วัดพิชโสภาราม

วันเทโวโรหณะ

วันเทโวโรหณะ


          เจริญพรญาติโยมสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลาย วันนี้ธรรมะก่อนนอนก็เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ที่ญาติโยมทั้งหลายจะได้รับฟังเพื่อที่จะนำไปเป็นเครื่องเตือนจิต สะกิดใจ เป็นหลักยึดของชีวิตต่อไป

          วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ซึ่งวันนี้ตามประเพณีนิยมที่ดี เรียกกันทั่วไปก็เรียกกันว่า เป็นวันมหาปวารณา คือพระสงฆ์ในพุทธศาสนาที่เป็นฝ่ายเถรวาทก็จะพากันปวารณาในวันนี้ คือพระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพุทธศาสนา ก็จะอธิษฐานจำพรรษาในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เมื่อเริ่มอธิษฐานแล้ว เมื่อถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ก็ถือว่าเป็นวันมหาปวารณา คือการปวารณาของพระสงฆ์นั้นเป็นการดำริ ตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุ ผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาศในอาวาส ๓ เดือนแล้ว ก็ให้ปวารณากันได้ คือเมื่ออยู่ร่วมกันแล้วก็มีการกระทบกระทั่ง มีการประมาทพลาดพลั้งกันไปด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ก็เลยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีปวารณาต่อกัน อดโทษอโหสิกรรม ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรม เป็นเวร เป็นภัยต่อกันไปในวันที่จะต้องจากกัน

          คือภิกษุผู้ที่มาจำพรรษาในสมัยก่อนนั้น มาจากเมืองสาวัตถีบ้าง มาจากเมืองไพสาลีบ้าง มาจากกรุงราชคฤห์บ้าง มาจำพรรษาอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมาจำพรรษาแล้วก็มาฟังธรรม มาประพฤติปฏิบัติธรรม มาเรียนปริยัติธรรม มาประพฤติปฏิบัติเพื่อที่จะยังศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลให้เกิดขึ้นมาในขันธสันดาน เมื่อออกพรรษาแล้วก็ได้รับความรู้ทั้งด้านปฏิบัติทั้งด้านปริยัติ ปฏิเวธธรรมแล้วก็กลับไปสู่ภูมิลำเนา เพื่อที่จะเผยแผ่พระสัทธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไปอีก

          เพราะฉะนั้นก่อนที่จะจากกันนั้นมีการกล่าวลา หรือว่าปวารณาต่อกัน อดโทษอโหสิกรรมไม่ให้เกิดมีแก่กันและกัน อันนี้เป็นธรรมเนียมที่ละเอียดอ่อน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาบัณฑิต ผู้เป็นเลิศในทางพระพุทธศาสนา ผู้มีปัญญามากกว่ามนุษย์ทั้งปวง ผู้มีปัญญามากกว่าเทวดาทั้งปวง ผู้มีปัญญามากกว่าพรหมทั้งปวง ได้ทรงบัญญัติประเพณีอันละเอียดอ่อนเพื่อที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ไม่ให้เกิดเวรเกิดกรรมต่อไปในภายภาคหน้า

          เพราะฉะนั้นวันมหาปวารณานั้นจึงเวียนมาบรรจบ ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญไม่ใช่แต่พระสงฆ์สามเณรที่จะทำการขอขมาลาโทษหรือปวารณาต่อกัน แม้ญาติโยมก็สามารถที่จะอนุโลม นำไปใช้ได้ ว่าในพรรษานี้เราล่วงเกินพ่อล่วงเกินแม่ ล่วงเกินผัว ล่วงเกินเมีย ล่วงเกินครูอุปัชฌาย์อาจารย์อย่างไร เราก็สามารถที่จะเอาประเพณีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติใช้แก่พระสงฆ์นี้แหละ มาอนุโลมใช้ในชีวิตประจำวันได้ ว่าเราผิดพลาดประการใดต่อผู้มีพระคุณเราก็ให้ท่านอดโทษอโหสิกรรมให้ ครอบครัวของเราก็จะเป็นครอบครัวที่มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า มีความปรองดองสามัคคี มีความเกรงอกเกรงใจกัน ในที่สุดครอบครัวของเราก็มีความสุข

          เพราะฉะนั้น ในวันมหาปวารณานี้จึงถือว่าเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธทั้งหลายนั้นควรที่จะยึดถือ แล้วก็ประพฤติปฏิบัติไม่ให้เสื่อมไม่ให้คลาย เป็นประเพณีที่เราต้องช่วยกันรักษา

          วันมหาปวารณานี้มีสาเหตุมีมูลมีเค้ามาตั้งแต่สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระชนชีพอยู่นั้นแหละ ในสมัยนั้นก่อนที่จะมีวันมหาปวารณา วันออกพรรษาในปีนั้น เป็นปีที่พวกเดียรถีย์ทั้งหลายต้องการที่จะลองดีกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกาศท้าแสดงฤทธิ์กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเดียรถีย์ พวกครูทั้ง ๖ มี สัญชัยนาฏบุตร เป็นต้น มาท้าแข่งกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ใครจะแสดงฤทธิ์ได้มากกว่ากัน ได้ดีกว่ากัน ได้เยี่ยมกว่ากัน ก็เลยท้าแสดงฤทธิ์กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระองค์ก็ทรงให้รวมกันที่เมืองราชคฤห์แล้วก็ทรงแสดงฤทธิ์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงฤทธิ์แก่พวกเดียรถีย์ทั้งหลายนั้นแหละ แสดงฤทธิ์ในครั้งนั้นท่านเรียกว่า ยมกปาฏิหาริย์ คือพระองค์ทรงแสดงฤทธิ์นั้นเป็นคู่ๆ

          แสดงฤทธิ์เป็นคู่ๆ อย่างไร คือ ขณะที่พระองค์ทรงแสดงฤทธิ์เช่นพระองค์ให้สายน้ำไหลออกจากรูขุมขนของพระองค์ ให้แสงแห่งไฟนั้นไหลออกจากรูขุมขนของพระองค์ คือขุมขนหนึ่งนั้นมีสายน้ำสายไฟไหลออกไปเป็นคู่ๆ กัน อันนี้เรียกว่ายมกปาฏิหาริย์ คือแสดงปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ เมื่อพระองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ มีการเดินจงกรมบนอากาศ มีการเหาะ การนอนบรรทมบนอากาศ มีการแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์นานาประการบนอากาศเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ทรงพิจารณาใคร่ครวญว่า องค์สมเด็จพระผู้มีพะภาคเจ้าในครั้งก่อนๆ โน้นแหละ

          เมื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วพระองค์ทรงทำอะไรต่อไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงระลึกถึงอดีตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งก่อนโน้นว่า เมื่อแสดงยมกปาฏิหารย์แล้วจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ นั้นจะต้องเสด็จไปที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะ เมื่อคิดได้อย่างนั้นพระองค์ก็ทรงเสด็จไปจำพรรษาอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อที่จะไปโปรดพระพุทธมารดา คือพระพุทธมารดาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อประสูติเจ้าชายสิทธัตถะมาแล้วได้ประมาณ ๗ วันก็สวรรคต เมื่อสวรรคตแล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต อยู่ในวิมานอันเป็นทิพย์ เสวยความสุขอันเป็นทิพย์อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ไม่สามารถที่จะโปรดพระพุทธมารดาได้ทัน เพราะว่าพระพุทธมารดานั้นสวรรคตก่อน ก็เลยถือโอกาสนั้นเสด็จไปโปรดพุทธมารดา แต่พระองค์ไม่เสด็จไปถึงชั้นดุสิต ทำไมพระองค์ไม่เสด็จไปถึงชั้นดุสิต เพราะว่าสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นเป็นสวรรค์ชั้นที่ รื่นเริงบันเทิงเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก เสียงเพลงอันเป็นทิพย์ กลิ่นอันเป็นทิพย์ ทุกอย่างอันเป็นทิพย์นั้นมันดึงดูดจิตใจของทวยเทพของชั้นดุสิตนั้นให้ลุ่มหลง ให้เพลิดเพลินยิ่งนัก เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เทพชั้นดุสิตนั้น ไม่สามารถที่จะปลงรูป ปลงเสียง ปลงกลิ่น ปลงรส ปลงโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้นให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็เลยไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แสดงให้ฟังนั้นได้ง่าย นอกจากบุคคลผู้มีวาสนาบารมีมากจริงๆ

          เหตุนั้นพระองค์จึงเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาที่ชั้นดาวดึงส์ ให้พระพุทธมารดาเสด็จจากชั้นดุสิต มาฟังพระอภิธรรมที่ชั้นดาวดึงส์ เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นสูงกว่าชั้นดาวดึงส์ แล้วพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าพระองค์ทรงเสด็จไปโปรดพุทธมารดาชั้นดุสิตแล้ว พุทธมารดาก็ไม่ได้อานิสงส์ คือไม่ได้อานิสงส์ในการที่จะเสด็จมาฟังธรรม เพราะการเสด็จมาฟังธรรมนั้นย่อมได้อานิสงส์มาก

          คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า บุคคลเมื่อเกิดศรัทธาขึ้นมาแล้ว ที่ใคร่อยากจะฟังธรรม ก็น้อมดอกไม้ธูปเทียนเพื่อที่จะบูชาธรรมนั้นแหละ สักการะที่จะบูชาธรรมเดินทางมาฟังธรรม ขณะที่เดินทางมาฟังธรรมนั้นก็ได้รับอานิสงส์ทุกก้าวเดินเราจะเดินมาก้าวหนึ่งอานิสงส์มันก็เกิดขึ้นมา เดินมาอีกก้าวหนึ่งอานิสงส์มันก็เกิดขึ้นมาระดับหนึ่งเพิ่มขึ้นไปตามลำดับๆ เรียกว่าอานิสงส์เกิดขึ้นทุกก้าวเดิน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสงค์อยากจะให้พุทธมารดานั้นได้รับอานิสงส์ในการเสด็จมาฟังธรรม ได้รับบุญกุศลเพิ่มขึ้นอีกจึงมาแสดงธรรมอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์

          อีกอย่างหนึ่งพระองค์ทรงเมตตาทวยเทพชั้นดาวดึงส์ เพื่อที่จะได้ฟังธรรม เพื่อที่จะได้เห็นธรรม รู้แจ้งธรรม บรรลุธรรม จึงมาแสดงธรรมที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

          เหตุนั้นเมื่อพระองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา แทนค่าป้อนน้ำนมแก่พุทธมารดาเรียบร้อยแล้ว ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ วันนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดพุทธมารดาเรียบร้อยแล้วพระองค์ทรงดำริต่อไปว่า พระองค์จะทรงไปที่ไหนหนอ พระองค์ทรงดำริว่าจะเสด็จลงที่เมือง สังกัสสะนคร ในกรุงราชคฤห์ ก่อนที่พระองค์จะทรงดำริว่าจะเสด็จลงเมืองสังกัสสะนครนั้น พระมหาโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์อันเลิศ ก่อนที่จะถึงวันมหาปวารณานี้ ๗ วัน พระมหาโมคคัลลานะก็ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กราบบังคมแทบพระยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามว่าพระองค์จะทรงเสด็จลงตรงไหน พระองค์ก็ทรงตรัสบอกตามที่ดำรินั้นแหละว่า เสด็จลงที่เมืองสังกัสสะนคร

          แล้วพระมหาโมคคัลลานะนั้นก็ลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เที่ยวบอกประชาชน บอกภิกษุสามเณรบอกประชาชนให้รู้สิ้นเวลาเป็น ๗ วันว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระองค์ทรงเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนชั้นดาวดึงส์แล้วพระองค์จะเสด็จลงจากเทวดาชั้นดาวดึงส์นั้นอีก ๗ วันข้างหน้า พระองค์จะทรงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มนุษย์ทั้งหลายก็ดี เทวดาทั้งหลายก็ดี ภิกษุสามเณรทั้งหลายก็ดี พรหมทั้งหลายก็ดี ต่างก็ได้รับข่าวที่พระโมคคัลลานะนั้นแจ้ง ด้วยฤทธิ์ของพระมหาโมคคัลลานะนั้น ก็ดลบันดาลให้หนทางที่จะเดินทางมาเมืองสังกัสสะนครนั้น เป็นหนทางที่ราบรื่น เป็นหนทางที่ปลอดจากโจร ปลอดจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ให้เดินทางมาเมืองสังกัสสะนครนั้นด้วยความปลอดภัย ด้วยความสะดวกสบาย

          มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก พระสงฆ์องค์เณรทั้งหลายเป็นอันมาก เทวดาทั้งหลายเป็นอันมาก พรหมทั้งหลายเป็นอันมาก ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ นั้นก็มาประชุมกันที่ประตูเมืองสังกัสสะนคร รอรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

          เศรษฐีทั้งหลายมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ดี จุลลอนาถบิณฑิกเศรษฐี คือน้องชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ดี นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ดี นางอุตราอะไรต่างๆ ที่เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น ก็มากันปักหลักตั้งโรงทานถวายให้แก่พระภิกษุสงฆ์สามเณร ญาติโยมผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาในครั้งนั้น ที่มาปักหลักนอนแรมเพื่อที่จะถวายบังคมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะชมพระรัศมี พระรังสีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะห่างจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปนาน ๓ เดือน คิดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมากก็มาประชุมกัน

          เมื่อมาประชุมกัน เศรษฐีทั้งหลาย มีอนาถบิณฑิกเศรษฐี จุลลอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขาเป็นต้น ก็บำรุงบำเรอถวายตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ญาติโยมเหล่านั้นให้ได้รับความอิ่มหมีพีมัน คำว่าอดอยากในสมาคมอันใหญ่ถึงขนาดนั้นไม่มี คนมาประชุมกันเป็นอันมากคำว่าอดอยากนั้นไม่มี เพราะเดชบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพุทธบริษัททั้งหลายที่ได้เข้าใจถึงธรรม ได้บรรลุธรรม มีอนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขาเป็นต้น ได้มาเกื้อกูล เหตุนั้นชุมนุมนั้นจึงเป็นชุมนุมที่ใหญ่มาก ในขณะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงดำริกาลเวลาอันสมควร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงเสด็จลงจากเทวโลก ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ คือวันนี้แหละ พระองค์ก็ทรงเสด็จลงจากเทวโลก

          สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่ทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาก็ทรงดำริว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งแต่ก่อนโน้นเสด็จลงจากเทวโลกด้วยเหตุใดหนอแล เมื่อพิจารณาแล้วก็เข้าใจว่าพระองค์ทรงเสด็จลงด้วยบันไดแก้วแล้ว พระอินทร์นั้นก็ทรงเนรมิตบันไดให้สำเร็จด้วยทองคำบันไดหนึ่ง ให้สำเร็จด้วยแก้วมณีบันไดหนึ่ง ให้สำเร็จด้วยเงินบันไดหนึ่ง ทรงเนรมิตบันไดทั้ง ๓ บันได บันไดทอง บันไดแก้วมณี บันไดเงิน ถวายแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทูลเสด็จองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จลงที่บันไดแก้ว คือบันไดทองนั้นจะอยู่ทางด้านขวา บันไดแก้วนั้นจะอยู่ตรงกลาง บันไดเงินนั้นจะอยู่ทางด้านซ้าย บันไดทองนั้นจะเป็นบันไดที่พวกทวยเทพทั้งหลายทั้ง ๖ ชั้น จะเป็นชั้นจาตุม ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี หรือว่าปรนิมมิตวสวัสตีนั้น เสด็จลงทางบันไดทอง คือก้าวลงทางบันไดทอง แต่บันไดแก้วมณีนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลง คือเสด็จพุทธดำเนินมาทางบันไดแก้วมณี

          บันไดเงินที่อยู่ทางซ้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นบันไดที่ท้าวมหาพรหมทั้งหลายก้าวลง ในขณะที่ทรงเนรมิตบันไดด้วยฤทธิ์ของท้าวสักกะนั้นแหละ บันไดนั้นเป็นบันไดที่สูงและสวยงามมาก เป็นบันไดที่สูงจากพื้นดินนั้นวัดระยะทางได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ คือเชิงของบันไดนั้นอยู่ที่เมืองสังกัสสะนคร หัวบันไดนั้นอยู่ที่ภูเขาสิเนรุราช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงลีลาสเสด็จดำเนินมาตั้งแต่ภูเขาสิเนรุราช

          ขณะที่พระองค์ทรงดำเนินมานั้นแหละพระองค์ทรงเสด็จดำเนินด้วยพุทธลีลาอันงดงามมีฉัพพรรณรังสี ออกจากพระวรกายเป็นที่สง่างามยิ่งนัก

          มีปัญจสิขเทพบุตรบรรเลงเพลงทิพย์ ดีดพิณ เสียงเพลงอันเป็นทิพย์นั้นแหละ ดังกังวานไพเราะเสนาะโสตเป็นสิ่งที่น่าเกิดปีติยินดีเป็นยิ่งนัก แล้วปัญจสิขเทพบุตรนั้นก็ดีดพิณบรรเลงอยู่ด้านขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทางด้านซ้ายก็มีมาตลีเทพบุตรชูดอกไม้อันเป็นทิพย์ มีกลิ่นหอมอันเป็นทิพย์ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วสากลพิภพตลบอบอวลไปหมด เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติเกิดความชูชันของผม เกิดปีติได้ง่าย เพราะอะไร เพราะว่ากลิ่นอันเป็นทิพย์นั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจของทวยเทพก็ดี จิตใจของพุทธบริษัทที่มาประชุมกันนั้นก็ดี เยือกเย็น สงบ ไม่เร่าร้อน จิตใจก็เป็นมหากุศล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติขึ้นอย่างมาก ด้วยกลิ่นดอกไม้อันเป็นทิพย์ของมาตลีเทพบุตร

          ในด้านของท้าวมหาพรหมก็ทรงกั้นเศวตฉัตรถวายองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กั้นเศวตฉัตรอันเป็นทิพย์ มีร่มเงาอันเป็นทิพย์ แผ่ความเย็นนั้นให้เกิดขึ้นแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทางด้านท้าวสุยาม ซึ่งเป็นเทวราชชั้นยามาก็ไม่น้อยหน้า พระองค์ก็ทรงถือพัดชื่อว่า วารวีชนี พัดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคียงข้างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา คือพัดอยู่ทางด้านบันไดทอง แล้วก็พัดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มีพระวรกายอันเย็นไปด้วยลมอันเป็นทิพย์ เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงเสด็จลงจากเทวโลกนั้นด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ด้วยบริวารอันยิ่งใหญ่ ด้วยเดชด้วยบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาใครเปรียบเทียบไม่ได้ ผู้หาใครทัดเทียมไม่ได้ ผู้หาใครเสมอเหมือนไม่ได้ เป็นผู้เลิศกว่ามนุษย์และเทวดา และพรหมทั้งหลาย ด้วยเดชบารมี ๓๐ ทัศของพระองค์

          ในขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอินทร์ เทวดา พรหมทั้งหลายได้เสด็จลงมาจากบันไดทั้ง ๓ นั้น ภาพที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงเสด็จมานั้นแหละก็ปรากฏแก่มนุษย์ แก่เทวดา แก่พรหมทั้งหลาย แก่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายนั้นปรากฏแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม สามารถที่จะมองเห็นกันได้ เครื่องจองจำในมนุษย์มีโซ่ตรวนก็ดี มีขื่อคาก็ดี มีหอก มีหลาว มีเปลวเพลิงนรก ที่เผาผลาญสัตว์นรกก็ดี มีนายนิรยบาล อาวุธที่นายนิรยบาลห้ำหั่นสัตว์นรกทั้งหลายนั้น ก็หยุดชะงักชั่วคราว ด้วยเดชบารมีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแผ่เมตตาไป

          สัตว์ทั้งหลายนับตั้งแต่โลกันตมหานรก อเวจีมหานรกขึ้นมาจนถึงพรหมโลกสามารถที่จะมองเห็นกันหมด เมื่อมองเห็นกัน มนุษย์ก็สามารถที่จะมองเห็นเทวดาว่าเทวดามีกายทิพย์อย่างไร มีอาหารทิพย์อย่างไร มีอารมณ์อันเป็นทิพย์อย่างไร อารมณ์อันเป็นทิพย์นั้นมันดีอย่างไร พรหมนั้นเสวยอารมณ์ฌานเป็นอย่างไร

          แล้วก็สัตว์นรกผู้ทำบาปกรรมมีการปาณาติบาตนั้น เมื่อได้รับบาปกรรมนั้นมันเป็นอย่างไร ผู้ที่ทำบาปกรรม อทินนาทาน ลักเล็กขโมยน้อยของบุคคลอื่น เมื่อทำแล้วตกนรกแล้วมันเป็นอย่างไร ก็สามารถที่จะมองเห็นกัน ผู้ที่ชอบทำชู้สู่สมกับสามีภรรยาคนอื่น เห็นสามีของคนอื่นหล่อๆ แล้วก็อดไม่ได้ เห็นภรรยาของบุคคลอื่นสวยๆ แล้วอดไม่ได้จำเป็นที่จะต้องหาทางที่จะทำชู้สู่สม เมื่อทำแล้วบาปกรรมมันเป็นอย่างไร ตกนรกขุมไหน มนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์นรกเหล่าอื่นก็สามารถที่จะมองเห็นกันได้ เมื่อพูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ พูดเหลวไหล พูดไร้สาระ ยุยงให้คนแตกร้าวสามัคคีกัน ตายแล้วไปตกนรกแล้วมันเป็นอย่างไร มองเห็นกันได้ หรือว่าบุคคลผู้ที่ชอบดื่มสุราเมรัยเป็นต้น ชอบดื่มสุราเมรัย เสพติด กินยาบ้า สูบกัญชา ดมทินเนอร์อะไรเป็นต้น เมื่อตายไปแล้วมันเป็นอย่างไร ได้รับผลอย่างไรสามารถที่จะมองเห็นกันได้

          เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย พรหมทั้งหลายมองเห็นส่วนที่เป็นบาปเป็นกรรม มองเห็นส่วนที่เป็นบุญแล้วก็เกิดจิตใจที่จะหลีกเร้นพ้นไปจากอำนาจของบาป ยินดีต่อกุศลธรรมมีผลอันเลิศ ผลอันประเสริฐ ผลอันเป็นสุข จิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นก็เป็นจิตใจที่อ่อนโยน เป็นจิตใจที่มุ่งตรงต่อกุศลธรรม ปลงธรรมสังเวชจากนรกแล้วก็เกิดมหากุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นในวันนั้นโบราณกาลท่านจึงเรียกว่า วันโลกวิวรณ์ ซึ่งเป็นภาษาบาลี แปลให้เข้าใจง่ายว่าเป็นวันที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดโลก ให้เห็นกันทั้งเทวโลก ทั้งมนุษย์โลก ทั้งพรหมโลก ทั้งอบายภูมิ คือนรกโลก เปรตโลก สัตว์เดรัจฉานโลกนั้นสามารถที่จะมองเห็นกันได้

          เหตุนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงทำหัวใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นให้เห็น บาป บุญโดยชัดเจน ให้เห็นผลของบุญโดยชัดเจน ให้เห็นผลของบาปโดยชัดเจนแล้ว หัวใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นก็มุ่งตรงต่อบุญ ต่อกุศล มีจิตใจมุ่งตรงต่อบุญกุศลอย่างเดียว ความสงสัยในเรื่องบาปก็ดี ความสงสัยในเรื่องบุญก็ดี แม้ของสัตว์นรก แม้ของมนุษย์ ผู้คนหนึ่งก็ไม่มี แม้แต่มด แม้แต่แมลงก็ไม่สงสัยในเรื่องบุญเรื่องบาป มีจิตใจมุ่งตรงต่อบุญต่อบาป มีจิตใจเห็นความอัศจรรย์ใจของพระพุทธเจ้า เห็นความอัศจรรย์ใจของพระธรรมของพระสงฆ์อยู่ถ้วนทั่วทุกตัวสัตว์

          ในสมัยนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลีลาสดำเนินมาใกล้จะถึงมนุษย์โลก พระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศด้วยปัญญาจึงดำริว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถของโลก เป็นที่พึ่งของโลก เมื่อจะเสด็จลงมาสู่โลกแล้วเราผู้เป็นสาวก ผู้เกิดขึ้นจากพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่ควรที่จะนิ่งดูดาย พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ เหาะขึ้นไปถวายบังคมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในท่ามกลางอากาศ เป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนอันมาก เป็นที่ประจักษ์แก่เทวดา พรหม สัตว์นรก ทั้งหลายเป็นอันมาก ก็ยังปีติโสมนัสให้เกิดขึ้นแก่บริษัทนั้นเป็นอย่างมาก

          ความอัศจรรย์ใจในพระพุทธ ได้ปรากฏขึ้นในขณะนั้น ความอัศจรรย์ใจในพระธรรมได้ปรากฏขึ้นในขณะนั้น ความอัศจรรย์ใจในพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ประเสริฐ ผู้เลิศ เป็นพระอรหันต์จริงนั้นได้ปรากฏขึ้นมาในขณะนั้น จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เพิ่มปสาทศรัทธา ให้แก่ญาติโยมพุทธบริษัทซึ่งมาประชุมกันใหญ่ เพิ่มทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ

          ในขณะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเสด็จลงถึงประตูแห่งเมืองสังกัสสะนครแล้วก็ทรงแสดงพระธรรม ขณะที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมโปรดนั้นแหละ พระองค์ก็ทรงรู้ว่าจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นปราศจากนิวรณ์โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเห็นความอัศจรรย์ในพุทธศาสนาควรที่จะแสดงธรรม นำจิตนำใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นอมตสุข ทำจิตทำใจของพุทธบริษัททั้งหลายเหล่านั้นแหละ ให้ดื่มซึ่งอมตธรรมซึ่งเป็นน้ำอมฤต คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน

          และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงเอื้อนเอ่ยพระโอษฐ์ แสดงธรรมอันไพเราะเหมือนนกการเวกที่เปล่งเสียงกังวานให้ป่าเขาลำเนาไพรให้หายความเงียบเหงา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงเปล่งเสียงอันกังวาน ให้พุทธบริษัทที่มาเฝ้ารอพระองค์ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ให้หายจากความเหน็ดเหนื่อย ให้หายจากความเมื่อยล้า ให้จิตใจนั้นอิ่มเอิบไปด้วยปีติธรรม ขณะที่จิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นอิ่มเอิบไปด้วยปีติธรรมมีหูเงี่ยฟังพิจารณาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเรื่อยๆๆ จิตใจมันก็สะอาดขึ้น ขาวขึ้น ผ่องใสขึ้น เมื่อจิตใจขาวสะอาดผ่องใสขึ้นตามลำดับๆ จิตใจก็เป็นสมาธิตั้งมั่น เมื่อจิตใจเป็นสมาธิตั้งมั่นก็เข้าใจความเป็นจริง เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดวิปัสสนาญาณนับตั้งแต่นามรูปปริเฉทญาณได้ปัญญาขึ้นมา ปัจจยปริคคหปัญญา สัมมสนปัญญา อุทยัพพยปัญญา ภังคปัญญา ภยตูปัฏฐานปัญญา อาทีนวปัญญา นิพพิทาปัญญา มุญจิตุกัมยตาปัญญา ปฏิสังขารปัญญา สังขารุเปกขาปัญญา อนุโลมปัญญา โคตรภูปัญญา แล้วก็มรรคปัญญา ผลปัญญา แล้วก็ปัจจเวกขณปัญญาเกิดขึ้นมา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน สำเร็จเป็นพระโสดาบัน

          องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฎกว่า สัตว์ หรือว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มาเฝ้า จะเป็นมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี เฝ้ารับเสด็จองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแหละบรรลุมรรคผลนิพพาน และดื่มอมตะรส ดื่มอมตะธรรมนั้นประมาณ ๓๐ โกฏิ คือได้บรรลุมรรคผลนิพานนั้นประมาณ ๓๐ โกฏิ ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทที่มาประชุมเป็นมหาสันนิบาต ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่นั้น ให้ได้ดื่มอมตรส คือได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว ประชาชนทั้งหลายก็ทำบุญทำทานกับพระสงฆ์องค์เณรนั้นเป็นอันใหญ่ เรียกว่าประชาชนที่มาประชุมเป็นอันมากนั้น ต่างก็มีเครื่องสักการะ ต่างก็มีอาหารบิณฑบาตอะไรมาสมบูรณ์ คำว่าอดอยากในสมาคมนั้นไม่มี ก็เกิดความอัศจรรย์ใจในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าพระพุทธเจ้านั้นประเสริฐอย่างไรเลิศอย่างไรก็ปรากฏแล้ว พระธรรมนำจิตใจของบุคคลผู้ที่ ร้อนรุ่มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ร้อนรุ่มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะนั้นให้เกิดความสุขด้วยการบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไร พุทธบริษัททั้งหลายก็ได้ลิ้มรส ได้ประจักษ์แล้ว ว่าพระธรรมนั้นประเสริฐเลิศเลออย่างไร สูงสุดอย่างไรก็ได้รู้แล้วในวันนั้น พระสงฆ์ผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงคุณวิเศษสุดอย่างไร พระโมคคัลลานะก็ดี พระอัครสาวกเบื้องขวา คือ พระสารีบุตรก็ดี พระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปก็ทำให้ปรากฏแก่โยมทั้งหลายเหล่านั้นให้หายความสงสัยแล้ว

          เพราะฉะนั้นความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่มี ศรัทธาอันบริสุทธิ์ ศรัทธาอันมุ่งตรงดิ่งต่อพระพุทธศาสนาจึงเกิดท่วมท้นจิตใจของพุทธบริษัททั้งหลาย การทำบุญนั้นจึงเป็นการทำบุญใหญ่ ญาติโยมทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นั้นก็ทำบุญกันเป็นโกลาหล ทำบุญใหญ่เพื่อที่จะตักตวงเอาบุญกุศล

          เพราะฉะนั้นในวันนั้นจึงเป็นวันที่ ประชาชนทั้งหลายบำเพ็ญบุญเป็นอันมาก บำเพ็ญบุญด้วยความยิ่งใหญ่ ด้วยความเลื่อมใส ด้วยความศรัทธา บุญไม่น้อยก็เกิดขึ้นแก่พุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งบุญที่เป็นโลกียะ ทั้งบุญที่ทำบุญตักบาตร บุญที่เป็นโลกุตรที่ได้ฟังธรรมนั้น ได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเกิดขึ้นแก่พุทธบริษัทเป็นอันมาก

          เหตุนั้นในวันนี้ซึ่งเป็นวันเทโวโรหณะ ในครั้งพุทธกาลซึ่งตรงกับวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงเป็นวันที่พวกเราทั้งหลายได้สืบสานประเพณีอันเป็นบุญ อันเป็นกุศล ให้ลูกหลานของเรานั้นระลึกถึงเหตุ ความอัศจรรย์ใจในครั้งพุทธกาลนั้น แล้วมาบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศล เพื่อที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นเสบียงให้เราเกิดความสุข เกิดความเจริญงอกงามในภพหน้าชาติหน้า หรือว่าในชีวิตของเรา ในปัจจุบันภพนี้

          เหตุนั้นการบำเพ็ญทานบารมีก็มีหลักมีฐานดังที่อาตมภาพได้กล่าวมาแล้วนั้นแหละ เหตุนั้นวันนี้ญาติโยมทั้งหลายก็ไม่ควรที่จะประมาทนิ่งดูดาย เพราะการประมาท ก็ถือว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะว่าการสูญเสียอะไร ก็ไม่เท่ากับการสูญเสียเวลา เพราะว่าเวลาที่เราสูญเสียนั้นเราจะทำทรัพย์ภายนอกให้เกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้ เราจะทำทรัพย์ที่เป็นภายใน คือ อริยทรัพย์ให้เกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้ เราจะทำทรัพย์ที่เป็นโลกุตระให้เกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้ เราจะทำทรัพย์ที่เป็นกามาวจร เมื่อทำแล้วเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่องเที่ยวไปในสวรรค์ให้เกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้ เราจะทำทรัพย์ที่เป็นรูปาวจรสวรรค์ คือเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดฌานเกิดสมาบัติเกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้ เราจะทำทรัพย์ที่เป็นอรูปฌานให้เกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้ เราจะทำทรัพย์ที่เป็นโลกุตระคือมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นมาแก่เราก็ได้

          ถ้าเราเอาเวลาที่มีอยู่นั้นแหละ มาให้ทานรักษาศีล มาไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ เจริญสมถะภาวนา มาเจริญวิปัสสนาภาวนา ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้สำเร็จทรัพย์ตามที่อาตมภาพได้กล่าวไว้ในตอนต้น

          เหตุนั้นเราไม่ควรประมาท ควรที่จะบอกลูกบอกหลานตักเตือนตัวเองให้มาทำบุญทำทาน แต่ทุกวันนี้ตามที่ปรากฏอยู่ในปฏิทินที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ เลื่อนวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์เรียกว่า เทโวโรหณะนี้แหละ จาก ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ มาเป็นแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันพรุ่งนี้ แต่ตามปกติที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้นเป็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ แต่ทุกวันนี้เลื่อนเป็นวันออกพรรษา คือวันนี้เป็นวันปวารณา พรุ่งนี้เป็นวันออกพรรษาแล้วก็ถือว่าเป็นวัน เทโวโรหณะด้วย

          เพราะฉะนั้นอาตมภาพก็ได้นำเรื่อง วันเทโวโรหณะมาตักเตือนให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้คิดถึงว่าความอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนานั้นก่อนโน้นมันเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่ให้ประมาท ให้หมั่นบำเพ็ญคุณงามความดี เพื่อที่จะเป็นเสบียงเดินทางในภพหน้าชาติหน้า เหมือนกับครั้งพุทธกาลที่สัตว์นรกทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย พรหมทั้งหลาย มองเห็นกันนั้นแหละ จะได้รู้ว่า อานุภาพของบาปมันเป็นอย่างไร อานุภาพของบุญมันเป็นอย่างไร ไม่ให้ประมาท

          เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ฟังธรรม ได้ฟังเหตุฟังปัจจัยดังอาตมภาพกล่าวมาแล้วก็เป็นผู้หมั่นบำเพ็ญคุณงามความดี อย่าประมาท อย่าเป็นผู้เดือดร้อนใจในภายหลังเลย

          เพราะฉะนั้นก็ขอกล่าวเรื่อง วันเทโวโรหณะโดยย่อเพียงเท่านี้ก่อน เพราะว่าเวลามันก็ล่วงเลยมาแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้จึงถือว่าเวลานั้นพอสมควรแก่เวลาแล้ว ในท้ายที่สุดนี้จึงขอให้ญาติโยมทั้งหลายจงเป็นผู้ที่มีความสุขทุกทิวาราตรีกาล แล้วก็มีโอกาสได้มาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม นำตนให้พ้นจากทุกข์ถึงสุขอันไพบูลย์ด้วยกันจงทึกท่านทุกคนเทอญ.