บุญเป็นสิ่งที่ควรสั่งสม

บุญเป็นสิ่งที่ควรสั่งสม

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)

(๑๒ ธ.ค. ๖๖)

         การฟังธรรมร่วมกันในวันธรรมสวนะ ก็ถือว่าเป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรม เป็นขนบเป็นจารีต ที่วัดพิชโสภารามของเราได้ประพฤติปฏิบัติ ทำกันมาช้านาน เพราะว่าการฟังธรรมร่วมกัน ทำวัตรร่วมกันในวันพระ ๘ ค่ำก็ดี ๑๔ ค่ำก็ดี ๑๕ ค่ำก็ดี เราทั้งหลายทั้งปวงได้ประพฤติมาร่วมกัน ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่แล้ว การที่เราทั้งหลายทั้งปวงได้มาฟังธรรมร่วมกัน ก็ถือว่าเป็นเหตุให้เกื้อกูลต่อกัน โดยเฉพาะทางสามเณร คณะครูบาอาจารย์ผู้เป็นนักเรียนนักศึกษา ก็มีโอกาสที่จะได้ฝึกฝนอบรมในเรื่องความสงบแห่งจิตแห่งใจต่างๆ ทำให้จิตใจมีความสงบ เมื่อจิตใจของเรามีความสงบ พลังคือความที่จิตใจของเรามันมีความกระปรี้กระเปร่า มีความกระฉับกระเฉงต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาได้ ทำให้การอยู่ในพระพุทธศาสนานั้นมีการอยู่ที่เพลิดเพลิน แล้วก็อยู่ในพระพุทธศาสนาได้นานๆ

         นอกจากนั้นก็ ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายทั้งปวงที่เสียสละเวลาอันมีค่า ได้มารักษาศีลอุโบสถ ได้มาทำวัตร ได้มาเจริญพระพุทธมนต์ ได้มาฟังธรรมร่วมกัน นอกจากฟังธรรมร่วมกันแล้วก็ยังได้ประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน ก็ถือว่ามาฝึกมาฝนมาอบมารม มาเพิ่มเติมบุญ เรียกว่า ๗ วันปลูกต้นโพธิ์ครั้งหนึ่ง ๗ วันเรามาปลูกต้นโพธิ์ด้วยการให้ทาน ด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรม ด้วยการไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ เจริญภาวนา แผ่เมตตา อันนี้ก็เป็นบุญลาภนะ ลาภคือบุญอันยิ่งใหญ่ของชาววัดพิชโสภารามของเรา

         วันนี้ก็จะได้กล่าวธรรมะในส่วนที่เป็นธรรมะพื้นฐานของญาติโยมชาวบ้านของเรา ในเรื่องบุญในเรื่องบาป คำว่าบาปคำว่าบุญเราทั้งหลายทั้งปวงก็ได้ยินอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่จำความได้พ่อแม่ก็กล่าวในเรื่องบาปในเรื่องบุญ แต่ว่าบาปนั้น ถ้าเราแปลตามภาษาบาลีจริงๆ นั้นน่ะ บาปนี้นี่ ก็หมายถึงสิ่งที่ยังกายยังวาจายังใจของเราให้เร่าร้อน ผู้ใดกระทำบาปทางกายก็ดี กระทำบาปทางวาจาก็ดี กระทำบาปทางใจก็ดี ผลของบาปนั้นก็จะทำให้กายวาจาใจของบุคคลนั้นเดือดร้อนด้วย ลำบากด้วย นอกจากนั้น ผู้ใดกระทำบาป บาปนั้นก็จะยังบุคคลนั้นให้ไปเกิดในอบายภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย แล้วก็สัตว์เดรัจฉานต่างๆ บุคคลผู้ที่ไปเกิดในอบายภูมิต่างๆ นั้น ก็เพราะอาศัยบาปกรรมที่ตนเองทำ บาปกรรมที่ตนเองสร้าง ก็จะเกิดวิบากทำให้ตนไปเกิดในอบายภูมินั้น

         เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่ไปแออัดยัดเยียดอยู่ในอบายภูมินั้น ก็เพราะความผิดพลาดนะ ความผิดพลาดทางกาย ความผิดพลาดทางวาจา ความผิดพลาดทางใจ ทำบาปทำกรรมลงไป เพราะฉะนั้น บาปนั้นเป็นสภาพที่ลามก เป็นสภาพที่สกปรก เป็นสภาพที่ยังบุคคลผู้ทำนั้นให้เดือดร้อน ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อันนี้ในเรื่องบาปโดยย่อนะ

         นอกจากนั้นก็ เราก็ได้ยินในเรื่องบุญ คำว่าบุญนั้นน่ะ ถ้าเราจะกล่าวโดยลักษณะของภาษานั้น บุญนั้นแปลว่าสั่งสมนะ บุญที่เราทำคือการให้ทานก็ดี บุญที่เราทำคือการรักษาศีลก็ดี บุญที่เราทำคือการไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ทุกวันทุกวัน ใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน มาถวายเช้าถวายเพลเป็นประจำ บางครั้งบางคราววันพระวันโกนต่างๆ ก็มาวัดมาวามาทำวัตรสวดมนต์ เพื่อที่จะทำให้เกิดบุญเกิดกุศล แต่ว่าบุญที่เราทำนั้นน่ะ ทั้งหมดทั้งปวงนั้นมันไปไหน

         บุญที่เราทำมีการใส่บาตรตอนเช้าก็ดี มาถวายเช้าถวายเพลก็ดี มาทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นก็ดี มาเจริญภาวนาไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ก็ดี บุญกุศลทั้งหมดทั้งปวงนี้ไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้สูญไปไหน บุญกุศลทั้งหมดทั้งปวงที่เราทำนั้นแหละ ก็หมุนลงไปเก็บในห้วงภวังคจิตของเรา ภาษาธรรมท่านว่า ปวตฺติ คือมันหมุนลงไปเก็บในห้วงภวังคจิตของเรา เหมือนกับที่เรากดชัตเตอร์กล้องนั่นแหละ กดลงไปภาพที่เราถ่ายนั่นแหละมันก็เก็บไว้ในฟิล์มนะ ทุกวันนี้ก็เก็บไว้ในเมมโมรี่ในกล้องของเรา มันเป็นอัตโนมัติของมัน สิ่งที่เราทำบุญทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดีเนี่ย ให้ทานรักษาศีลเป็นต้นเนี่ย บุญกุศลที่เราทำเนี่ย มันก็เหมือนกับกล้องที่ถ่ายภาพนั่นแหละ มันก็เก็บไปไว้ในเมมโมรี่ของมัน บุญที่เราทำแล้วก็เก็บลงไปในห้วงภวังคจิตของเราเป็นอัตโนมัตินะ เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม บุญนั้นก็ต้องลงไปเก็บในห้วงภวังคจิตของเรา

         เพราะฉะนั้น บุญนั้นท่านจึงแปลว่าสั่งสม เราทำบุญไว้ตั้งแต่โน้น ตั้งแต่เราเป็นเด็ก ทำบุญตั้งแต่เป็นหนุ่มเป็นสาว จนถึงวัยเฒ่าวัยแก่ บุญกุศลที่เราทำทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้นนั้นไม่ได้สูญไปไหนนะ บางครั้งเราลืม บางครั้งเราจำไม่ได้แล้ว แต่บุญที่เราทำนั้นก็ยังเป็นบุญของเราอยู่ ก็ยังอยู่ในจิตในใจของเรานั่นแหละ ถึงเราจะจำได้หรือจำไม่ได้ บุญนั้นก็เป็นของเรา บุญนั้นก็เป็นอันเราทำไว้ดีแล้ว ไม่เป็นของคนอื่นนะ บุญนั้นอันโจรลักไม่ได้ น้ำก็ท่วมไม่ได้ ไฟก็ไหม้ไม่ได้ ใครจะมาหลอกเอาบุญของเราก็หลอกลวงเอาไปไม่ได้  เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำเนี่ยจึงเป็นสมบัติของเราแท้ๆ เป็นบุญที่เราสั่งสมไว้

         เพราะฉะนั้น ญาติโยมสาธุชนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่านทุกคน เมื่อเราทำบุญแล้วเนี่ย ทำไมเราจึงเป็นทุกข์อยู่ ทำไมเราจึงต้องลำบากลำบน ลูกก็บอกยาก การค้าการขายก็ไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เราก็ทำบุญเป็นประจำ ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า บาปมันยังให้ผลอยู่ เมื่อบาปที่เราทำมันยังให้ผลอยู่ บุญก็ไม่สามารถที่จะให้ผลได้ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ทำบุญอยู่นั้นน่ะ จึงยังมีความลำบากยังมีความทุกข์อยู่ แต่ไม่ใช่ว่าบุญไม่มีนะ บุญมันก็อยู่ในจิตในใจของเรานี่แหละ แต่มันหาโอกาสที่จะให้ผลไม่ได้

         บางคนทำบาปมาก ทำบาปเป็นประจำ ทำบาปอยู่เรื่อยๆ ทำบาปอยู่เนืองๆ แต่ว่าเขายังร่ำรวย เงินไหลนองทองไหลมา มีคนเชิดหน้าชูตา มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง มีชื่อเสียงในสังคม เอ๊ บาปนี้มันไม่มีหรืออย่างไร เขาทำบาปอยู่ขนาดนั้น แต่ว่าเขาก็ยังมีเงินไหลนองมีทองไหลมา มีชื่อมีเสียง มีคนเคารพนับถือ มีเกียรติในสังคมต่างๆ หรือว่าบาปมันไม่มี อะไรทำนองนี้ แต่เมื่อเราไปพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงตรัสว่า บุญกุศลของบุคคลนั้นน่ะมันให้ผล เขาทำบุญกุศลมาภพก่อนชาติก่อนมากแล้ว บุญมันยังปกบุญยังคุ้มบุญยังรักษาอยู่ บาปไม่มีโอกาสที่ให้ผลได้ เพราะฉะนั้น เวลาเขาทำบาปนั้นน่ะ มันจึงยังไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าบาปมันยังไม่ให้ผล เขาจึงยังมีความสุข แต่เมื่อบุญมันลดกำลังลงเมื่อไหร่นั่นแหละ บาปมันให้ผล บุคคลนั้นก็มีความทุกข์ตามกำลังแห่งบาปที่ตนเองทำ นี่นะ ถ้าเราพิจารณาในเรื่องของบุญ ในเรื่องของบาปนะ เพราะฉะนั้น บุญเนี่ย จึงแปลว่าสั่งสม คือสั่งสมไว้ในจิตในใจของเราอยู่นั่นแหละ จะนานขนาดไหนบุญนั้นก็เป็นของเราอยู่นะ ไม่ได้ไปไหนนะ เราทำบุญมาตั้งแต่นู้น ตั้งแต่เราเกิดมาแล้วเนี่ย เราลืมไปแล้ว แต่ว่าบุญนั้นยังเป็นของเรา ยังอยู่ในจิตในใจของเราอยู่ตลอดไป เราจะไปเกิดในภพใดชาติใด บุญนี้ก็เหมือนเงาติดตามตัวของเราไป ไม่ทิ้งไม่วาง ก็อยู่ในจิตในใจของเราตลอดไป เพราะฉะนั้น บุญนั้นจึงเป็นสมบัติ เรียกว่าสมบัติภายในนะ เป็นสมบัติที่ควรแก่การสร้าง เป็นสมบัติที่ควรแก่การกระทำ เป็นสมบัติที่สมควรที่เราจะต้องตักตวงกอบโกยเอาบุญนั้นให้มากที่สุด เพราะว่าบุญนั้นน่ะเป็นของเราโดยแท้

         บุญที่เราทำนั้นแหละ ก็จะติดตามเราไปเหมือนเงาติดตามตัว เราจะไปไหน เงามันติดตามเราไปตลอดนะ เราจะมีเงาติดตามตลอดเวลานะ บุญกุศลก็เหมือนกัน เราจะไปขึ้นห้วยลงเขา เราจะไปอยู่กลางทุ่งกลางนา เราจะอยู่กลางป่ากลางดอย หรือว่าเราจะอยู่ในกลางบ้านกลางเรือนต่างๆ บุญกุศลมันก็ติดตามเราไปอยู่ตลอดเวลานะ นอกจากบุญจะติดตามเราไปทุกหนทุกแห่งทุกวิถีทางที่เราเดินในโลกปัจจุบันนี้เนี่ย เมื่อเราละจากโลกนี้ไปแล้ว ละจากร่างกายแล้ว ร่างกายของเรามันแตกมันผุมันพังไป เราไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ บุญกุศลมันก็ติดตามไปนะ เหมือนกับนายโกตุหลิกะ

         นายโกตุหลิกะนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า เกิดทุพภิกขภัยนะ เกิดข้าวยากหมากแพง เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพงแล้ว ๒ สามีภรรยานั้นก็ไม่สามารถที่จะอยู่ในหมู่บ้านได้ ไม่สามารถที่จะอยู่ในบ้านนั้นเมืองนั้นได้ ก็ตกลงกันว่า ถ้าเราอยู่ต่อไปเนี่ย คงจะตายแน่นอน เพราะฝนมันไม่ตกมา ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปีแล้วเนี่ย อะไรอะไรมันก็แห้งเหี่ยวตายไปหมด มิหนำซ้ำก็ยังเกิดโรคระบาดอะไรต่างๆ มากมาย เราควรอพยพไปอยู่ที่อื่น ก็รอนแรมข้ามป่าข้ามทางธุระกันดารต่างๆ อดอาหารมาหลายวัน สามีก็ไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน ภรรยาก็ไม่ได้ทานข้าวมาหลายวัน พอดีไปถึงบ้านของนายโคบาล นายโคบาลนั้นก็เป็นคฤหบดีมีความร่ำรวย มีเงินไหนนองมีทองไหนมา ก็ทำการสู่ขวัญให้แม่โค เวลาทำการสู่ขวัญให้แม่โคก็ทำการเลี้ยงข้าวต่างๆ ทำข้าวมธุปายาส ทำข้าวที่มีความเข้มข้นผสมน้ำนมอะไรต่างๆ นอกจากนั้นแล้วนายโคบาลก็เอาข้าวมธุปายาสนั้นให้นางสุนัขกิน

         ๒ สามีภรรยาก็คิดว่า โอ้ เรานี่เป็นคนแท้ๆ อดอยากข้าวมาหลายวัน แต่นางสุนัขตัวนี้ช่างมีบุญเหลือเกิน ได้กินข้าวเอร็ดอร่อย ข้าวก็เป็นข้าวที่มีราคาดี เป็นข้าวมธุปายาส นายโคบาลก็เอาข้าวให้ ๒ สามีภรรยานั้นทาน สามีผู้อดอยากมานานก็ทานข้าวนั้นด้วยความตะกระตะกรามนะ ทานข้าวด้วยความตะกระตะกราม มันอดอยากมานาน ภรรยาผู้มีความรักในสามีมากนี่ก็คิดว่า โอ้ สามีของเราหิวมานาน ก็ให้สามีทานก่อนเถอะ สามีก็ว่า ทำไมไม่ทานด้วยกัน ภรรยาก็บอกว่า ถ้าสามียังมีชีวิตอยู่ ฉันก็มีชีวิตอยู่ ให้พ่อน่ะทานก่อน เดี๋ยวจะทานทีหลัง สามีก็ทานเอาจนเต็มอิ่มนะ หลังจากนั้นมาก็ให้ภรรยาทาน แต่พอตกกลางคืนมา ข้าวมธุปายาสที่ทานนั้นมันไม่ย่อย เมื่อไม่ย่อยก็ทำกาละคือตายไป ขณะที่ตายไปนั้นน่ะจิตมันไปผูกพันกับนางสุนัข เมื่อจิตไปผูกพันกับนางสุนัขนั้นแหละ ก็ไปเกิดในท้องของนางสุนักนั้น นี่เป็นคนแท้ๆ นะ ไปเกิดในท้องของหมา เมื่อไปเกิดในท้องของหมาแล้วเนี่ย เมื่อนางสุนัขนั้นคลอด ก็เลี้ยงลูกสุนัขนั้นจนโตนะ

         ท่านกล่าวว่า มีพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ที่เขาคันธมาสเนี่ย มาบิณฑบาตอยู่ที่บ้านของนายโคบาลเป็นประจำ มีกุฏิอยู่ราวป่า เวลานายโคบาลนั้นไม่มีโอกาสไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ส่งหมานี่แหละไป หมานี่ไปถึงกุฏิของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็เห่านะ เห่าจนพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องออกมาห่มจีวรนะ แล้วก็นำพระปัจเจกพุทธเจ้ามาสู่บ้านของนายโคบาลเป็นประจำ สุนัขนั้นน่ะ เมื่อไปถึงพุ่มไม้เนี่ย มันก็จะไปเห่านะ ไปเห่าเพื่อที่จะขับไล่พวกงูพวกอสรพิษออก เพื่อที่จะให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นปลอดภัยนะ

         วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทดลอง หมามันก็ไปเห่า พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ลุกออกมาห่มจีวร แล้วก็ไม่เดินไปตามทางที่จะไปบ้านของนายโคบาล ก็ทำท่าที่จะเดินไปที่อื่น แต่หมาก็ไปคาบจีวรแล้วก็ดึงมาทางบ้านของนายโคบาล ไปถึงพุ่มไม้ถึงอะไรมันก็ไปเห่าไล่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงออกไปแล้วก็พาพระปัจเจกพุทธเจ้ามาสู่บ้านนายโคบาลนี้ทุกวัน จนออกพรรษานะ

         พอออกพรรษาแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าก็จะกลับไปภูเขาคันธมาส ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็จะลา ลาแล้วก็ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เหาะไปสู่เขาคันธมาส หมาที่มันดูแลทุกวันๆ เนี่ย มันยินดีในพระปัจเจกพุทธเจ้า มันพาพระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหารทุกวัน มันก็ผูกพันกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็มองดูพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหาะไปภูเขาคันธมาส เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าลับสายตาไปเท่านั้นแหละ มันก็ใจขาดไป พอใจขาดแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นะ อันนี้บุญนะ บุญที่ยินดีในพระสงฆ์ ยินดีในพระปัจเจกพุทธเจ้า ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ บุญที่ทำนี่นะ พาพระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันที่บ้านนายโคบาลเป็นประจำเนี่ย มันก็ลงไปเก็บในห้วงภวังคจิตของหมานี่แหละนะ ตายแล้วก็พาหมานั้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

         นอกจากไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วเนี่ย หมานั้นมันเห่าพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความรัก ด้วยความศรัทธา ด้วยความเลื่อมใส ทำให้เสียงของเทพบุตรนั้นน่ะ กระซิบเฉยๆ นี่่ดังไปตั้งหลายๆ โยชน์นะ เพียงกระซิบเท่านั้นน่ะ เสียงดังสนั่นไปหลายโยชน์ อันนี้แสดงว่าบุญกุศลนั้นน่ะมันติดตามไป แม้แต่ตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดามันก็ติดตามไป เพราะฉะนั้นบุญกุศลที่เราทำไม่ได้ไปไหนนะ มันก็ติดอยู่ในห้วงภวังคจิตของเรานั่นแหละ

         เพราะฉะนั้นการทำบุญทำกุศลเนี่ย เราทำไป ถึงเราจะลืมไป แต่บุญกุศลมันก็อยู่ในจิตในใจของเรานั่นแหละ เหมือนกับกบฟังธรรมนั่นแหละ ขณะที่ฟังธรรมแล้วน่ะ  จิตมันเป็นบุญจิตมันเป็นกุศล เมื่อกบตายไปแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ บุญที่เกิดขึ้นจากความยินดีในธรรมนั้นแหละ ก็พากบนั้นไปเกิดเป็นมัณฑูกเทพบุตรได้ นี่เราลองนึกดูว่าบุญเนี่ยมันเป็นสิ่งที่เราควรสั่งสมนะ

         เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเทศน์ให้เราฟังเป็นประจำว่า โสณาชีวกเนี่ย ในสมัยโน้น ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เคยเกิดเป็นงูเหลือมนะ เคยฟังธรรมเรื่องอายตนะ เป็นงูเหลือมนะ แต่ว่าฟังธรรมในเรื่องอายตนะ เกิดความเลื่อมใสเกิดความศรัทธา เป็นบุญเป็นกุศล บุญกุศลนั้นก็ลงไปในห้วงภวังคจิตของงูเหลือมนั้นนะ จนมาถึงสมัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ได้ฟังธรรมเรื่องอายตนะ แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ลองนึกดูสิ บุญกุศลนั้นมันก็ติดตามเราไปเหมือนเงาติดตามตัวเรานี่แหละ เพราะฉะนั้น ญาติโยมสาธุชนทุกท่านทุกคนที่ร่วมกันทำบุญเนี่ย เวลาเราทำบุญน่ะ บุญนั้นเป็นของเราจริงๆ ไม่เหมือนกับทรัพย์ภายนอกนะ ทรัพย์ภายนอกนี้บางครั้งบางคราวก็คนโน้นโกงไปคนนี้เอาไป มันเป็นของกลางสำหรับโลก

         นอกจากนั้นบุคคลผู้ที่จะประสบกับความสุข ก็ต้องอาศัยผลบุญนะ บุญนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข เพราะว่าบุญนั้นเป็นชื่อของความสุข จะเป็นความสุขในกามาวจรภพก็ดี จะเป็นความสุขที่เป็นรูปาวจรภพก็ดี จะเป็นความสุขที่เป็นอรูปาวจรภพก็ดี หรือว่าจะเป็นความสุขที่เป็นโลกุตรบุญก็ดี ก็เกิดขึ้นมาจากบุญกุศลทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้นนะ เพราะฉะนั้น เราประสบกับความสุขก็ดี เราประสบกับความสบายกายสบายใจต่างๆ นั้น เป็นบุญนะ สิ่งที่เรามาทำมาค้าขายมีเงินไห้นองมีทองไหลมา มีลูกหลานว่านอนสอนง่าย เกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ มีสามีซื่อสัตย์สุจริต มีภรรยาซื่อสัตย์สุจริต มีการค้าการขายไม่ขาดตกบกพร่องอะไรต่างๆ นั้นน่ะ เป็นเพราะอานุภาพของบุญนะ เราได้ทำงานราชการก็ดี เราได้เกิดอยู่ในถิ่นที่มีศีลมีธรรมต่างๆ นี่ก็เพราะบุญทั้งหมดทั้งปวงทั้งสิ้นนะ

         เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำต่างๆ จะเป็นบุญในการให้ทาน ในในการสร้างโบสถ์สร้างวิหารสร้างถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำ ปลูกต้นไม้อะไรต่างๆ ก็ได้บุญนะ เป็นบุญของเราจริงๆ เพราะฉะนั้น บุญที่เราทำทั้งหลายทั้งปวงนี้ถือว่าเป็นสมบัติภายใน เป็นทรัพย์ของเราจริงๆ ไม่เหมือนกับสมบัติภายนอก สมบัติภายนอกก็ผลัดกันชม เปลี่ยนมืออยู่เรื่อยนะ บางครั้งเคยรวยแล้วก็กลับจน บางคนจนแล้วก็กลับรวยก็มี แต่บุคคลผู้ที่มีบุญมีกุศล องค์สมเด็จพระสัมมาสมเจ้าพระองค์ไม่ตรัสว่าเป็นคนจนนะ พระองค์ทรงตรัสว่าเป็นคนรวย เหมือนนายสุปปพุทธกุฏฐิซึ่งเป็นโรคเรื้อน เวลาจะไปฟังธรรมก็เข้าใกล้เขาไม่ได้ ต้องไปนั่งโน้น สุดท้ายโน่นแหละ เพราะบุคคลผู้เป็นโรคเรื้อนมันก็มีกลิ่นนะ มีน้ำเหลืองไหล มีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นคาวต่างๆ จะไปนั่งใกล้คนอื่นเขาก็จะขับไล่เอา ต้องไปนั่งนู่น ท้ายบริษัทท้ายคน คนนั่งสุดตรงไหนก็ต้องไปนั่งต่อคนสุดท้ายนั่นแหละ ขณะที่นั่งฟังธรรมนั้นก็ตั้งใจฟังธรรม พอฟังธรรมแล้วก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว พระอินทร์ก็รู้ว่า โอ้ นายสุปปพุทธกุฏฐินี้เป็นโรคเรื้อน เป็นคนจน แต่ฟังธรรมแล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระอินทร์ก็ทดลองว่า พระโสดาบันเนี่ย จะมีคุณสมบัติอย่างไร ก็มาบอกว่า นายสุปปพุทธะ ท่านน่ะเป็นคนจน เป็นโรคเรื้อน ถ้าท่านกล้าพูดว่า พระพุทธเจ้าเนี่ยไม่ใช่ของเรา พระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมเจ้าไม่ใช่ของเรา พระธรรมนั้นไม่มี พระสงฆเจ้าไม่ใช่ของเรา พระสงฆ์นั้นไม่มี ถ้าท่านกล้าพูดน่ะ ฉันจะให้เงินแก่ท่านให้ทองแก่ท่าน ท่านต้องการเท่าไหร่ก็จะให้แก่ท่าน นายสุปปพุทธะกุฏฐิไม่กล้าพูดนะ เพราะบุคคลผู้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีความศรัทธา มีความเลื่อมใส ในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นั้นอย่างไม่หวั่นไหวนะ จิตใจของบุคคลผู้เข้าถึงธรรมคือความเป็นพระโสดาบันนั้นน่ะ จะมองไม่เห็นสิ่งใดที่มีค่ากว่าพระนิพพานนะ มองไม่เห็นทรัพย์สมบัติของมนุษย์ มองไม่เห็นทรัพย์สมบัติของเทวดา มองไม่เห็นทรัพย์สมบัติใดๆ ที่มีอยู่ในโลก ในมนุษย์โลกเทวโลกเนี่ย มันจะสำคัญเท่ากับพระนิพพานนะ เรียกว่ามีจิตใจตรงต่อพระนิพพาน เป็นสัมมาทิฏฐิ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะ ผู้ที่เป็นพระสโสดาบัน

         เพราะฉะนั้น นายสุปปพุทธะนั้นจึงไม่สามารถที่จะว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา พระพุทธเจ้าไม่มี ไม่กล้าพูด พระธรรมพระสงฆ์ไม่ใช่ของเรา ไม่มีเนี่ย พูดไม่ได้ เพราะว่าจิตใจมันถึงซึ่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ตายก็ยอมตายนะ ถ้าจะให้พูดว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา พระธรรมไม่ใช่ของเรา พระสงฆ์ไม่ใช่ของเรา ให้ตายเสียดีกว่า อะไรทำนองนี้นะ พระอินทร์จึงหายวับไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า นายสุปปพุทธะนี่เป็นคนจน เมื่อได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ข้าพเจ้าเอาเงินไปให้บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา พระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมไม่ใช่ของเรา พระธรรมไม่มี พระสงฆ์ไม่ใช่ของเรา พระสงฆ์ไม่มี ข้าพเจ้าจะให้เงินให้ทองขนาดไหนก็ไม่เอา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุตรของเรานั้นน่ะไม่ใช่เป็นคนจน บุตรของเรานั้นเป็นคนมั่งมี เป็นคนรวย รวยด้วยอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์ ๗ ประการเนี่ย เต็มอยู่ในจิตในใจของพระโสดาบัน

         เพราะฉะนั้น บุคคลรวยหรือบุคคลจนนั้นน่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงวัดเอาทรัพย์ภายในนะ ไม่ได้เอาทรัพย์ภายนอก ทรัพย์ภายนอกมันเป็นของชั่วคราว เป็นของนิดหน่อย แต่ทรัพย์ภายในที่เราทำนี้เนี่ย ติดตามเราไปทุกภพทุกชาติ ไปไหนไปไหนมันก็ติดตามเราไป สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เนี่ย จะติดตามเราไปทุกฝีก้าว ลองนึกดูสิ จนกว่าอานิสงส์ของทานมันจะหมดไป จนกว่าอานิสงส์ที่เรารักษาศีลไว้เนี่ยมันจะหมดไป จนกว่าอานิสงส์ของการเจริญภาวนาแผ่เมตตามันจะหมดไป ลองนึกดูสิว่ามันจะนานขนาดไหน

         เหมือนกับต้นไม้นี่แหละ ต้นไม้เนี่ย เราปลูกขึ้นมา ต้นมะม่วงเนี่ย กว่าที่มันจะตายมันนานขนาดไหน บางครั้งคนตายไปแล้วหลายคน ต้นมะม่วงยังไม่ตายนะ บุญเราก็เหมือนกันนั่นแหละ กว่าที่มันจะหมดไปสิ้นไปน่ะมันนานเหลือเกินนะ เหมือนกับเราสร้างเจดีย์นี่แหละ สร้างเจดีย์ไปนี่ บางครั้งเจดีย์อย่างเช่นองค์พระปฐมเจดีย์ก็ดี องค์พระธาตุพนมก็ดีเนี่ย สร้างตั้งแต่นู้นนะ ตามประวัติตามตำนานของพระธาตุพนม สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๕ พ.ศ. ๘ โน่น มีพระมหากัสสปะมาสร้างเป็นต้น ประวัติมีมาตั้งแต่โน้นนะ ที่ภูกำพร้าเนี่ย ผู้ใดที่ได้บริจาคสร้างพระธาตุก็ดี ผู้ใดที่ได้สร้างเจดีย์ก็ดีเนี่ย บุญกุศลมันก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานะ พระธาตุนั้นก็คงไว้อยู่เท่าทุกวันนี้นะ พระธาตุคงไว้เท่าทุกวันนี้ เราก็คิดว่ามันนานแล้วนะ แต่บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการสร้างพระธาตุ สร้างคุณงามความดีเนี่ย มันนานกว่านั้นอีกนะ

         เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราเนี่ย ในสมัยที่เป็นมหาทุคคตบุรุษ ได้เห็นเขาประกาศว่าการทำบุญกฐินเนี่ยมันมีบุญมากมีอานิสงส์มาก แต่ว่าตนเองเป็นมหาทุคคตบุรุษ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ไปเสาะแสวงหา ได้เข็มมา ๑ เล่ม ได้ด้ายมา ๑ ม้วน ก็เกิดศรัทธา เกิดความเลื่อมใส ว่าเรานี่จะเอาเข็มนี้แหละจะเอาด้าย ๑ ม้วนนี่แหละ ไปร่วมกับบุญกฐิน เราคงจะได้บุญมากได้อานิสงส์มาก เกิดศรัทธาเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ก็เอาเข็มเอาด้าย ๑ ม้วนนั่นแหละ ไปร่วมทอเป็นผ้ากฐิน แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ถวายเข็ม ๑ เล่ม ได้ถวายด้าย ๑ ม้วนเนี่ย ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้า ตั้งแต่โน้น ตั้งแต่ที่พระองค์ยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์ จนพระองค์ได้รับลัทธพยากรณ์ จนบุญกุศลที่พระองค์ทรงถวายด้ายถวายเข็มเนี่ยมายังให้พระองค์ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ลองนึกดูสิว่าบุญที่มันติดตามในจิตในใจของเราเนี่ย มันจะติดตามอยู่ในจิตในใจของเรานานขนาดไหน ตั้งแต่โน้น ตั้งแต่พระองค์ทรงเป็นมหาทุคคตบุรุษ ถวายเข็มถวายด้าย ตั้งแต่ยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร นึกอยู่ในใจว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าเนี่ย ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๙ อสงไขยนะ อสงไขยหนึ่ง แปลว่า นับไม่ได้ครั้งหนึ่ง นับไม่ได้ว่ามันกี่ล้านล้านโกฏิ นับไม่ได้ เป็นอสงไขยหนึ่ง นึกอยู่ในใจนั้นแหละว่าอยากจะเป็นพระพุทธเจ้านั้นแหละ ต้องบำเพ็ญบารมีก้าวอสงไขย เมื่อบารมีแก่กล้าแล้วก็ออกปากปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเนี่ย ต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๗ อสงไขยนะ เป็น ๑๖ อสงไขยแล้วนะ พระพุทธเจ้าของเราเป็นปัญญาธิกะ เป็นผู้มีปัญญามากนะ เมื่อได้รับลัทธพยากร์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้วเนี่ย ต้องบำเพ็ญบารมีอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป บุญกุศลที่พระองค์ทรงทำตั้งแต่ยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์นั่นแหละ ยังติดตามมาถึง ๙ อสงไขย ยังติดตามมาถึง ๗ อสงไขย ยังติดตามมาถึง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป

         เพราะฉะนั้น บุญนั้นจึงเป็นสมบัติที่มั่นคงจริงๆ เป็นสมบัติของคนจริงๆ ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นพึงสั่งสมบุญนะ สมบัติภายนอกนั้นเป็นของชั่วคราวนะ เป็นสะพานที่จะทำให้เราเข้าถึงบุญ สมบัติภายนอเนี่ยนะ เป็นสะพานที่จะทำให้เราเข้าถึงบุญ เป็นสิ่งที่ให้เราได้ประสบกับบุญ สมบัติภายนอกไม่ใช่บุญนะ แต่เราอาศัยทรัพย์สมบัติภายนอกเนี่ยให้เรานั้นได้ประสบกับบุญ ให้เรานั้นได้ทำบุญ ให้เรานั้นได้มีบุญ เพราะฉะนั้น บุญที่เกิดขึ้นจากทรัพย์ภายนอกเนี่ย จึงเป็นบุญที่ยาวนานเหมือนกับที่ได้กล่าวให้แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นแหละ เมื่อบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เราสร้างมาเรื่อยๆ เนี่ย บุญกุศลมันเพิ่มขึ้นๆ เหมือนตุ่มน้ำที่เราวางไว้กลางแจ้งเนี่ย ฝนมันตกลงทีละหยาด ๒ หยาด มันก็เต็มขึ้นมาได้ ถ้ามันตกอยู่บ่อยๆ เหมือนเราทำบุญบ่อยๆ นี่แหละ เหมือนกับเราเดินจงกรมเหมือนกับเรานั่งภาวนานี่แหละ ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมด้วยศรัทธาด้วยความเลื่อมใสด้วยความตั้งใจจริงๆ เนี่ย ปฏิบัติแต่ละปีๆ สภาวะมันไม่เหมือนเดิมนะ มาปฏิบัติกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อในปีแรกเนี่ย เดินจงกรมนั่งภาวนาไปทั้งพรรษานั้นไม่มีอะไรนะ มีแต่ปีติ ปีติเกิดขึ้นมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของพรรษานะ เกิดอยู่อย่างงั้นแหละ พอพรรษาที่ ๒ ก็มีแต่สมาธิ นั่งไปมีแต่จิตใจสงบเป็นสมาธิ แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน พอปีที่ ๓ วิปัสสนาญาณมันเกิดขึ้นมา โอ้ มรรคผลพระนิพพานมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ปีที่ ๔ เราปฏิบัติธรรมมันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ปีที่ ๕ เราปฏิบัติธรรมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ปีที่ ๖ เราปฏิบัติธรรมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ปีที่ ๗ เราปฏิบัติธรรมก็เป็นอีกแบบหนึ่งนะ แต่ละๆ สภาวธรรมมันไม่เหมือนกันนะ เพราะอะไรมันจึงเป็นอย่างนั้น เพราะเราทำอยู่เรื่อยๆ ทำอยู่เนืองๆ บุญกุศลมันก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ บุญกุศลมันก็สั่งสมไปเรื่อยๆ มันไม่เหมือนเดิมนะ สภาวธรรมต่างๆ

         เพราะฉะนั้น บุญนั้นมันสั่งสมอยู่เรื่อยๆ สั่งสมอยู่เนืองๆ สั่งสมอยู่บ่อยๆ มันก็ทำให้บุคคลนั้นมีความเปลี่ยนแปลงนะ บางครั้งคนจนเนี่ยกับรวยก็ได้นะ บางครั้งบางคราวเราประพฤติปฏิบัติธรรมเนี่ยมันเป็นทุกข์เหลือทนนะ เวลาทุกข์เนี่ย เหมือนกับว่าเราไม่เคยสุขสักทีเลยนะ มันเป็นทุกข์ โอ๊ย ไม่รู้ว่าใครจะทุกข์เท่าเราหรือเปล่า อะไรทำนองนี้นะ มันเป็นทุกข์เหมือนกับชีวิตเราไม่เคยมีความสุขสักครั้งเลยนะ นี่มันทุกข์ถึงขนาดนั้นนะ แต่พอมันมีความสุข มันก็พลิกนะ จากความทุกข์เนี่ยเป็นความสุข ก็เหมือนกับเราพลิกหน้ามือไปหลังมือเท่านั้นนะ จิตใจมันพลิกนะ พอจิตใจมันพลิกเท่านั้นแหละ จากทุกข์มันก็เป็นความสุขขึ้นมาทันที เวลามันเกิดความสุขก็เหมือนเราไม่เคยทุกข์สักทีเลยนะ เหมือนเราไม่เคยประสบกับความทุกข์สักทีเลย มันเป็นอย่างงั้นนะ เหมือนกับเรานั่งตัวหนักๆ นี่แหละ นั่งไปเหมือนกับภูเขา ๒-๓ ลูกมันมาทับอยู่บนหัวเรา มันมาทับอยู่ขาเรา เหมือนกระดูกจะแตกมันจะหักมันจะทำลายไป เวลาตัวตนของเรามันหนักนะ นั่งภาวนา ๕ นาที ลืมตา ๒ ครั้ง ๕ ครั้ง เอ๊ มันทำไมมันเจ็บมันปวดมันหนักตัวหนักตนถึงขนาดนั้น ตั้งสัจจะ ถ้าข้าพเจ้านั่งไม่ถึงชั่วโมงเนี่ย หากข้าพเจ้าลุกก่อน ขอให้ข้าพเจ้าตายทันที อะไรตำนองนี้ เมื่อความมั่นคงแห่งจิตแห่งใจมันเกิดขึ้นมาแล้วเนี่ย จิตใจมันเป็นสมาธิ จากอาการที่มันหนักเหมือนกับภูเขาที่มาทับมันก็เปลี่ยน จากหนักกลายเป็นเบาเหมือนกับนุ่นนะ เหมือนกับเราไม่ได้นั่งอยู่กับพื้นอะไรทำนองนี้ เหมือนกับลอยออกจากพื้นดินอะไรทำนองนี้ นี่ในลักษณะของบุญกุศลเนี่ย สภาวธรรมมันจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลานะ ไม่ใช่ว่าเราจะทุกข์ก็ต้องทุกข์อยู่อย่างนี้ ลำบากก็ลำบากอยู่อย่างนี้ สุขก็จะสุขอยู่อย่างนี้ มันก็เปลี่ยนไปนะ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีบุญก็เป็นคนไม่มีบุญ เป็นคนจนก็จนอยู่อย่างนี้ อะไรทำลองนี้ ถ้าเราไม่ย่อท้อในการสร้างบุญสร้างกุศล ไม่ย่อท้อในการสร้างสมอบรมบารมีแล้วเนี่ย เราสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของเราได้ จากคนจนก็เป็นคนรวยได้ จากคนทุกข์ก็เป็นคนสุขได้ จากปุถุชนที่ไม่มีฌานก็เป็นปุถุชนที่มีฌานได้ จากปุถุชนก็เป็นอริยชน เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าเราไม่ท้อในการสร้างบุญสร้างกุศลนะ เพราะฉะนั้น บุญกุศลนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นของเราจริงๆ ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันสูญไปแล้วไม่มีแล้ว อันนั้นเรียกว่าไม่มีปัญญาจึงไม่รู้ตัวบุญนะ เพราะฉะนั้น บุญนั้นจึงเป็นสิ่งที่เป็นสมบัติติดตามเราไปในสัมปรายภพ เมื่อร่างกายแตกตายทำลายขันธ์แล้วก็ติดตามเราเหมือนเงาติดตามตัว คอยเป็นพ่อเป็นแม่ คอยเป็นพี่เป็นน้อง คอยเป็นคนใช้ คอยอุปถัมภ์อุปัฏฐาก คอยยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่เราทุกภพทุกชาตินั่นแหละ ตราบเท่าถึงพระนิพพานนะ

         แม้แต่พระพุทธเจ้าของเราเนี่ย บำเพ็ญบารมีมามากมายถึงขนาดนั้นเนี่ย ตอนที่พญามารไปรบกวนหรือว่าไปขัดขวางการบรรลุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พาลูกน้องพาเสนามารเหาะไปเต็มอากาศทั้งหมดเลยนะ มืดฟ้ามัวดินไปหมด เพื่อที่จะไปทำร้ายพระพุทธเจ้านะ แล้วก็บอกว่าขอให้พระองค์นั้นน่ะจงลุกขึ้นจากที่นั่งของข้าพเจ้า ที่นั่งนั้นเป็นที่นั่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา ที่นั้นเป็นที่นั่งของข้าพเจ้า ถ้าไม่เชื่อก็ถามบริวารทั้งหลายของข้าพเจ้าดู พวกเสนามารทั้งหลายทั้งปวงก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่นั่งตรงที่พระองค์นั่งเป็นที่นั่งของพญามาร

         พระพุทธเจ้าของเราพระองค์ก็ทรงตรัสว่าที่นี้เป็นที่นั่งของพระองค์ เกิดขึ้นมาด้วยบุญญาธิการที่พระองค์ทรงสั่งสมไว้ พญามารก็ว่า ถ้าท่านว่าเป็นที่นั่งของท่าน ท่านมีพยานที่ไหน ส่วนข้าพเจ้ามีพยานเต็มท้องฟ้าอยู่เนี่ย ท่านมีพยานที่ไหนล่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงนึกถึงบุญกุศลที่ตนเองสร้างสมอบรมไว้ พอนึกถึงบุญกุศลที่ตนเองสร้างไว้นะ พระนางธรณีชื่อว่าสุนทราก็แทรกแผ่นดินขึ้นมา รองรับเอาบุญกุศลที่พระองค์ทรงหยาดน้ำทุกภพทุกชาติมาบีบออก เพื่อที่จะรู้ว่าบุญกุศลที่พระองค์ทรงทำน่ะมันมากมายขนาดไหน ทำให้น้ำนั้นท่วมท้นมารทั้งหลายทั้งปวง บุญกุศลที่พระองค์ทรงทำเนี่ย จะนานขนาดไหนก็ตาม ก็ตามรักษาตามคุ้มครองตามสนับสนุนพระองค์นะ จนทำให้พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้เรื่องบุญนะ มันสำคัญอย่างนี้นะ

         เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้วก็อย่าเบื่อหน่ายในการทำบุญ อย่าขี้เกียจในการทำบุญนะ ทำบุญก็เหมือนการค้านั่นแหละ ค้าขายบ่อยๆ ก็ได้กำไรบ่อยๆ ทำนาบ่อยๆ ก็ได้ข้าวบ่อยๆ การทำบุญก็เหมือนกัน ทำบุญบ่อยๆ ก็ได้บุญบ่อยๆ เหมือนกัน วันนี้อาตมาภาพได้กล่าวธรรมะมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา.