ผลกรรม

ผลกรรม

พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร)


            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเศียรเกล้า ขอโอกาสคณะสงฆ์ ขอโอกาสพระเถรานุเถระ ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่เพื่อนสหธรรมิกตลอดถึงญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทุกท่าน

            วันนี้อาตมภาพ/กระผมก็จะได้น้อมนำเอาธรรมะมาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติธรรมของท่านอีกวาระหนึ่ง ซึ่งคณะครูบาอาจารย์ก็ได้ประพฤติมานัตเป็นราตรีที่ ๕ พรุ่งนี้ก็เป็นราตรีที่ ๖ มะรืนนี้คณะครูบาอาจารย์ก็จะได้อัพภานกรรม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็จะได้อำลาพาจากบ้านชัยชนะไปสู่เคหะสถานอาวาสที่อยู่ของตน เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ถือว่าเป็นการแสดงธรรมวันสุดท้าย พรุ่งนี้เจ้าคณะอำเภอท่านก็จะได้มาปิดการประพฤติปฏิบัติธรรม ฉะนั้น จึงขอให้คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟังธรรม

            ที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมกันทุกวัน ๆ ตื่นตั้งแต่ตีสามมาทำวัตร เมื่อทำวัตรเสร็จแล้วก็นั่งภาวนา เจริญจิตตภาวนา หลังจากนั้นก็มาฉันภัตตาหารเช้าและมาเดินจงกรมนั่งภาวนา ๒ ชั่วโมง หลังจากนั้นก็มาฉันภัตตาหารเพล แล้วก็มาเดินจงกรมนั่งภาวนาอีก ๓ ชั่วโมง หลังจากฟังเทศน์ฟังธรรมเสร็จแล้วก็ต้องมาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรมนั่งภาวนาอีก ๒ ชั่วโมง เราประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นนี้เพื่ออะไร ? เราประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นนี้เพื่อที่จะทำจิตทำใจของเราให้ขาวสะอาด เรียกว่าเป็นการฝึกสติ เมื่อเราฝึกสติคือการเดินการนั่งให้ดีแล้ว

            เมื่อสติของเราสมบูรณ์ดีแล้ว เราย่อมเห็นความคิดของเรา เราคิดดี เราคิดชั่ว เราคิดถูกต้อง เราคิดไม่ถูกต้อง ถ้าเรามีสติสมบูรณ์แล้วเราจะเห็นความคิดของเรา ว่าจิตของเราประกอบไปด้วยอกุศลธรรม ประกอบไปด้วยบาป หรือว่าประกอบไปด้วยบุญ อันนี้เราสามารถที่จะเห็นจิตของเราได้ เมื่อเราเห็นจิตของเรา เราก็เห็นกาย การกระทำของเรา เห็นวาจา การพูดของเรา ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสั่งออกไปจากจิตใจของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะฝึกจิตของเรา เมื่อจิตใจของเราดีแล้ว กายของเราก็ดีด้วย วาจาของเราก็ดีด้วย เป็นผู้มีกายงาม เป็นผู้มีวาจางาม เป็นผู้มีจิตงาม

            การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร นอกจากประพฤติปฏิบัติเพื่อฝึกตน เราฝึกตนนั้นเราฝึกไปเพื่ออะไร ? องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา สัตว์ทั้งหลายทำบาปเพราะความเขลา คนทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วทำบาปกรรมต่าง ๆ นั้นก็เพราะความไม่รู้ เพราะความเขลา เพราะโมหะ เพราะตนเองนั้นมีปัญญาอันไม่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น การฝึกฝนอบรม เจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นจึงเพื่อที่จะเป็นการแก้กรรม

            เพราะบุคคลเกิดขึ้นมาแล้วมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เรียกว่ามีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ตามที่เราได้สวดกันเป็นประจำ ว่าคนเราเกิดขึ้นมาแล้วก็ล้วนตกอยู่ภายใต้บุญกรรมและบาปกรรม กรรมคือการกระทำ เราทำกรรมไม่ดีก็เรียกว่าอกุศลกรรม ถ้าเราทำกรรมดีก็เรียกว่ากุศลกรรม เราทำกรรมดีก็ตาม เราทำกรรมชั่วก็ตาม เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น ตามอานุภาพของบุญและบาป

            ดังที่เราสวดตอนเย็นว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือเราทำกรรมอะไรไว้ เราก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น กรรมที่บุคคลทำแล้วแม้เพียงเล็กน้อย จะเป็นบุญก็ตาม เป็นบาปก็ตาม ที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนั้น กมฺมทายาโท เราเป็นทายาทของกรรม คือเราจะต้องได้รับมรดกของกรรม เราทำกรรมใดไว้ เราทำกรรมดี เราก็ต้องได้รับผลดี ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่วันหน้าก็เดือนหน้า ปีหน้า ภพหน้า ชาติหน้า กรรมดีนั้นย่อมให้ผลแก่เรา กรรมที่เราทำดีนิดหน่อยที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี

            แต่ถ้าเราทำกรรมชั่ว ถึงบาปกรรมมันจะไม่ติดตามเราให้ผลเราในปัจจุบันหรือว่าวันหน้าเดือนหน้า แต่ก็ต้องให้ผลแก่เราในภพใดภพหนึ่งแน่นอน บาปกรรมที่เราทำแม้แต่เล็กน้อยที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนั้น เราสวดกันว่า กมฺมโยนิ มีกรรมเป็นแดนเกิด คือเราได้มาเกิดในมนุษย์ก็ดี ได้ไปเกิดบนสวรรค์ก็ดี หรือว่ามาเกิดเป็นมนุษย์ บางคนเกิดมามีหน้าตาสดสวยงดงาม อันนั้นก็กรรมมาส่งให้เกิด

            บุคคลบางคนเกิดมาแล้วก็ขี้ริ้วขี้เหร่ อันนั้นเพราะมีกรรมเป็นแดนเกิด หรือว่าบุคคลที่เกิดขึ้นมาแล้วมีความเฉลียวฉลาดเปรื่องปราชญ์ชาติกวี มีไหวพริบดี ปฏิภาณดี มีโวหารดี อันนี้ก็เป็นเพราะกรรม กรรมดีที่เขาได้สั่งสมอบรมมาในภพก่อนชาติก่อน แต่บางคนเกิดขึ้นมาแล้วอาภัพน่าอนาถ เกิดขึ้นมาแล้วต้องเป็นคนมีแข้งขาพิกลพิการ เป็นคนหนวก เป็นคนบอด เป็นคนกระจอก เป็นคนง่อยเปรี้ยเสียขาต่าง ๆ อันนี้เป็นลักษณะของกรรมมันส่งให้เกิดตามบุญกรรมที่เราได้สั่งสมอบรมไว้ หรือว่า กมฺมพนฺธุ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เราเกิดขึ้นมาแล้วเป็นคนแบบใดชนิดใด เป็นคนเจ้าโทสะ ก็เพราะกรรมที่เราทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อน เราเกิดมาเป็นคนเจ้าราคะ ก็เป็นเพราะเผ่าพันธุ์ที่เราทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อน เราเกิดมาแล้วเป็นคนหลงงมงายต่าง ๆ ก็เป็นเพราะเผ่าพันธุ์

            บางคนเกิดในประเทศไทย บางคนเกิดในประเทศลาว เกิดในยุโรป หรือว่าเกิดในตะวันออกกลางที่มีทะเลทรายร้อนระอุ เหล่านี้ก็เป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของบาปกรรมของบุญกรรมที่ส่งให้ไปเกิดในสถานที่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น กรรมจึงเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายได้พยายามได้เข้าใจ ตอนสุดท้ายท่านกล่าวไว้ว่า กมฺมปฏิสรณา เราทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง หรือว่าคนทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง จะเป็นพระเป็นเณร เป็นเถรเป็นชี เป็นคนร่ำคนรวย คนจน คนโง่ คนฉลาด ก็ตาม ก็ล้วนมีกรรมเป็นที่พึ่งด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่า เราทั้งหลายมีอยู่มีกิน มีฐานะ มีความเป็นอยู่ มีปัญญาอยู่ในขณะนี้ก็เพราะบาปกรรมบุญกรรมที่เราได้สร้างสมอบรมมาตกแต่งให้เราเป็นต่าง ๆ นา ๆ กัน เรียกว่าเรามีกรรมเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น กรรมจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

            พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา บุคคลทำกรรมดีก็ตาม ทำกรรมชั่วก็ตาม ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสติ จักต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป นี่เรียกว่ากรรมเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายต้องทำความเข้าใจ เพราะว่า ถ้ากล่าวตามปรมัตถธรรมจริง ๆ แล้ว สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่ไหนไม่มีเลย มีแต่ตัวกรรมทั้งนั้น สมมติว่าเป็นชาย สมมติว่าเป็นหญิง สมมติว่าเป็นคนฉลาด เป็นคนโง่ ล้วนแต่เป็นตัวกรรม นี่ถ้าเรากล่าวตามอริยวินัย คือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากกรรม คลอดมาจากกรรม ตั้งอยู่เพราะกรรม ดำรงอยู่เพราะกรรม สืบต่อได้เพราะกรรม ดับไปเพราะกรรม เพราะฉะนั้น กรรมจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

            คนทั้งหลายทั้งปวงก็ถือว่าเป็นตัวกรรม เรียกว่าเป็นตัวของกรรมดีบ้าง เป็นตัวของกรรมชั่วบ้าง หยาบ เลว นี่ก็เพราะอกุศลกรรม ประณีต ละเอียด สุขุม ลุ่มลึก ก็เพราะอานุภาพของบุญกุศล เรียกว่ากุศลกรรม เพราะฉะนั้น กรรมนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะกำหนดรู้กรรมทางกาย รู้กรรมทางวาจา แล้วก็รู้กรรมทางใจ ถ้าเราสามารถละกรรมที่เป็นบาปเก่าและบาปใหม่ ไม่ให้เกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ของเรา จิตใจของเราก็ขาวสะอาดขึ้น เมื่อจิตใจของเราขาวสะอาดขึ้นก็กระทำบุญหรือว่ากระทำสิ่งที่เป็นกุศลให้พอกพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อเราพอกพูนบุญกุศลยิ่ง ๆ ขึ้นไป จิตใจของเราก็จะพ้นจากบาปและบุญ ด้วยการบรรลุมรรคผลนิพพาน

            พวกเราทั้งหลายมาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ก็เพราะพวกเราทั้งหลายมาสร้างสมอบรมกรรมดี ถ้าบุคคลใดทำกรรมชั่ว บาปกรรมก็จะตามราวีบุคคลนั้นไป เหมือนหมาไล่ตามเนื้อ ไล่ทันตรงไหนมันก็จะกัดตรงนั้น แม้แต่พระโมคคัลลานะเป็นผู้มีฤทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ในที่สุดก็ต้องถูกกรรมทำให้ท่านต้องนิพพาน ต้องถูกโจรทั้งหลายประหัตประหารทุบตีท่านให้ย่อยยับไป ก็เพราะบาปกรรมที่ท่านเคยทุบตีบิดามารดาแต่ภพก่อนชาติก่อน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา พระองค์สำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ก็ทรงชดใช้กรรมที่พระองค์นั้นได้ทำไว้ ดังที่พระองค์ทรงตรัสเรื่องบุรพกรรมของพระองค์ คือในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่แผ่นศิลาคือแผ่นหินอยู่ข้างสระอโนดาต พระองค์ประทับแล้วก็ทรงตรัสเล่าบุรพกรรมของพระองค์

            คือในสมัยหนึ่งพระองค์เป็นมหาทุคคตบุรุษ คือเป็นคนยากจนอย่างมาก พระองค์ก็หาเก็บผักหักฟืนต่าง ๆ วันหนึ่งไปพบภิกษุผู้อยู่ป่า เป็นผู้ถือธุดงควัตร มีศีลาจารวัตรเป็นอย่างดี ก็เกิดความเลื่อมใส เกิดความศรัทธา ก็เลยน้อมผ้าเก่าผืนหนึ่งถวายแก่พระคุณเจ้าผู้ถือธุดงควัตรอยู่ในป่าแห่งนั้น แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลทานที่ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าผืนนี้ ขอให้ข้าพเจ้าสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลข้างหน้าโน้นเทอญ นี่เรียกว่าอธิษฐาน พระองค์ตรัสว่า แม้เราถวายผ้าเก่าผืนหนึ่ง ผลของผ้าเก่านั้นก็ยังเราให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ นี่เรียกว่าเราถวายด้วยศรัทธา และพระองค์ตรัสว่า

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์เป็นนายโคบาลคือคนเลี้ยงโค ต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากินต่าง ๆ ตรงสถานที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์ มีใบไม้เขียวชอุ่มชุ่มชื่น ให้โคได้อิ่มหนำสำราญ วันหนึ่ง ต้อนฝูงโคกลับ พอดีเกวียนผ่านทางเส้นนั้นไป น้ำที่โคจะดื่มจึงขุ่น คนเลี้ยงโคนั้นก็เลยไปห้ามไม่ให้โคดื่มน้ำ เท่านี้ก็ถือว่าเป็นบาปเป็นกรรม ในสมัยที่พระองค์เสด็จจากเมืองปาวา เพื่อที่จะข้ามไปเมืองกุสินารา ในระหว่างเมืองปาวาและเมืองกุสินารานั้นมีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่าแม่น้ำกุกกุธานที เป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด แม้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด อยู่ระหว่างเมืองกุสินารากับเมืองปาวา พระองค์ทรงอาพาธ มีพระประสงค์ที่จะไปปรินิพพานที่เมืองกุสินาราก็เดินทาง

            ขณะที่เดินทางมาก็ถูกอาพาธนั้นเบียดเบียนทำให้พระองค์กระหายน้ำ จึงให้พระอานนท์ลงไปตักน้ำที่แม่น้ำกุกกุธานที ไปตักครั้งแรก หมู่เกวียน ๕๐๐ เล่ม ผ่านไป น้ำยังขุ่นอยู่ พระอานนท์ก็ขึ้นมากราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าน้ำนั้นยังขุ่นอยู่ ข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะตักน้ำนั้นมาถวายพระองค์ได้ ครั้งที่สองไปน้ำก็ยังขุ่นอยู่ ครั้งที่สามพระอานนท์ก็รู้ว่าเกวียนตั้ง ๕๐๐ เล่ม เมื่อเกวียนผ่านไปนั้นน้ำก็ไม่สามารถที่จะใสได้โดยไว แต่ด้วยความเกรงพระทัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคิดว่าความประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะไม่เกิน ๓ ครั้ง เมื่อพระอานนท์ลงไปอีกครั้งน้ำนั้นก็ใสด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ก็ตักน้ำนั้นมาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ความประสงค์ในการดื่มน้ำของเราไม่สำเร็จก็เพราะการที่เราเคยห้ามไม่ให้โคดื่มน้ำขุ่น

            แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเล่าถึงตอนที่พระองค์เป็นนักเลงชื่อว่าอุนาลิ ไปกล่าวใสร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ในสมัยนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภีมาอาศัยอยู่ในที่ใกล้ ๆ นักเลงนั้นก็ไปกล่าวใส่ร้ายป้ายสี ด้วยผลกรรมนั้นจึงเป็นเหตุให้พระองค์ซึ่งในสมัยนั้นเป็นนักเลงไปเกิดในนรกหลายหมื่นปี หลังจากสิ้นผลกรรมในนรกแล้วก็มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีเรื่อยมา จนในสมัยที่พระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมโพธิญาณ ไปประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ก็ถูกนางสุนทรีย์ใส่ร้ายป้ายสี นางสุนทรีย์นั้น ตอนเย็นก็ทำท่าทีจะไปฟังเทศน์ฟังธรรมที่พระเชตวัน

            คนทั้งหลายทั้งปวงถามว่าจะไปไหน ก็ตอบว่าจะไปนอนกับพระมหาสมณโคดม ตอนเช้าก็ทำทีกลับจากพระเชตวัน คนทั้งหลายทั้งปวงถือดอกไม้ธูปเทียนไปตอนเช้าถามว่ามาจากไหน ก็ตอบว่ามาจากนอนกับพระสมณะโคดม ทำในลักษณะอย่างนี้สองวันสามวันล่วงเลยไป พวกเดียรถีย์ก็จ้างคนไปฆ่านางสุนทรีย์คล้าย ๆ กับว่าเป็นการฆ่าปิดปาก คนทั้งหลายก็เกิดความสงสัยในความเป็นพระพุทธเจ้า อันนี้ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ในภพก่อน เศษกรรมมันยังเหลืออยู่ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ถูกใส่ร้าย จนพระราชาได้ส่งราชบุรุษไปสืบสวน เมื่อสืบสวนแล้วก็ไปจับพวกนักเลงที่ฆ่านางสุนทรีย์นั้นได้ ประกาศให้ชนทั้งหลายทั้งปวงทราบ ข่าวคราวเหล่านี้จึงสงบไป

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์ได้ไปกล่าวใส่ร้ายจาบจ้วงพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่านันทะ ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าชื่อว่าสัพพภิภู ไปใส่ร้ายป้ายสีต่าง ๆ นา ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ตกนรกหมกไหม้อยู่ตั้งหลายหมื่นปี พ้นจากนรกมาแล้วก็ถูกคนอื่นใส่ร้ายอยู่เป็นประจำ สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ยังถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ร้ายป้ายสีว่ามีท้องกับพระองค์ ทำท่าทำทีเหมือนกับนางสุนทรีย์

            แต่นางจิญจมาณวิกานี้ เทียวไปเทียวมาระหว่างพระเชตวันนั้นแปดเดือนเก้าเดือน แล้วเอาผ้ามัดใส่ท้อง ทำท้องโตขึ้นไปตามลำดับ ๆ จนถึงเก้าเดือน ท้องโตขึ้นมาก็เอาท่อนไม้มัดไว้ ขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในท่ามกลางพุทธบริษัทนั่นแหละ ก็ไปยืนชี้หน้าด่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ดีแต่เทศน์สอนคนอื่น แต่เมียตนเองท้องแท้ ๆ ไม่เห็นเอาใจใส่เลย ด่าไปต่าง ๆ นา ๆ  ในขณะที่นางแสดงท่าทีโกรธนั่นแหละ ก็กระทืบเท้าไปด้วย ก็ทำให้ท่อนไม้นั้นมันหลุดลงมา คนทั้งหลายทั้งปวงก็รู้ว่านางใส่ร้ายป้ายสีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประชาชนก็รุมประชาทัณฑ์ อีกนัยหนึ่งก็ว่านางวิ่งหนี พอวิ่งหนีพ้นคลองจักษุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แผ่นดินก็สูบนางลงไปในอเวจีมหานรก ที่ที่แผ่นดินสูบนางจิญจมาณวิกานั้น ทุกวันนี้ก็ยังเป็นหนองน้ำเป็นแอ่ง ท่านกล่าวว่า ตรงไหนที่ถูกแผ่นดินสูบ ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ตรงนั้นจะไม่เต็ม ตรงที่สูบพระเทวทัตก็เป็นแอ่ง ไม่เต็ม แผ่นดินตรงนั้นจะยุบลงอยู่ในลักษณะอย่างนั้น หรือแผ่นดินสูบพระเจ้าสุปปพุทธะ สูบนันทมานพ หรือว่าสูบนันทยักษ์ ต่าง ๆ ก็ปรากฏในทำนองเดียวกัน อันนี้เป็นบาปกรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ตรัสไว้

            แล้วก็พระองค์ได้ตรัสอีกตอนหนึ่งว่า พระองค์ทรงฆ่าน้องชายต่างมารดา คือพระองค์ทรงโลภในทรัพย์สมบัติ เมื่อโลภในทรัพย์สมบัติแล้วก็ฆ่าน้องชายต่างมารดา ผลักน้องชายต่างมารดาลงไปในเหว แล้วก็เอาก้อนหินทุ่ม น้องชายก็เลยตายไป ตนเองก็ไปเกิดในนรก พ้นจากนั้นมาก็ถูกเขาทุบตีอยู่หลายภพหลายชาติหลายกัปหลายกัลป์ เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ถูกพระเทวทัตเอาก้อนหินกลิ้งลงมาใส่ อันนี้แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรามีความประเสริฐเลิศขนาดนั้น บาปกรรมก็ตามทัน พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาทำให้สะเก็ดหินไปถูกหัวแม่เท้าของพระองค์เลยเกิดอาการห้อเลือดขึ้นมา พระเทวทัตนั้นก็ทำอนันตริยกรรม อันนี้เรียกว่าบาปกรรมที่พระองค์เคยทำมาแต่ภพก่อนชาติก่อน

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์เป็นเด็กน้อย ไม่รู้บุญรู้บาป เพราะความคะนองของเด็ก เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปบิณฑบาต รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามาบิณฑบาตสายนี้เป็นประจำ ก็เอาขยะมูลฝอยไปกองขวางทางท่านไว้แล้วก็จุดไฟเพื่อให้เกิดควันรบกวนท่าน ด้วยบาปกรรมนั้นก็ทำให้ตกนรก พ้นจากนรกมาก็ถูกคนอื่นกีดขวางอยู่เป็นประจำ หลังจากนั้นมา เมื่อสมัยที่พระองค์สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ยังถูกพระเทวทัตส่งคนไปฆ่า ก็เพราะบาปอกุศลอันเกิดจากการขวางทางบิณฑบาตของพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะบุคคลที่ขวางทางบิณฑบาตนั้นมีบาปมาก พระเจ้าสุปปพุทธะขวางทางบิณฑบาต ก็ถูกแผ่นดินสูบภายในเจ็ดวัน

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์ทรงไปกล่าวจาบจ้วงสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะว่า ท่านอย่าได้เคี้ยวกินข้าวสาลีเลย ท่านจงเคี้ยวกินข้าวเหนียวเถิด ด้วยบาปกรรมที่พระองค์กล่าวตู่บุคคลที่มีศีลบริสุทธิ์ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ต้องตกนรกหมกไหม้ พ้นจากนั้นมาก็ถูกคนอื่นกล่าวส่อเสียดหรือว่ากล่าวใส่ร้ายอยู่เป็นประจำ หลังจากที่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ถูกพราหมณ์เมืองเวรัญชานิมนต์ไปจำพรรษาอยู่ที่เมืองเวรัญชาตลอด ๔ เดือน

            พราหมณ์ที่อยู่ที่เมืองเวรัญชาพอนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ลืม ด้วยอานุภาพแห่งบาปกรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปดลจิตดลใจให้พราหมณ์นั้นลืม ลืมที่จะถวายอาหารบิณฑบาต ลืมที่จะใส่บาตร แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ เดินผ่านหน้าบ้านทุกวัน ๆ พราหมณ์ก็เห็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นคนธรรมดา ด้วยบาปกรรมที่ให้ผลปิดบังดวงจิตดวงใจของพราหมณ์ไว้ ไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกทั้งหลายทั้งปวง นี่คิดดูสิ บาปกรรม เวลามันให้ผลนั้นแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันภัตตาหาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ฉ้นข้าวแดงที่พ่อค้าม้าซึ่งไปพักแรมอยู่ที่เมืองเวรัญชาเหมือนกันถวาย ฉันข้าวแดงตลอด ๔ เดือน ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์กล่าวแก่สาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ อันนี้เรียกว่าบาปกรรมแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังไม่ละเว้น

            ในสมัยหนึ่ง พระองค์เป็นแพทย์ สามารถที่จะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ แต่พอดีรักษาโรคหายแล้ว คนไข้โกงไม่อยากจะจ่ายเงิน ก็เลยเอายาถ่ายให้บุตรของคนไข้กินจนถ่ายท้องจนตายไป ด้วยบาปกรรมนั้นก็ทำให้พระองค์ตกนรก ในสมัยที่มาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงประชวรเป็นปักขันทิกาพาธ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์ทรงทำไว้แต่ภพก่อนชาติก่อนนั้นยังตามราวีพระองค์ คือตามให้ผล ถึงพระองค์จะเป็นผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ บาปกรรมเหล่านั้นก็ไม่ละเว้น พระองค์ทรงทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากมายขนาดไหนก็ตาม มนุษย์เทวดาทั้งปวงกราบไหว้พระองค์ก็ตาม บาปกรรมนั้นไม่เคยละเว้น บาปกรรมนั้นเป็นสัจธรรม บุคคลใดทำ บุคคลนั้นก็ต้องชดใช้กรรม ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่วันหน้าก็ภพต่อ ๆ ไป เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ชดใช้ในวันนั้น ก็ต้องชดใช้ในวันใดวันหนึ่ง แม้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องชดใช้กรรม เพราะฉะนั้น บาปกรรมเหล่านั้นจึงทำให้พระองค์ป่วยเป็นปักขันทิกาพาธ

            ในสมัยหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ได้กล่าวใส่ร้าย ได้กล่าวประมาทพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านนั่งคู้บัลลังก์อยู่ที่ต้นไม้ ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าของเราเป็นพราหมณ์ชื่อว่าโชติปาละ เป็นผู้มากด้วยปัญญา ได้ไปกล่าวใส่ร้ายพระโพธิสัตว์นั้นแหละว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เป็นของหาได้ยาก การบรรลุธรรมของท่านจะมีแต่ที่ไหน การบรรลุธรรมของท่านเป็นไปไม่ได้ ท่านจงลุกจากที่นี่เสีย กล่าวประมาทความเพียรของพระโพธิสัตว์ในสมัยนั้น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านต้องตกนรก พ้นจากนั้นมา ในสมัยที่พระองค์ทรงออกบวชแสวงหาโมกขธรรม พระองค์ต้องทำทุกรกิริยาถึง ๖ ปี หลงทางหลงผิดอยู่ตั้ง ๖ ปี คือพระองค์ทรงออกบวชตอนอายุ ๒๙ ได้ตรัสรู้ตอนอายุ ๓๕ ปี ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยเศษกรรมที่มันตามราวีอยู่ตั้ง ๖ ปี

            บาปกรรมนิด ๆ หน่อย ๆ บุญกรรมนิด  ๆ หน่อย ๆ ที่เราทำนั้น ที่จะไม่ให้ผลนั้นไม่มี เหมือนกับถวายท่อนผ้าเก่า ๆ ให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่ง ก็ยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ตรัสรูเป็นพระพุทธเจ้าได้ หรือพระองค์ทรงทำบาปกรรมนิด ๆ หน่อย ๆ ด้วยความคะนองในตอนเป็นเด็กก็ตาม หรือด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสมที่เป็นการกล่าวจาบจ้วงพระอริยะ เป็นการจาบจ้วงบุคคลผู้บริสุทธิ์ก็เป็นบาปเป็นกรรม บาปกรรมเหล่านั้นก็จะตามราวีไป บางครั้งบางคราวอาจจะพูดด้วยความคะนอง บางครั้งก็อาจจะพูดด้วยมานะทิฏฐิ

            บางครั้งก็อาศัยกิเลสที่อยู่ในใจของเรานั้นพูดไป พูดวาจาที่ผิด ทำในสิ่งที่ผิด คิดในสิ่งที่ผิด สิ่งเหล่านี้จะเป็นบาปกรรมติดตามเราไปในทุกภพทุกชาติ เพราะฉะนั้น การเว้นจากอกุศลกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็เหมือนกับบุคคลผู้มีตาดีเว้นจากหลุม เว้นจากบ่อ เว้นจากหนอง เว้นจากขวากหนาม เว้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลายมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ? เพื่อที่จะเว้นจากบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเรามีจิตดี จิตงาม จิตขาว จิตบริสุทธิ์จริง ๆ แล้ว บาปกรรมแม้แต่น้อยหนึ่งเราก็ไม่อยากทำ สิ่งใดที่มันเป็นบาป สิ่งใดที่มันเป็นอกุศลกรรม เราก็ไม่ทำ สิ่งใดที่มันเป็นบาป เราก็ไม่ควรพูด เราควรที่จะเว้น มีสติ ระมัดระวัง สติ เตสํ นิวารณํ สติเป็นทำนบป้องกันบาป นี่เรียกว่าเรามาพยายามที่จะพ้นไปจากบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวง หนทางอื่นไม่มี

            การที่พวกเราทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ จึงถือว่าเป็นผู้มีบุญล้นฟ้าล้นดินแล้ว ภพชาติของเราก็จะได้ประณีต บารมีของเราก็จะได้เพิ่มขึ้น การเกิดในภพต่อ ๆ ไปของเรา ก็จะได้พบกับความสุข วิบากกรรมที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราพบกับความลำบากมันก็จะน้อยลง ก็เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นจึงถือว่าเป็นเหตุยังความสุขให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน อนาคต และในภพสืบ ๆ ต่อกันไป ประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ในภพหน้า ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ก็เกิดขึ้นมาด้วยการประพฤติปฏิบัติ ความสุขในโลกนี้ ความสุขในโลกหน้า ความสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพาน ก็เกิดขึ้นเพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม

            ถ้าบุคคลใดยังไม่มาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ควรมา บุคคลใดมาแล้วยังไม่สามารถยังสมาธิให้เกิดขึ้น ยังไม่สามารถยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น ยังไม่สามารถที่จะยังการบรรลุมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้น ก็ควรที่จะทำสมาธิ ทำวิปัสสนาญาณ ทำมรรคทำผลให้เกิดขึ้น บุคคลผู้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นแล้วก็ดี ทำมรรคทำผลให้เกิดขึ้นแล้วก็ดี ก็ควรที่จะทำสมาธิให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำมรรคทำผลให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าเราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เล่าบุพพกรรมจบแล้ว พระองค์จึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราพ้นแล้วจากบุญและบาป เราไม่มีความเดือดร้อนโดยประการทั้งปวง เราพ้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง เราพ้นแล้วจากความเศร้าโศกทั้งปวง เราพ้นแล้วจากความคับแค้นทั้งปวง เราเป็นผู้มีอาสวะกิเลสอันละแล้ว ต่อไปเราจักปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น

            เพราะฉะนั้น ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรม ได้ดีอกดีใจ ได้รักษาการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้สืบต่อไป ถึงคราวประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งต่อไป ก็ขอให้เรานั้นจงพยายามปฏิบัติธรรมเรื่อยไปจนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน จึงจะถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดในมหรรณพภพสงสาร.