โลกมนุษย์เป็นที่บำเพ็ญบารมีชั้นยอด

โลกมนุษย์เป็นที่บำเพ็ญบารมีชั้นยอด

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๒๓ ม.ค. ๖๕)

         การที่เราทั้งหลายทั้งปวงได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นของหายาก ท่านกล่าวไว้ในตอนหนึ่งว่า บุคคลผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ เมื่อจะละจากอัตภาพของมนุษย์ คนทั้งหลายทั้งปวงก็ปรารถนาสุคติ คือคนเราทั้งหลายทั้งปวงเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย เวลาจะตาย คือเวลาจะละสังขาร เวลาจะทำกาละถึงแก่กรรม คนทั้งหลายทั้งปวงก็ปรารถนาสุคติกัน คนนู้นก็ปรารถนาสุคติ คนนี้ก็ปรารถนาสุคติ อยากจะไปเกิดในมนุษย์ อยากจะไปเกิดบนสวรรค์ อยากจะไปเกิดในพรหมโลก อยากจะไปสู่พระนิพพาน อันนี้เป็นสุคติของบุคคลผู้ที่จะทำกาละ คือได้ถึงแก่กรรมคือตายไป อันนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์เรา

         แต่ส่วนที่เป็นของเทวดา เทวดานั้นท่านกล่าวว่า ก่อนที่จะจุติจากสวรรค์ คือก่อนที่จะตายจากสวรรค์นั้น ท่านกล่าวว่า จะมีบุพนิมิต ๕ ประการก็คือ

         ๑. อาสนะที่นั่งเนี่ยจะเป็นอาสนะที่ร้อน ทำให้นั่งไม่เป็นสุข นอนไม่เป็นสุข เพราะอาสนะมันร้อน

         ๒. ภูษาคืออาภรณ์อันเป็นทิพย์เนี่ย จะมีความหยาบ มีความกระด้าง เศร้าหมอง นี่ก็เป็นบุพนิมิตของเทวดาข้อที่ ๒

         ๓ . ท่านกล่าวว่า ผิวพรรณของเทวดาที่มีความงามมีความสวย เวลาที่จะจุติจากสวรรค์นั้น ก็มีผิวพรรณที่เศร้าหมอง ถ้าเราได้อ่านดูในเรื่องของท้าวสักกะแก่ ท้าวสักกะนั้นก็มีผิวพรรณที่เศร้าหมอง จากท้าวสักกะหนุ่มก็กลายเป็นท้าวสักกะแก่ได้ ในเมื่อจะสิ้นบุญนะ เทวดาที่มีผิวพรรณงามก็เป็นผู้มีผิวพรรณทรามได้ อันนี้เป็นข้อที่ ๓

         ๔. ท่านกล่าวว่า ดอกไม้ทิพย์ของเทวดาเหี่ยว ดอกไม้ทิพย์ไม่เบ่งบาน ไม่แช่มชื่น ไม่หอมหวนเหมือนกับแต่ก่อน เป็นดอกไม้ทิพย์ที่เหี่ยวเฉาไป

         ๕. เหงื่อไหลออกจากรักแร้ ก็เป็นนิมิตหมายว่าเทวดานั้นจะเคลื่อนจากสวรรค์

         ถ้าบุพนิมิตทั้ง ๕ ประการนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เทวดานั้นก็จะต้องเคลื่อนจากสวรรค์ คือตายจากสวรรค์นั้นภายใน ๗ วัน คือจะไม่ล่วงพ้นไปจาก ๗ วันนี้ไปได้

         เพราะฉะนั้น เมื่อเทวดาทั้งหลายทั้งปวงเห็นบุพนิมิตของเทวดาตนใดตนหนึ่งปรากฏขึ้น เทวดาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นก็จะมารวมกัน มาให้พรมาส่งมาลากัน บอกว่าท่าน เมื่อท่านจะจุติจากสวรรค์แล้วไปเกิดในที่ใดที่หนึ่งก็ขอให้ท่านไปสู่สุคติเถิด เทวดาทั้งหลายทั้งปวงรู้ว่าเทวดาตนนั้นตนนี้จะจุติแล้วเนี่ย ก็ไปสั่งไปลาไปให้พรแก่กันและกัน ให้ไปเกิดในสุคติ

         เมื่อเรามีคำถามว่า มนุษย์ตายไปแล้วเนี่ย ก็อยากจะไปเกิดในสุคติไปเกิดในสวรรค์ แต่เทวดาจะตายจากสวรรค์ เทวดาก็ให้พรแก่กันว่า ขอให้ท่านจงไปเกิดในสุคติ แล้วสุคติของเทวดาคืออะไร?

         ท่านกล่าวว่า สุคติของเทวดานั้นก็คือการได้มาเกิดเป็นมนุษย์ นี่การได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นสุคติของเทวดานะ เนี่ยเราปรารถนาอยากจะเป็นเทวดา อยากจะไปเกิดในสุคติ เสวยอารมณ์อันเป็นทิพย์ เครื่องทรงอันเป็นทิพย์ อาหารอันเป็นทิพย์ อะไรต่างๆ แต่ว่าเทวดานั้นอยากจะมาเกิดเป็นมนุษย์ ถือว่าเป็นสุคติของเทวดา ทำไมมนุษย์จึงเป็นสุคติของเทวดา เพราะว่าเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าตายจากสวรรค์แล้วเนี่ย ส่วนมากจะไปเกิดในอบายภูมิ เพราะความลุ่มหลงในทิพพสมบัติ จะมีอาหารอันเป็นทิพย์ มีอารมณ์อันเป็นทิพย์ มีรูปเป็นทิพย์ มีเสียงเป็นทิพย์ มีกลิ่นเป็นทิพย์ มีสัมผัสต่างๆ เป็นทิพย์

         แม้แต่เราสัมผัสอารมณ์อันหยาบๆ ของมนุษย์นี้ ซึ่งเต็มไปด้วยของปฏิกูลโสโครก เต็มไปด้วยอาการ ๓๒ มีผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเป็นต้น เราก็ยังหลงอยู่กับรูปกับเสียงกับกลิ่นกับรสกับสัมผัสของมนุษย์ซึ่งเป็นของปฏิกูล เต็มไปด้วยธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม เราก็ยังท่องเที่ยวไปในวัฏสงสารนั้นมีภพเป็นอเนก เกิดแล้วแก่ แก่แล้วเจ็บ เจ็บแล้วตาย วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น ในขณะที่เราเสวยสิ่งที่มันเป็นของปฏิกูลนะ เรายังหลงอยู่ถึงขนาดนี้ ยังปรารถนาเป็นคู่ผัวตัวเมีย ยังปรารถนาอยากจะมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะอะไร เพราะว่าเราหลงอยู่ในความเป็นมนุษย์ของเรา หลงอยู่ในอารมณ์ของกามเหล่านั้น ถ้าเราไปเกิดเป็นเทวดา มีอาหารอันเป็นทิพย์ มีอารมณ์อันเป็นทิพย์ มีรูปมีเสียงมีกลิ่นมีรสเป็นทิพย์แล้วเนี่ย เราจะมีความเพลิดเพลินถึงขนาดไหน

         ท่านกล่าวว่า เทวดาส่วนมากตายไปแล้วจะไปเกิดในอบายภูมิ เพราะความลุ่มหลงในทิพยสมบัติต่างๆ มีรูปกันเป็นทิพย์เป็นต้น เนี่ยตายด้วยความหลงก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดในอบายภูมิ เพราะฉะนั้น เทวดาจึงปรารถนาที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์นั้นเป็นจุดศูนย์กลางในการทำคุณงามความดี แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มากด้วยบารมี ผู้มากด้วยบุญ ผู้มากด้วยอภินิหารต่างๆ พระองค์ก็มาเกิดที่มนุษย์ มาอุบัติที่มนุษย์ มาสั่งสมอบรมบารมีที่มนุษย์ มาบำเพ็ญบารมีที่มนุษย์ มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มนุษย์ แล้วก็ทำการเผยแผ่เทศนาสั่งสอนที่เมืองมนุษย์

         เพราะฉะนั้น มนุษย์นั้นจึงเป็นสถานที่พิเศษมากกว่าเทวดาพรหมแล้วก็ภพภูมิไหนๆ ภพภูมิที่เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือมนุษย์นี่นะ พระพุทธเจ้าจะอุบัติตรัสรู้กี่พระองค์ ก็มาตรัสรู้ที่เมืองมนุษย์ของเรานี่แหละ ท่านกล่าวว่าพระพุทธเจ้านั้นมาตรัสรู้มากมายนะ ท่านกล่าวว่าเมล็ดทรายที่อยู่ในท้องทะเลมันมีมากขนาดไหน การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็มีมากขนาดนั้นนะ คือพระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแต่ละกัปแต่ละกัลป์นั้นมีมากถึงขนาดนั้นนะ ส่วนความเป็นพระอรหันต์นั้นไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีมากขนาดไหน ถึงจะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติตรัสรู้แล้วก็นิพพานไปมากขนาดนั้น มีพระอรหันต์มาตรัสรู้แล้วก็นิพพานมากถึงขนาดนั้น แต่เราทั้งหลายทั้งปวงหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังหลงงมงายอยู่นะ ยังหลงอยู่ในรูป หลงอยู่ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในอารมณ์ต่างๆ อยู่ เ

         พราะฉะนั้นเทวดาทั้งหลายทั้งปวงนั้นจึงปรารถนาที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะว่าจะได้บำเพ็ญคุณงามความดีที่เมืองมนุษย์ของเรา คือเมืองมนุษย์ของเรานั้นเป็นที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เป็นที่ตั้งแห่งพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง พระธรรมจะเป็นสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ พระองค์ก็ทรงแสดงที่เมืองมนุษย์ของเรานี่แหละ เรียกว่าแสดงธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้คือโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ ก็แสดงที่มนุษย์ของเรานี่แหละ นอกจากจะเป็นที่ตรัสรู้แล้วก็ยังเป็นที่แสดงธรรมนะ เหมือนกับที่เราไปพุทธคยานั่นแหละ เป็นที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านกล่าวว่าพุทธคยาเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็จะมาตรัสรู้ตรงพุทธคยา เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์  นอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงไปแสดงธรรมที่ธัมเมกสถูป ก็แสดงธรรมที่เมืองมนุษย์ของเรานี่แหละนะ หรือพระองค์ทรงประกาศธรรมอันงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลางและงามในที่สุด ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นอริยบุคคล เป็นสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนา ก็อยู่ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ก็อยู่ในเมืองมนุษย์ของเรานี่นะ ไม่ได้อยู่บนสวรรค์หรือว่าอยู่พรหมโลก เพราะฉะนั้น การที่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงอยากมาเกิดในเมืองมนุษย์อันเป็นสุคติของเทวดานั้น จึงเป็นสิ่งที่สมควร เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา แต่เราทั้งหลายทั้งปวงผู้ได้สุคติอันเทวดาทั้งหลายทั้งปวงปรารถนาแล้วเนี่ย ทำไมเราไม่รีบขวนขวายในการสร้างสมอบรมคุณงามความดี ไม่ขวนขวายในอันที่จะกระทำคุณงามความดี มีการให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะเราได้สุคติอันเทวดาทั้งหลายทั้งปวงปรารถนาแล้วปรารถนาอีก อยากได้แล้วอยากได้อีก แต่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นก็พลัดพรากจากสุคติของเทวดา ล่วงหล่นลงไปสู่อบายภูมิเป็นส่วนมาก

         เพราะฉะนั้น เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์นี้มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แม้แต่เทวดาก็ยังปรารถนาไขว่คว้าเอา บัณฑิตทั้งหลายทั้งปวงท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วเนี่ย ประมาท ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจในการประพฤติปฏิบัติ ไม่สนใจใส่ใจในอันที่จะยังคำสอนของพระพุทธเจ้าให้รู้แจ้งเห็นจริงในการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นต้น บุคคลเหล่านั้นพลาดจากการบำเพ็ญคุณงามความดี มีการให้ทานรักษาศีลเจริญสมถะ หรือพลาดจากการบรรลุมรรคผลนิพพานแล้วนั้น ภพ หรือว่าชาติ หรือว่าสงสาร ของบุคคลนั้นย่อมยาวไกลเหลือเกิน อย่าคิดว่าเราจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ง่ายๆ นะ ถ้าเราไม่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเป็นต้น เราพลาดโอกาสในการตรัสรู้ธรรม ในการรู้แจ้งธรรม ในคราวเมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว บัณฑิตทั้งหลายทั้งปวงกล่าวว่า สงสารของบุคคลนั้นจะยาวไกล ประมาณไม่ได้ว่ามันยาวไกลขนาดไหน เพราะฉะนั้น เป็นการสูญเสียโอกาสอันมีค่าที่สุด เป็นการสูญเสียโอกาสที่เราจะไขว่คว้าเอาธรรมบรรลุธรรมนั้นมากที่สุด ไม่มีอะไรที่จะสูญเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว

         เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา จึงเป็นบุคคลผู้ที่มีบุญล้นฟ้าล้นดิน ดวงจิตทั้งหลายทั้งปวงนั้นน่ะ มีความอยากจะมาเกิดเป็นมนุษย์นะ พวกนกหนูปูปีก กุ้งหอยปูปลาช้างม้าวัวควาย อะไรต่างๆ ตลอดถึงสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เขาก็ปรารถนาที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นะ เพราะว่าความเป็นมนุษย์เนี่ย เป็นภพที่ประเสริฐที่สุดแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์เทวดาพรหมทั้งหลายทั้งปวงก็มาเป็นมนุษย์นี่แหละ เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในไตรภูมิเนี่ย หรือว่าใน ๓๑ ภูมิเนี่ย มนุษย์นั้นประเสริฐนะ เพราะบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็บรรลุที่มนุษย์ของเรานี่แหละ ตรัสรู้ธรรมก็ตรัสรู้ที่มนุษย์ของเรานี่แหละ

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วเนี่ย ควรที่จะมีความละเอียดอ่อนในการใช้ชีวิต ในการดำรงชีวิต ในการที่เราจะใช้เวลาให้มันมีค่า เวลาที่มันผ่านไปแต่ละวันๆ เนี่ย เวลาที่ผ่านไปมันมีค่ามีราคาขนาดไหน อย่าลืมว่าเวลาที่มันสูญเสียไปนั้นน่ะ เอาคืนไม่ได้แม้แต่นาทีเดียวนะ เพราะฉะนั้น เราจึงจะต้องตรึกต้องตรอง ข่มจิตข่มใจ บริหารใจของเรานั้นให้เกิดความเพียร ไม่มีใครช่วยเราได้นะ ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทาง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกกล่าวเป็นผู้แนะนำพร่ำสอน ส่วนเธอทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นผู้เดินทางเอาเอง นี่พระองค์ทรงเป็นผู้พร่ำสอน เป็นผู้ชี้แนะ เป็นผู้บอกเป็นผู้กล่าว เป็นผู้แนะนำปฏิปทาธรรมะต่างๆ แต่เราทั้งหลายทั้งปวงต้องเอาธรรมะที่พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนเรานั่นแหละ มาประพฤติปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ตามที่พระองค์ทรงสอน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน โก หิ นาโถ ปโร สิยา ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งของเราได้ เพราะฉะนั้น เราเป็นที่พึ่งของเรา ใครจะมาเป็นที่พึ่งของเราได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ สงไขยกับแสนมหากัป พระองค์ก็ทรงพึ่งตัวเองนั้นแหละ ประพฤติปฏิบัติธรรมอดตาหลับขับตานอนจนถึงสลบไป พระองค์ก็ทรงฟื้นขึ้นมา ฟื้นขึ้นมาด้วยบุญญาธิการของพระองค์ ทรงคิดทรงค้นทรงพิจารณาจนเห็นทางแห่งการตรัสรู้นะ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้อยากจะตรัสรู้ธรรม อยากจะรู้แจ้งธรรม ก็ต้องขวนขวายปฏิบัติเหมือนกับพระองค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าพระองค์ทรงปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง ว่าพระองค์ทรงเด็ดเดี่ยวมากขนาดไหน พระองค์ไม่ทรงยินดีในเรื่องรูป ไม่ทรงยินดีในเรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องสัมผัส เรื่องธรรมารมณ์ ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ถูกยั่วยวนนะ พระองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ นางตัณหา นางราคา นางอรดี ก็ไปยั่วยวนพระองค์ พระองค์ก็เฉย ไม่สนใจ หรือว่านางมาคันทิยา ถึงจะมีความสวยงามขนาดไหน พระองค์ก็ทรงตรัสบอกพราหมณ์ผู้ที่เป็นบิดามารดาของนางมาคันทิยาว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่ประสงค์ที่จะถูกต้องธิดาของท่านแม้ด้วยเท้า แม้แต่ด้วยเท้าก็ยังไม่อยากถูกต้องเลย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะต้องไปถูกต้องด้วยมืออะไรต่างๆ แม้ด้วยเท้าก็ยังไม่อยากถูกต้อง นี่นะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงไม่ยินดีในสิ่งเหล่านี้นะ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีลำบากเหลือเกิน กว่าที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ บำเพ็ญบารมีตั้ง ๖ ปี

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงผู้ประสงค์จะทำความสิ้นทุกข์ กระทำการรู้แจ้งซึ่งมรรคซึ่งผลซึ่งพระนิพพาน เราก็เอาพระองค์นั้นแหละเป็นตัวอย่าง เราพยายามตรึกพยายามตรองพยายามใคร่ครวญ พยายามสอดส่องหาอุบาย ในการประพฤติปฏิบัติธรรม เราเดินจงกรมอย่างไรเราจึงได้สมาธิสมาบัติ เรากำหนดอย่างไรเราจึงไม่นึกถึงอดีตไม่นึกถึงอนาคต เราบริกรรมอย่างไรเราจึงเห็นอาการพองอาการยุบชัดเจน เราบริกรรมอย่างไรพระไตรลักษณ์จึงเกิดขึ้นมา เราประคองอย่างไรพระไตรลักษณ์จึงดับลงไป เมื่อมันดับลงไปเราทำจิตทำใจประคองอย่างไรเราจึงจำได้ว่ามันดับลงไปตอนท้องพองท้องยุบ ตอนนั่งหรือตอนถูกเป็นต้น เนี่ียเราพยายามมีสติมีปัญญาสอดส่องหาความรู้ สอดส่องหาช่องหาอุบาย วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ลำบากเมื่อหนุ่มดีกว่ากลุ้มใจตอนแก่ เพราะฉะนั้น เราพยายามกระทำให้แจ้งด้วยตนเอง ความเพียรอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ถึงว่าหนทางมันจะยาวไกลเป็นร้อยลี้พันลี้ ร้อยกิโลพันกิโล แต่เมื่อเราเริ่มเดินทาง ก็เหมือนกับว่าความสำเร็จมันใกล้เข้าไปทุกขณะ ถึงโลกุตรภูมิกับโลกิยภูมิมันจะไกลกันขนาดไหนก็ตาม เมื่อเราเริ่มปรารภวิปัสสนากรรมฐาน เริ่มเอารูปเอานามเป็นอารมณ์ เริ่มมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้รูปนามทันปัจจุบันธรรมแล้ว เมื่อนั้นเราเริ่มก้าวจากโลกิยะเข้าไปสู่โลกุตตระแล้ว เมื่อวิปัสสนาญาณมันปรากฏขึ้นมา นับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ชื่อว่าเราก้าวขึ้นสู่บันไดแห่งการตรัสรู้แล้ว เป็นบันไดขั้นที่ ๑ แล้ว เมื่อปัจจยปริคคหญาณปรากฏขึ้นมา ก็ชื่อว่าเราก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นที่ ๒ แห่งการตรัสรู้แล้ว แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมไปจนถึงสัมมสนญาณ ไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนถึงวิปัสสนาญาณขั้นสุดท้าย ก็เหมือนกับเราก้าวเข้าสู่บันไดขั้นที่ ๓ ผ่านไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนถึงขั้นสุดท้าย ก็แสดงว่าเรานั้นเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ เรากระทำให้แจ้งด้วยตนเองแล้ว เรากระทำให้แจ้งซึ่งพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพราะความเพียรที่เราเริ่มตั้งแต่ขั้นที่ ๑ นั่นแหละ ลงมือเดินจงกรม ลงมือนั่งภาวนา ลงมือกำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม ถ้าเราทำจนเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นมานั่นแหละ เรียกว่าเรากระทำให้แจ้งซึ่งญาณนั้นๆ แล้ว เราก้าวขึ้นสู่หนทางเป็นที่ตรัสรู้แล้ว ถ้าเราไม่หยุดไม่หย่อน เราไม่ท้อแท้ เราไม่เผลอ เรามีสติกำหนดทันปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา เราก็สามารถที่จะรู้แจ้งในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พระองค์ทรงตรัสว่า ผู้ใดไม่คิดถึงอดีต ไม่คิดถึงอนาคต อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงมาแล้ว ไม่ต้องคำนึงถึง อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังไม่มาถึง ไม่ต้องพะว้าพะวงถึงอนาคต ผู้ใดเป็นผู้มีปัจจุบันธรรม กำหนดรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ บุคคลนั้นจะรู้แจ้งในที่นั้นๆ ได้

         เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเรามีความเพียร มีความมานะ มีความบากบั่นไม่ย่อท้อแล้วเนี่ย เราก็สามารถที่จะรู้แจ้งในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ การรู้แจ้งในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นอกาลิโก นะ ไม่จำกัดกาล ไม่เสื่อมไปตามสมัย ผู้ใดมีความถึงพร้อมซึ่งอินทรีย์ ยังโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการให้ถึงพร้อมเมื่อไหร่ การแทงตลอดก็มีเมื่อนั้นนะ แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า นิพพานนั้นมีรสเดียว คือวิมุตติรส ผู้ใดถึงพระนิพพานในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ตาม ถึงพระนิพพานในสมัยปัจจุบันนี้ก็ตาม นิพพานก็มีรสเดียวคือวิมุตติรส เพราะฉะนั้น การเสวยวิมุตติรสคือรสที่พ้นจากโลกิยะ เป็นรสที่เกิดขึ้นด้วยโลกุตตระ การสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็สัมผัสด้วยจิตที่เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นการสัมผัสในรูปที่เย็น เสียงที่เย็น กลิ่นที่เย็น รสที่เย็น การรับรู้อารมณ์ที่เย็นๆ เป็นต้น ในลักษณะอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้เราทั้งหลายทั้งปวงอย่าได้ประมาท เมื่อเกิดมาในสุคติของเทวดาคือความเป็นมนุษย์แล้วเนี่ย ก็อย่าปล่อยเวลาให้มันพลาด ถ้าเราพลาดโอกาสพลาดเวลาแล้วมันยาวนานเหลือเกิน วัฏสงสารนั้นไม่มีใครสามารถที่จะพยากรณ์ได้ว่ามันยาวไกลขนาดไหน มันประมาณไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่กำหนดเบื้องต้นที่สุดของวัฏสงสารได้ เพราะมันยาวไกลเหลือเกิน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่สามารถที่จะพยากรณ์ว่ามันยาวไกลขนาดไหน ในเมื่อคนไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มันยาวไกลมาก ไม่รู้ว่าจะต้องเกิดต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปกี่ภพกี่ชาติจึงจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงที่มีโอกาสได้เกิดมาในสุคติของเทวดา ได้อัตภาพในความเป็นมนุษย์แล้ว ก็ขอเราจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย อฺปปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย วันนี้ได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา.