่ภพก่อนนู้น เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ แป๊บเดียวเป็นสมาธิแล้ว บางคนนั่งสมาธิครั้งแรก ไม่รู้เรื่องการกำหนดยุบหนอพองหนอ ไม่รู้เรื่องพุทโธ เขาบอกว่าให้ภาวนายุบหนอพองหนอ ก็ยุบหนอพองหนอ เขาบอกว่าภาวนาพุทโธ ก็ภาวนาพุทโธ ภาวนาไปทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องนั่นแหละ ได้สมาธิแล้ว เป็นปฐมฌาน ทุติยฌานแล้ว เพราะอะไร เพราะของเก่ามันสั่งสมไว้มาก เรานึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยที่พระองค์ทรงเป็นพระราชกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะได้ไปทำพิธีแรกนาขวัญ เอาพระราชกุมารนั้นไปนั่งอยู่ที่ต้นหว้า พระองค์ทรงนั่งแล้วก็บริกรรมภาวนาไป จิตใจก็เข้าสู่ฌานทันที เพราะอะไร เพราะว่าเป็นของเก่าของที่เคยทำมา จิตใจมันจะโน้ม จิตใจมันจะเอียง จิตใจมันจะนึกไปถึงความสงบที่ตนเองได้สั่งสมอบรมมา พระองค์ก็ทรงภาวนาไป ก็เข้าสู่ปฐมฌาน จนเวลามันบ่ายคล้อยไปแล้ว เทวดาต้องการที่จะอนุโมทนาสาธุการด้วย ก็ไม่ให้เงาของต้นไม้นั้นมันออกไปจากพระองค์ ทำให้เงานั้นบังพระองค์ไม่ให้แดดมันแผดเผาพระองค์ได้ ก็เพราะอานุภาพแห่งฌานนะ

         เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ที่สั่งสมอบรมไว้ภพก่อนชาติก่อนนั้นน่ะ เพียงแต่นั่งภาวนาเท่านั้น จิตใจมันจะโน้มโอนเอนไปแล้วก็เข้าสู่ปฐมฌาน เพราะมันเป็นสิ่งที่กระทำมานานแล้ว เป็นสิ่งที่เรากระทำให้ชำนิชำนาญมานานแล้ว นี่มันก็จะทำให้เกิดความชำนิชำนาญ เพราะมันเป็นของเก่าที่เรากระทำในภพก่อนๆ มาแล้ว ถ้าผู้ใดมีน้อยเนี่ย บางครั้งปฏิบัติธรรมตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ตั้งแต่ค่ำจนถึงเช้าก็ยังไม่ได้ เหมือนกับพระเถระชื่อว่ามหาสิวะ

         พระเถระมหาสิวะเนี่ย มีปัญญามาก แตกฉานในพระไตรปิฎก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย สามารถสอนลูกศิษย์ลูกหานั้นจนทำให้ลูกศิษย์ลูกหานั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ๒๐,๐๐ รูป แต่ตนเองยังเป็นปุถุชนอยู่นะ คิดว่า เราสอนลูกศิษย์ลูกหาให้เป็นพระอรหันต์ได้ตั้ง ๒๐,๐๐๐ รูป แค่เราอยากจะเป็นพระอรหันต์มันจะยากอะไร เราจะไปประพฤติปฏิบัติธรรมสัก ๓ วัน หรือ ๕ วัน หรือ ๗ วัน เราจะยึดเอาความเป็นพระอรหันต์ เหลือเวลาอยู่อีกประมาณ ๑ อาทิตย์ก็จะถึงวันอธิษฐานเข้าพรรษา อย่ากระนั้นเลย เราหลีกออกจากหมู่แล้วไปประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถ้ำอยู่ที่ข้างๆ วัดเนี่ย ๗ วัน เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเราจะมาอธิษฐานเข้าพรรษาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายทั้งปวง พอกลางวันก็สอนพระสอนเณรสอนลูกศิษย์ลูกหา ปฐมยามก็สอนลูกศิษย์ลูกหา มัชฌิมยามก็สอนลูกศิษย์ลูกหา พอถึงปัจฉิมยาม ลูกศิษย์ลูกหาง่วงนอน ลูกศิษย์ลูกหาไปพักผ่อน ท่านก็แอบๆ ออกจากอาราม แล้วก็เข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำข้างวิหารนั่นแหละ ไม่บอกใคร ไม่พูดจากับใคร คิดว่าอรหันต์น่ะมันนิดเดียว เราสอนให้คนอื่นได้ตั้งสองหมื่นกว่ารูป เราจะทำแค่ ๗ วันนี้ เราจะเป็นพระอรหันต์ให้ได้ ก็เดินจงกรมนั่งภาวนาตลอดทั้ง ๗ วัน แม้ญาณญาณหนึ่งก็ไม่เกิดนะ แม้สมาธิ ปฐมฌานนิดหนึ่งก็ไม่เกิด ลองนึกดูสิ ประพฤติปฏิบัติธรรมไป โน้น ประมาณ ๓๐ กว่าปี จนพรรษาถึง ๖๐ จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นะ สมาบัติทั้ง ๘ จึงเกิดขึ้นมาด้วย อภิญญาต่างๆ จึงเกิดขึ้นมาด้วย เป็นฌานลาภีบุคคล เนี่ย กว่าที่จะได้รู้รสของสมาธิก็โน้นน่ะ ๖๐ พรรษานู่น

         อันนี้เรียกว่าผู้บำเพ็ญเกี่ยวกับสมาธิสมาบัติมาน้อย เวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมมันจึงไม่สงบ อันนี้ก็ไม่ได้โทษใครนะ โทษเราเอง แต่ถ้าเรามีโอกาสมีเวลาเราก็พยายามฝึกสมาธิ ถึงมันจะได้ไม่ได้เราก็ฝึกอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็จะเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ภพหน้าชาติหน้าเราได้ไวขึ้นมา จนกว่าเราจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นั่นแหละ

         นอกจากนั้น บุคคลผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานมาน้อยนี่ เวลาพูดเรื่องกรรมฐานเรื่องวิปัสสนาไม่รู้เรื่องเลยนะ เวลาเราพูดเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้หลวงพ่อพูดอะไร ไม่รู้เรื่องรู้ราว เพราะอะไร เพราะจิตไม่ส่งไป ไม่ตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนา ไม่สามารถที่จะมองเห็นอรรถมองเห็นธรรม ไม่สามารถที่จะคล้อยจิตคล้อยใจส่งตามกระแสพระธรรมเทศนาได้ ก็ไม่เข้าใจ  บุคคลผู้เข้าใจในการฟังพระธรรมคำสั่งสอนนั้น ท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกันกับเราเอาของ มีกับข้าวเป็นต้นเนี่ย แล้วก็เอาวัสดุมาปิดไว้ พอเราเปิดฝาครอบเท่านั้นแหละ เราก็เห็นแกงไก่ เห็นผัดกระเพรา เห็นแกงส้ม เห็นข้าวเหนียว ส้มตำ เป็นต้น ที่เขาซ่อนไว้อยู่ในนั้น เพราะอะไร เพราะว่าเราเข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ถ้าผู้ใด พอพูดถึงเรื่องวิปัสสนาแล้วเนี่ย เหมือนกับเราเอาฝาครอบกับข้าวไว้นั่นแหละ  มองไม่เห็นเลยว่ามันเป็นอะไร นึกตามไม่ออก นึกตามไม่ถูก นึกตามไม่รู้ นึกตามไม่แจ้ง มืดมนอนธการอยู่อย่างนั้นแหละ

         แต่ถ้าผู้ใดเจริญวิปัสสนากรรมฐานมามากเนี่ย ก็เหมือนเราเปิดฝาครอบนั่นแหละ มองเห็นเลย ส้มตำปลาร้า เป็นต้น นี่ในลักษณะมันมองเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยปัญญาของตนของตน เพราะเราสั่งสมอบรมวิปัสสนาแต่ภพก่อนชาติก่อนไว้มาก หรือท่านอุปมาอุปไมยเหมือนกับบอกทางแก่ผู้หลงทาง บุคคลผู้ฟังธรรมเข้าใจเนี่ย ท่านแสดงธรรมไป เหมือนกับว่าเราเดินตามทางที่ท่านบอกไป เดินตามไปโดยที่เข้าใจว่าท่านให้เราเลี้ยวไปข้างซ้ายเลี้ยวไปข้างขวา ทำให้เราละอย่างนี้ วางอย่างนี้ ทำให้เราเดินตรงไป ทำให้เรามีสติ มีสมาธิ อะไรต่างๆ เข้าใจไปเป็นช่องเป็นทางไป เหมือนกับเรามองเห็นทางในการเดินนั่นแหละ 

         แต่ถ้าผู้ใดบำเพ็ญวิปัสสนามาน้อย เวลาเดินจงกรมก็สงสัย เดินยังไงนะจงกรม จะยกสูงขนาดไหน จะยกยังไง เราจะมีสติกำหนดอย่างไร อะไรเป็นจิต อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม สงสัยอยู่อย่างนั้นแหละ เหมือนกับบุคคลผู้เดินทาง ไปพบทาง ๔ แพร่ง ไม่มีความรู้ว่าเราจะไปทางไหน ก็ยืนอยู่ตรงกลางทางนั้นแหละ รำพึงรำพันว่า ทางไหนหนอ ทางไหนหนอ เราจะไปทางไหนหนอ จะไปทางซ้ายก็ เอ๊ะ น่าจะไปทางขวา จะไปทางขวาก็ เอ๊ะ มันน่าจะไปทางซ้าย ทางไหนหนอ ทางไหนนอ ก็ยืนอยู่นั่งอยู่ตรงกลางนั่นแหละ ไม่ได้ไปไหน วิปัสสนาญาณมันก็ไม่เกิด รูปนามก็ไม่เกิด นี่คนที่มีบุญด้านวิปัสสนาน้อยมันจะเป็นอย่างงั้นนะ คนที่มีบุญนั้นมันง่ายนะ แต่คนไม่มีบุญก็อย่างงั้นแหละ ทางไหนหนอ ทางไหนหนอ อย่างงั้นแหละ จะไปทางซ้ายก็ เอ๊ะ มันน่าจะไปทางขวา จะไปทางขวาก็ เอ๊ะ  มันน่าจะไปทางซ้าย ผลสุดท้ายก็นั่งอยู่ตรงกลางนั้นแหละ ทางไหนหนอ ทางไหนหนอ เพื่อนผู้ที่เขามีบุญมีวาสนาบารมี เขาก็ไป จนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เหมือนกับม้าที่มีฝีเท้าเร็วละม้าที่มีฝีเท้ากระจอกไปฉะนั้น คนอื่นเขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์ เรายังมาสงสัย ทางไหนหนอ ทางไหนหนออยู่ นี่มันน่าสลดสังเวชเหมือนกันนะ เขาไปถึงดวงเดือนดวงดาวแล้ว ถึงโลกุตระแล้ว เรายังจะทางไหนหนอทางไหนหนออยู่ อันนี้ลักษณะของบุคคลผู้ที่บำเพ็ญในเรื่องวิปัสสนากรรมฐานมาน้อยเป็นอย่างงั้นนะ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม จะเป็นผู้เก่าก็ดี ผู้ใหม่ก็ดี เราจะบำเพ็ญมาน้อยบำเพ็ญมามาก ถ้าเราตั้งใจในปัจจุบันนี้เนี่ย เรารู้ว่าเราให้ทานมาน้อย เราก็ให้ทานเพิ่มขึ้น ถ้าเรารู้ว่าเรารักษาศีลมาน้อย เราก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เพิ่มขึ้น สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าไปทำไปต้อง มันก็จะบริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้นมา นอกจากนั้น ถ้าเรารู้ว่าเราบำเพ็ญสมถกรรมฐานมาน้อย หลังจากเราออกจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ๓ เดือน เรามีโอกาสเจริญสมาธิ เรามีโอกาสฝึกสมาธิ เราก็ฝึกสมาธิ เป็นการสั่งสมอบรมบารมีเพิ่มเสบียงคือสมาธินั้นให้มากขึ้น ถ้าเรารู้ว่าเราบำเพ็ญวิปัสสนามาน้อย เราก็พยายามเจริญวิปัสสนาหามรุ่งหามค่ำ เวลาว่างเวลาอะไรเราก็พยายามกำหนดให้ทันรูปทันนาม ให้มีสติสัมปชัญญะ มีรูปมีนามเป็นอารมณ์ ก็เป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว เราจะคู้ เราจะเหยียด เราจะก้ม เราจะเงย เราจะกิน เราจะดื่ม เราจะพูด เราจะคิด เรามีสติกำหนดทันปัจจุบันธรรม ทันรูปทันนาม เป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว นี่เป็นการสั่งสมเสบียงคือวิปัสสนากรรมฐานให้มันมากขึ้น เราก็จะได้คล่องตัวในเมื่อเรายังท่องเที่ยวไปในวัฏสงสารอยู่ วันนี้ได้กล่าวธรรมะเป็นเวลาพอสมควร.