วัดพิชโสภาราม

เหตุเกิดแห่งปัญญา

เหตุเกิดแห่งปัญญา


          เรามาปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ทำไมเราต้องมาปฏิบัติธรรม

          การที่เรามาปฏิบัติธรรม ถือว่าเรามองเห็นประโยชน์ เห็นความสุข เห็นความสวัสดี หนทางแห่งความสุขความสวัสดี ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นจากการไปเที่ยวเตร่เฮฮาสนุกสนาน ไปตามอารมณ์ของโลก แต่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม เพราะว่าชีวิตของทุกคนที่เกิดขึ้นมานั้นล้วนมีแต่ความทุกข์

          เราทั้งหลายนั่งอยู่ด้วยกันนี้ ไม่มีใครเลยที่จะไม่มีความทุกข์ อย่างน้อยเราก็ทุกข์กาย ตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องบำรุง ต้องล้างหน้าแปรงฟัน ต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ถ่ายหนักถ่ายเบา หนาวก็ต้องห่มผ้า ร้อนก็ต้องเปิดพัดลม เราต้องบริหารขันธ์อยู่ตลอด

          นอกจากนั้นเรายังต้องเป็นทุกข์เพราะความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นทุกข์เพราะความพลัดพราก ชีวิตของคนทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้ว ล้วนแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ร่างกายของเรานั้นเป็นก้อนแห่งความทุกข์

          คนเราเกิดขึ้นมาแล้วมีความทุกข์ติดตัวมา การที่เรามาปฏิบัติธรรมนี้ เป็นการมาทำให้ชีวิตของเราถึงความเกษม ปราศจากความทุกข์

          พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอย่างอื่น นอกจากปัญญา ความเพียร การสำรวมอินทรีย์ และการสละวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ธรรมที่กล่าวมานี้ เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดความสวัสดียิ่งกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวง”

          ปัญญานั้นถื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสวัสดีในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้คนรู้ดีรู้ชั่ว รู้บาปบุญคุณโทษ รู้ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน

          เหตุเกิดแห่งปัญญานั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๒ ประการ คือ

          ๑. สมถกรรมฐาน

          ๒. วิปัสสนากรรมฐาน

          สมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ ก็ถือว่าเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญา เป็นส่วนแห่งวิชชาคือส่วนแห่งปัญญา ญาติโยมบางท่านก็อาจจะคิดว่า เรามาปฏิบัติธรรม เดินจงกรมนั่งภาวนาก็ไม่ให้คิด แล้วจะเกิดปัญญาอย่างไร บางคนอาจจะคิดว่า นั่งสมาธิมันจะมีปัญญาอย่างไร นั่งไปมีแต่ดับ นั่งไปมีแต่เงียบ แล้วมันจะเกิดปัญญาตรงไหน

          สมาธินั้นเป็นเหตุให้เกิดปัญญายิ่งกว่าปัญญา เพราะว่าสมาธิทำให้จิตสงบ เหตุให้เกิดปัญญาก็คือความสงบ ผู้ใดมีความสงบน้อย ก็เห็นตามความเป็นจริงได้น้อย ผู้ใดมีความสงบมาก ก็จะเห็นตามความเป็นจริงได้มาก

          ถ้าเราสามารถสงบจนเป็นปฐมฌาน เป็นต้น ก็เป็นเหตุให้เรายิ่งเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น

          ความรู้ทั้งหลายที่เราเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงระดับอุดมศึกษา เป็นสุตมยปัญญา ไม่ใช่ภาวนามยปัญญา ความรู้เหล่านั้นเป็นความรู้ตามตำรา ตามทฤษฎีที่เขากล่าวไว้ แต่การที่เราเจริญสมาธินั้น ทำให้เกิดปัญญาในส่วนที่เราจะได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่คนทั้งหลายทั้งปวงไม่รู้ไม่เห็น

          บางครั้งบางคราวเรานั่งสมาธิไป จิตใจของเราอยู่ในขณิกสมาธิอย่างแก่หรืออยู่ในอุปจารสมาธิ ตัวของเรากำลังเบา มือของเรากำลังแน่น จิตของเราจดจ่ออยู่ในอารมณ์เดียว บางครั้งก็เกิดนิมิต เห็นญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วก็มี นี่คือลักษณะของผู้มีสมาธิ

          บางคนไม่เชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ไม่ใช่ว่านรกสวรรค์มีจริง แต่พอมีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรม ก็ภาวนาตามปกตินี่แหละ พองหนอ ยุบหนอ ตามปกติ แต่จิตมันดิ่งลงเป็นสมาธิ แล้วก็เห็นพวกเปรตที่มาขอส่วนบุญ ตัวเป็นคน หัวเป็นเป็ดเป็นไก่ เป็นวัวเป็นควาย ก็เกิดความสะดุ้งกลัวในบาปขึ้นมา

          อันนี้ก็เป็นลักษณะของสมาธิ มันจะทำให้เกิดปัญญา ให้รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป สมาธิจึงถือว่าเป็นส่วนแห่งปัญญา ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมบางท่าน ก่อนทีจะมานั้นเป็นคนแข็งกระด้าง ไม่เคารพครูบาอาจารย์ บางคนก็กินเหล้าเมายา แต่เมื่อจิตใจเป็นสมาธิแล้ว จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่แข็งกระด้าง ก็กลายเป็นคนที่อ่อนโยน ด้วยอำนาจของสมาธิ

          พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชปริยัตยากร ท่านกล่าวว่า การให้ทานก็ดีอยู่ การรักษาศีลก็ดีอยู่ แต่กำลังของการให้ทานรักษาศีลนั้น มันมีกำลังน้อยกว่าสมาธิ อันนี้ท่านกล่าวหมายเอาตอนที่บุคคลนั้นจะละสังขารจากโลกนี้ไป ก่อนที่เราจะตายนั้น สมาธิมันเป็นมหัคคตกุศล เป็นกุศลที่มีอานุภาพมาก

          ถ้าเราเคยได้สมาธิ เวลาจะตาย อารมณ์ของสมาธินั้นมันจะมาปรากฏ จะแซงหน้าการให้ทานการรักษาศีล คือปรากฏชัด เป็นที่พึ่งของเราได้

          คนที่ได้สมาธิ จะสามารถเอาสมาธินั้นเป็นบาทแห่งวิปัสสนาได้ สมาธินั้นจะอบรมจิต ก็จะสามารถที่จะละราคะ คลายความกำหนัดได้ คนที่เข้าสมาธิได้บ่อย ๆ ความกำหนัดในเพศตรงข้ามก็จะไม่เกิดขึ้นในขณะที่จิตอยู่ในอารมณ์ของฌาน ก็จะสามารถปฏิบัติได้อย่างสบาย การปฏิบัติธรรมนั้นขาดสมาธิไม่ได้

          สมาธินั้น ผู้ใดยังไม่ทำให้เกิด ต้องทำให้เกิด ถ้าทำให้เกิดได้แล้ว ต้องประคับประคองรักษาไว้อย่างดี

          สมาธินั้นเป็นทิฏฐสุขวิหารธรรม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขในปัจจุบัน ผู้ใดเคยถูกอารมณ์ของโลกมันเบียดเบียน ถ้าเราสามารถเข้าสมาธิได้ การที่เราจะทุกข์เพราะอารมณ์เหล่านั้นเบียดเบียนมันก็หมดไป เราสามารถที่จะมีความสุขในปัจจุบันธรรมได้

          บุคคลจะเห็นความอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา จะเห็นความอัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เพราะอาศัยสมาธิ

          วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานก็ก่อให้เกิดความสุขและการบรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนกัน

          เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เราจะบริกรรมอย่างไรจึงจะเป็นวิปัสสนากรรมฐาน เราปฏิบัติธรรมอยู่นี้เป็นวิปัสสนากรรมฐานหรือไม่

          การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ไม่สำคัญที่คำบริกรรม แต่สำคัญอยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะกำหนดเห็นรูปนามนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือไม่ เราบริกรรม “พุทโธ” หรือ “พองหนอ ยุบหนอ” หรือไม่บริกรรมว่าอะไร แต่เรามีสติสัมปชัญญะเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของรูปนาม ในลักษณะอย่างนี้ก็เป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

          วิปัสสนากรรมฐานที่บุคคลอบรมทำให้เกิด ทำให้เจริญขึ้นด้วยอำนาจของสติและสัมปชัญญะ วิปัสสนานี้ก็จะอบรมปัญญาของบุคคลนั้น แล้วก็จะทำให้วิปัสสนาญาณการรู้เห็นตามความเป็นจริงเกิดขึ้น และเป็นเหตุให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ชื่อว่าเป็นปัญญาวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยปัญญา.